ข่าวนี้ที่ 1

'ภากร' ลั่นปี 66 มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยเทียบชั้นสิงคโปร์

'ภากร' ลั่นปี 66 มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยเทียบชั้นสิงคโปร์

    "ภากร ปีตธวัชชัย" ผู้จัดการ ตลท.คนที่ 13 เชื่อภายในปี 66 มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยจะเทียบเท่าตลาดสิงคโปร์ เผยห่างเพียง 2 แสนล้านเหรียญฯ มั่นใจนำหุ้น IPO เข้าตลาดปีละ 40 แห่ง ระดมทุนตลาดรองแตะ 2.5 แสนลบ.ต่อปี ด้าน "สมคิด" ลั่นอีก 2-3 ปี ตลาดหุ้นไทยจะโตเท่าตลาดหุ้นสิงคโปร์ แค่ตลาดหุ้นไทยเติบโตได้ถึง 20-30% ต่อปี

*** เชื่อปี 66 มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยเทียบเท่าสิงคโปร์
    
    นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)  เชื่อมั่นว่า มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทยมีโอกาสจะเทียบเท่าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ได้ภายในปี 66 เนื่องจากอัตราการเติบโตของดัชนีหุ้นไทยเฉลี่ยปีละ 10% และมีการระดมทุนจากหุ้น IPO ปีละ 40 บริษัท และการระดมทุนผ่านตลาดรองปีละ 250,000 ล้านบาท ซึ่งจากสถิติในช่วง 5 ปีก่อน มาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นสิงคโปร์อยู่ที่ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ปัจจุบันมาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นสิงคโปร์อยู่ที่ 850,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และตลาดไทยอยู่ที่ 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนอัตราการเติบโตที่สูงกว่า
    นโยบายการดำเนินงานของ ตลท. หลังจากนี้ยังอยู่ในทิศทางเดิม เพราะนโยบายเก่าสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแต่ต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์มากขึ้น โดยในการประชุมคณะกรรมการในเดือน มิ.ย. นี้ จะสรรหาบุคลากรที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งที่ว่างอยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา โครงสร้างองค์กรต้องสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลท. รวมถึงจะปรับบุคลากรที่เคยทำงานแบบเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
    ตลท. พยายามสร้างจุดขายใหม่ให้ตลาดทุนไทย ในช่วงที่ผ่านมาได้ใช้ธีมหลักของประเทศ คือ ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งหลังจากนี้จะพยายามนำเสนอในธีม Market of Well-being เนื่องจากกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม ท่องเที่ยวและบริการ การแพทย์ และอาหาร เป็นจุดแข็งของประเทศ ส่งเสริมการเชื่อมโยงการระดมทุนและลงทุนของตลาดทุนไทยและตลาดทุนต่างประเทศ
    ทั้งนี้ รวมถึงการระดมทุนโดยใช้ Infrastructure Fund และ Infrastructure Trust ผ่านตลาดทุนไทยเป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค โดยเฉพาะ CLMV และพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นจุดเชื่อมโยงการลงทุนในอาเซียน
    ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีในระดับโลก โดยบริษัทจดทะเบียนไทยติดอันดับต้นๆ ของธุรกิจระดับโลก เช่น AOT เป็นผู้บริหารสนามบินอันดับ 1 ของโลก โรงพยาบาลไทยติดอันดับ 5 ของโลก ธุรกิจโรงแรมไทยติดอันดับ 10 กว่าของโลก รวมถึงร้านอาหารไทยเป็นอันดับ 27 ของโลก

*** สร้างแพลตฟอร์มดึงทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาตลาดทุน
    
    ด้านการให้บริการของตลท. ปัจจุบันมี Platform ที่ครบถ้วน แต่อยากให้มีการบริการต่อเนื่องที่เหมาะสมกับลูกค้าตั้งแต่ต้นจนจบ ให้คำปรึกษาได้รับบริการที่ดี ซึ่ง ตลท. จะดำเนินการเองทั้งหมดคงทำได้ยาก ดังนั้นต้อง Partnership เช่น บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทฟินเทค เข้ามาบูรณาการความรู้ร่วมกันพัฒนาในอนาคต
    ตลท.พยายามจะหาเครื่องมือในการช่วยลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน หรือบริษัทในอุตสาหกรรมตลาดทุน โดยที่ผ่านมามีการดำเนินงาน Platform Fundconnect ต่อเชื่อมขายกองทุนรวม และตัวแทนขายกองทุนรวม รวมถึง FinNet ที่เริ่มให้บริการระบบกลางในการชำระเงินสำหรับตลาดทุน จากเดิมใช้ระบบของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งขณะนี้สามารถทำธุรกรรมได้เฉพาะธนาคารเดียวกัน และหลังจากนี้ จะพัฒนาให้สามารถมีการทำธุรกรรมข้ามธนาคารได้ สะท้อนจุดยืนหน้าที่ของ ตลท. ที่จะเป็นผู้พัฒนา platform เรื่องโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน
    นอกจากนี้ จะสนับสนุนให้ Start Up เข้าถึงการระดมทุนในตลาดทุนมากขึ้น โดยหาช่องทางที่สะดวกให้ Start Up เข้ามาใช้ประโยชน์ เพราะ ตลท.มีความสามารถเรื่องการทำ Platform ซึ่งคงต้องเป็นการทำงานร่วมกันกับภาครัฐ
    
*** เล็งพิจารณาการลงทุนใน Money Channel 
    
    ทั้งนี้ ตลท. กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาลงทุนในหุ้น Money Channel ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ทุกทาง อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวว่า บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMY จะขายหุ้นที่ถืออยู่ 50%
    พร้อมกันนี้ เตรียมจะร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมในตลาดทุน ร่วมกันพัฒนาเรื่องการเข้าถึงข้อมูลของนักลงทุน จะทำยังไงให้โปร่งใส และสะดวก เช่น การดูข้อมูล 56-1 ยังมีกระบวนการที่ซ้ำซ้อน ไม่สะดวกมากนัก ดังนั้นจะร่วมกันพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บข้อมูล ไปจนถึงปลายทางที่การลงทุน
    ประเด็นการใช้เครื่องมือภายในซื้อขายหุ้น (Insider trading) ขอยืนยันว่า ตลท. ไม่เคยเพิกเฉย โดยมีหน่วยงานที่ดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ ปรับปรุงคุณภาพวิธีการตรวจสอบ และทำงาน ร่วมกับ ก.ล.ต. มาตลอด และหาวิธีการฟ้องร้องให้มีประสิทธิภาพ

*** `สมคิด` ลั่นอีก 2-3 ปี ตลาดหุ้นไทยจะโตเท่าตลาดหุ้นสิงคโปร์

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายใน 2-3 ปี มาร์เก็ตแค็ปของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีโอกาสโตเทียบเท่าตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์ เนื่องจากขณะนี้มาร์เก็ตแค็ป ของตลาดหุ้นไทยกับสิงคโปร์ห่างกันเพียง 2 แสนล้านดอลลาร์  แค่ตลาดหุ้นไทยเติบโตได้ถึง 20-30% ต่อปี ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เติบโตเพียง 10% ต่อปี  เห็นได้จากมาร์เก็ตแค็ปของไทยในช่วง 4 ปี เพิ่มขึ้น 4 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่ได้ส่งผลความมั่งคั่งเฉพาะผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย
    "หุ้นขึ้นมา 300 จุด การใช้จ่ายก็มากขึ้น  จีดีพีของประเทศ 4 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านบาท แต่บริษัทที่มีความเข้มแข็งมีเพียง 300 บริษัท จะต้องหาทางเพิ่มจำนวนบริษัทที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะสตาร์ทอัพที่จะเป็นเครื่องจักรตัวใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ " นายสมคิดกล่าว
    ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลชุดนี้ใช้เวลา 4 ปี ในการผลักดัน จีดีพีให้ขยายตัวจาก 1% ขึ้นมาถึง 4.8% แต่ขณะนี้ยังวิจารณ์ว่า เศรษฐกิจยังไม่ดี ทั้งๆ ที่เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจทุกตัว ปรับตัวดีขึ้น เหลือเพียงภาคเกษตรที่รอการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
    ทั้งนี้ ถ้าสถานการณ์เป็นปกติ ไม่มีความวุ่นวายและไม่มีการชุมชนบนถนน และเลือกตั้งตามโรดแมพ จะส่งผลให้เศรษฐกิจโตขึ้นมากกว่านี้







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด