ข่าวนี้ที่ 1

กบข.จับมือสถาบัน ไม่ลงทุนหุ้นปั่น-อินไซด์

กบข.จับมือสถาบัน ไม่ลงทุนหุ้นปั่น-อินไซด์

    กองทุนบำเหน็จข้าราชการ (กบข.) จับมือ ตลท.-บลจ.-บริษัทประกัน-กองทุนประกันสังคม ลงนามในข้อตกลงไม่ลงทุนหุ้นปั่น หุ้นอินไซด์ รวมถึงหุ้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ESG ยกระดับลงทุนหุ้นน้ำดี พร้อมลดการลงทุนต่างประเทศลง 2% เหลือ 20% แต่มองตลาดหุ้นไทยในระยะกลางยังน่าลงทุน จับตาสงครามการค้า มั่นใจผลตอบแทนการลงทุนปีนี้อยู่ที่ 5-6% หลัง 4 เดือนทำได้แล้ว 3% ลุยตั้งศูนย์ข้อมูลการเงิน ระดมนักวางแผนการเงินช่วยสมาชิก

*** กบข.ร่วมพันธมิตร ไม่ลงทุนหุ้นปั่น-อินไซด์ สร้างธรรมาภิบาล

    นายวิทัย รัตนากร เลขาธิการ คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า กบข.เตรียมลงนามร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรายใหญ่ 7 แห่ง บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ 3-4 แห่ง และ กองทุนประกันสังคม ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ เพื่อร่วมกันจัดทำ Negative List Guideline หรือ เกณฑ์ไม่ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ทำผิดพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทั้งปัญหาการปั่นหุ้น การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น หรือ อินไซด์ รวมทั้งบริษัทที่ไม่ผ่านเกณฑ์ Environmental, Social, and Governance หรือ ESG ซึ่งหมายถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล เป็นระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน
    โดยกบข. และ นักลงทุนสถาบันต้องการสร้างมาตรฐานในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับตลาดหุ้นไทย ซึ่งหากนักลงทุนสถาบันร่วมมือกันไม่ลงทุนในบริษัทที่มีปัญหาเหล่านี้จะเกิดผลในทางปฏิบัติได้ โดยเกณฑ์ดังกล่าวใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต ไม่นับย้อนหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว ซึ่งกบข. อยากให้นักลงทุนสถาบันรายอื่นๆ เข้าร่วมเกณฑ์ดังกล่าว โดยตอนนี้อยู่ระหว่างเจรจาเพิ่มเติม โดยในระยะถัดไปต้องการที่จะให้ธนาคารพาณิชย์เข้าร่วมด้วย

*** ลดการลงทุนในตปท.ลง 2% แต่คงสัดส่วนลงทุนหุ้นไทย
    
    สำหรับภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยระยะกลางยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ในระยะยาวยังมีความกังวลถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน โดยกบข. ได้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งได้ลดสัดส่วนการลงทุนหุ้นต่างประเทศเหลือ 20% จากต้นปีที่อยู่ 22% ในขณะที่หุ้นไทยอยู่ที่ 7% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปีก่อน เนื่องจากประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพ แม้จะได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวบ้าง แต่หุ้นไทยจะไม่ปรับลดลงไปมากกว่านี้
    "สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนคาดเดาได้ยาก โดยในส่วนของกบข. ยังต้องระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราเลือกลงทุนในตลาดต่างประเทศในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา และ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนตลาดหุ้นไทยมองว่า มีความเสี่ยงขาลงจำกัด หรือ downside risk"

 *** มั่นใจผลตอบแทนปีนี้อยู่ที่ 5-6% หลัง 4 เดือนทำได้ 3%
    
    ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารหนี้ 66% แบ่งเป็น ตราสารหนี้ภาครัฐไทย 23.9% ตราสารหนี้ระยะสั้นไทย 19.4% ตราสารหนี้ภาคเอกชนไทย 19.2% ตราสารหนี้อ้างอิงเงินเฟ้อ 1.5% และ ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ 2.3% ส่วนตราสารทุน 21% แบ่งเป็น หุ้นไทย 7.3% หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว 6.6% หุ้นตลาดเกิดใหม่ 3.9% และ Private Equity 3.1% และ อื่นๆ 13% แบ่งเป็น อสังหาริมทรัพย์ 8.2% โครางสร้างพื้นฐาน 1.8% และ Absolute Return Fund 2.9%
    จากสิ้นปีก่อน ตราสารหนี้ 68% แบ่งเป็น ตราสารหนี้ภาครัฐไทย 20% ตราสารหนี้ระยะสั้นไทย 28.1% ตราสารหนี้ภาคเอกชนไทย 17.2% ตราสารหนี้อ้างอิงเงินเฟ้อ 1.6% และ ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ 0.8% ตราสารทุน 19% แบ่งเป็น หุ้นไทย 6.8% หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว 6.1% หุ้นตลาดเกิดใหม่ 3.2% และ Private Equity 2.9% และ อื่นๆ 13% แบ่งเป็น อสังหาริมทรัพย์ 8.5% โครงสร้างพื้นฐาน 1.9% Absolute Return Fund 3% โดยปัจจุบันสินทรัพย์การลงทุนอยู่ที่ 9 แสนล้านบาท และ ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา สามารถสร้างผลตอบแทนไปแล้ว 3% โดยปีนี้คาดว่าผลตอบแทนจะอยู่ที่ 5-6%

*** กบข. เปิดตัวศูนย์ข้อมูลการเงินช่วยสมาชิก

    นอกจากนี้ กบข. ยังยกระดับการบริการหลังจากที่ กบข. ได้ปรับรูปแบบการให้บริการผ่าน My GPF เมื่อมีนาคมที่ผ่านมามีสมาชิกใช้บริการ 400,000 ครั้ง และ รับสิทธิสวัสดิการ 40,000 ครั้ง พร้อมทั้งเปิดศูนย์ข้อมูลการเงินเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษาด้านการลงทุนแบบส่วนตัว โดยสมาชิกจะได้รับข้อมูลและ คำแนะนำที่ตรงความสนใจ เช่น การวางแผนเกษียณ การลดหย่อนภาษี การจัดการหนี้ การเริ่มต้นลงทุน ผ่านช่องทางหลากหลาย โดยตั้งเป้าสมาชิกเข้าใช้งาน 500,000 ครั้งภายในปีนี้ และในปีหน้าที่ 600,000 ครั้ง

***บล.เมย์แบงก์ ชี้สงครามการค้ายังกดดันการลงทุน
    
    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ์ นักกลยุทธ์การลงทุน  บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลง ได้รับปัจจัยกดดันจากต่างประเทศ อย่างสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯที่มีความยืดเยื้อเป็นเวลานานและไม่มีท่าทีที่จะได้ข้อสรุปในเร็วนี้ จนทำให้ราคาปิโตรเคมีบางชนิดได้รับผลกระทบโดยมีสเปรดที่ปรับตัวลงจึงทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลโดยขายเพื่อทำกำไร
    ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ อย่างประเด็นการเมืองเริ่มนิ่งแล้ว  จึงคาดการณ์ว่าในระยะกลางต้องติดตามประเด็นสงครามการค้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยส่วนใหญ่อิงตามเศรษฐกิจโลกและหากสงครามการค้ายังยือเยื้อต่อไป อาจส่งผลการภาพรวมการส่งออกและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,600 จุด
    ทั้งนี้ กลยุทธ์ทางการลงทุนแนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่อิงตามเศรษฐกิจในประเทศและที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/62 เติบโตได้ต่อเนื่อง ประกอบไปด้วย CPALL และ HMPRO

***บล.ดีบีเอสฯ มอง SET ปรับลง รับข่าวสหรัฐแบนบริษัทจีนเพิ่ม

    บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ประเมิน ระยะสั้นคาด SET มีโอกาสที่จะปรับลง รับข่าวสหรัฐแบนบริษัทจีนเพิ่มอีก 5 บริษัท ทำให้กังวลสงครามการค้าจะยิ่งลุกลามมากขึ้น ราคาน้ำมันดิบปรับลง รับข่าวมีสต็อกมาก นักลงทุนหันไปลงทุนทองคำมากกว่าสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านเช้านี้ปรับลงถ้วนหน้า ดาวโจนส์ล่วงหน้าก็ปรับลง รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ลดลงเป็น 2.3812% แสดงว่าซื้อพันธบัตรที่ปลอดภัยกันมากขึ้น  
    มีข่าวลบในกลุ่มพลังงาน เรื่องทำช็อตหุ้นในกลุ่ม PTT กันมาก และเครดิต สวิสปรับลดราคาพื้นฐานกลุ่ม PTT ลงมาก เช่น PTTGC, IRPC และ TOP ปัจจัยการเมืองไทยยังเป็นลบ จัดตั้งรัฐบาลยังไม่สำเร็จ แม้ใกล้วันเปิดสภาปลายเดือนนี้แล้ว ส่วนรายงานเฟดยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย
    กลยุทธ์ คือ เก็งกำไรเน้นหุ้นทำธุรกิจในประเทศ (Domestic Play) มากกว่าส่งออก รอบสั้น หากมีแรงขายวันนี้ แนวรับเป็น 1600,1580 จุด แนวต้านเป็น 1630-1640 จุด ต่ำกว่า 1615 เป็นจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ภาพตลาดลบจากสงครามการค้าสร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและไทย







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด