ข่าวนี้ที่ 1

FETCO ลั่นหุ้นไทยขาขึ้นยาวถึงปี 63 ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง

FETCO ลั่นหุ้นไทยขาขึ้นยาวถึงปี 63 ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง

    "สภาธุรกิจตลาดทุนไทย" มองตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้นถึงปี 63 รับสภาพคล่องตลาดทุนทั่วโลกสูงต่อเนื่อง ขณะที่ปลายปีนี้่จ่อทะลุ 1,800 จุด รับเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าไม่ต่ำกว่า 1 แสนลบ. แต่ระยะสั้นอาจพักฐาน รับแรงขายทำกำไร หลังเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาหุ้นขึ้นแรงต่อเนื่อง

*** ฟันธง! หุ้นไทยขาขึ้นถึงปี 63

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET Index)ยังเป็นขาขึ้น(Bullish)ไปถึงปี 63 ตามสภาพคล่องในตลาดทุนทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง และอยู่ในช่วงที่มองหาตลาดหุ้นที่ยัง Laggard ทำให้ตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในเป้าหมาย
    ซึ่งภาวะเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ จะไม่ส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากกลุ่มเม็ดเงินที่เข้าลงทุนเพื่อเก็งกำไรค่าเงินจะอยู่ในตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่
    นอกจากนี้ประเด็นข่าวลือต่าง ๆ เกี่ยวกับสเถียรภาพทางการเมืองในประเทศ เช่น จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรือ การปฏิวัติรอบใหม่ นักลงทุนยังไม่ให้น้ำหนักกับประเด็นดังกล่าว และมองว่าเป็นเพียงการเล่นข่าวช่วงการเจรจาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีเท่านั้น และยังไม่มีนัยสำคัญมากนัก

*** สิ้นปีทะลุ 1,800 จุด แต่ระยะสั้นอาจพักฐาน

    ขณะที่สิ้นปีนี้คาดดัชนีมีโอกาสขึ้นไปทะลุ 1,800 จุด จากเม็ดเงินต่างชาติที่จะไหลเข้าหุ้นไทยปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ระยะสั้นมองว่าตลาดอาจจะมีการพักฐาน เนื่องจากจะมีแรงขายทำกำไรออกมา หลังหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแล้วถึง 7% ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

*** ส่องดัชนีเชื่อมั่นก.ค.-ก.ย.ส่วนใหญ่ยังทรงตัว

    ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ก.ค.-ก.ย.62 อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” (Neutral) (ช่วงค่าดัชนี 80 - 119) โดยเพิ่มขึ้น 25.50% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 109.44 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นแบ่งตามกลุ่มนักลงทุน กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็นร้อนแรงอย่างมาก (Very Bullish) และ นักลงทุนรายบุคคลเพิ่มขึ้นมาเป็นระดับทรงตัว (Neutral) ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศยังมองระดับทรงตัว (Neutral) เช่นเดียวกับนักลงทุนต่างประเทศที่ยังมองว่าอยู่ระดับทรงตัว (Neutral)
    สำหรับปัจจัยบวกที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากสุดคือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่, การไหลเข้าออกของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และ นโยบายการเงินของสหรัฐที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย
    ขณะที่ด้านปัจจัยลบที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากสุด คือ ความล่าช้าของการจัดตั้งรัฐบาล, ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน
    ส่วนหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง (CONS) และหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA)

*** ผ่าน 1,760 จุด เตรียมพุ่งสู่ 1,810 - 1,850 จุด

    นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า หุ้นไทยจะเริ่มปรับตัวขึ้นในเดือนก.ค.ไปที่แนวต้าน 1,760 จุด หลังสหรัฐฯ และจีนมีท่าทีจะสงบศึกสงครามการค้าชั่วคราว พร้อมทั้งได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินผ่อนคลายทั่วโลก
    ซึ่งหากสามารถผ่านได้จะปรับขึ้นไปทำแนวต้านต่อไปที่ 1,810 จุด และมีแนวต้านถัดไปที่ 1,850 จุด โดยมีแรงหนุนสำคัญจากแรงซื้อคืนของนักลงทุนต่างชาติ ที่กลับมามีสถานะซื้อสุทธิ 4.6 หมื่นล้านบาท ในเดือนมิถุนายน 62  และในช่วงหลังจากนี้จนถึงสิ้นปี 2562 คาดว่าจะมีแรงซื้อเข้ามาอีก 6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสะสมมากถึง 6 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1 แสนล้านบาท จึงมีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้าซื้อเท่ากับค่าเฉลี่ยที่เคยเทขายไป 
    นอกจากนี้ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังถือครองหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำมากเพียง 28.2% ต่ำกว่าช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ปกติจะถือครองหุ้นไทยอยู่ที่ 31-32%

*** ชี้สงครามการค้าปะทุอีกฉุด SET ลง 7 - 10%

    นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด คาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ 1,700 - 1,750 จุด ซึ่งระดับแนวต้านดังกล่าวอยู่บนระดับ P/E 16.3 เท่า และ EPS 105 บาท/หุ้น และหากดัชนีฯ ปรับตัวถึงแนวต้านระดับดังกล่าว มีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรออกมา จึงแนะนำเป็นโอกาสให้เริ่มเข้าซื้อที่ระดับ 1,600 จุด
    ประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนจะดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งหลังปี 62 และยังมีความเสี่ยงเป็นตัวฉุด บรรยากาศการลงทุน ตลาดการเงิน และภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเชื่อว่าสหรัฐฯ กับจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าบางอย่างร่วมกันได้บ้างในอนาคต แต่สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและประเทศอื่นๆ ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
    ทั้งนี้หากสหรัฐฯกลับมาประกาศเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 3 แสนล้านดอลลาร์มีโอกาสกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ และจีนปรับตัวลดลงอีก 15-20% ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยจะแข็งแกร่งกว่าโดยมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลง 7-10% จากระดับปัจจุบัน

*** แนะทางปลอดภัยลงทุนหุ้นอิงในประเทศ

    กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 3/62 เน้นไปที่หุ้นที่อ้างอิงปัจจัยในประเทศ (domestic play) ที่มีประเด็นการเติบโตและได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม     AMATA ซึ่งกำไรแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และได้ประโยชน์จาก EEC นอกจากนี้การย้ายสายการผลิตมายังประเทศไทยจะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการย้ายฐานผลิตออกมาจากจีนเพราะมีห่วงโซ่อุปทานและให้ผลประโยชน์ทางภาษีที่ดีกว่าประเทศอื่น
    ROJNA รายได้ประจำช่วยป้องกันความเสี่ยงและได้ประโยชน์จากวัฎจักรการลงทุนรอบใหม่
    กลุ่มการแพทย์ CHG หลังเชื่อมั่นผลประกอบการที่แข็งแกร่ง เมื่อมองต่อไปข้างหน้า คาดกำไรจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ในด้าน valuation หุ้นกลุ่มการแพทย์ซื้อขายที่ PE 32 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 35 เท่า
    กลุ่มธนาคาร KTB มีกำไรพิเศษได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายภาครัฐและสินเชื่อฟื้นตัว และกลุ่มปิโตรเคมี แนะ IVL ซึ่งมี valuation ไม่แพงและกำไรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ยังมีผลกระทบน้อยที่สุดจากสงครามการค้าในปัจจุบัน







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด