ข่าวนี้ที่ 1

PTTEPกำไรพีครอบ5ปี-ลุ้นยอดขายปีนี้3.18แสนบาร์เรล/วัน

PTTEPกำไรพีครอบ5ปี-ลุ้นยอดขายปีนี้3.18แสนบาร์เรล/วัน

          PTTEP อวดกำไรปี 61 ที่ 3.62 หมื่นลบ. ทำสติถิสูงสุดในรอบ 5 ปี หลังปริมาณและราคาขายพุ่ง พร้อมแจกปันผลครึ่งปีหลังอีก 3.25 บาท ขณะที่ตั้งเป้าปริมาณขายเฉลี่ยปีนี้ 3.18 แสนบาร์เรล/วัน จาก 3.05 แสนบาร์เรลปีก่อน หลังลงทุนเพิ่มโครงการบงกช ส่วนอีบิทด้ามาร์จิ้นคาด 70-75% น้ำมันดิบดิบดูไบ 55-65 ดอลลาร์/บาร์เรล 

***กำไรสุทธิ 3.62 หมื่นลบ. โต 76% ตามปริมาณและราคาขาย 
               นายพงศธร  ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่าผลประกอบการปี 2561 มีกำไรสุทธิ 1,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สรอ.) (เทียบเท่า 36,206 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 89% จาก 594 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 20,579 ล้านบาท) ในปี 2560
                กำไรสุทธิในปี 2561 ที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยหลัก เป็นผลมาจากปริมาณการขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 305,522 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันจาก 299,206 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ในปี 2560 ซึ่งมาจากการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนเพิ่มเติมร้อยละ 22.2222 ในโครงการบงกช ทำให้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนรวมร้อยละ 66.6667 ส่งผลให้ปริมาณการขายและกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นทันทีหลังจากการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิถุนายน 2561 
                สำหรับราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ย ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบโลก มาอยู่ที่ 46.66 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 19 จาก 39.20 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ในปี 2560
                อนึ่ง กำไรสุทธิของบริษัท 3.62 หมื่นล้านบาท นับว่าเป็นการทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี นับจากที่เคยทำสถิติสูงสุดเมื่อปี 2556 ที่ 5.61 หมื่นล้านบาท       

***รายได้ 1.76 แสนลบ.-อีบิทดามาร์จิ้น 73%
                   สำหรับรายได้รวมในปี 2561 ของ ปตท.สผ. อยู่ที่ 5,459 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 176,687 ล้านบาท) และมีรายจ่ายและค่าใช้จ่ายทางภาษีรวมทั้งสิ้นที่ 4,339 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 140,481 ล้านบาท)ทั้งนี้ ต้นทุนต่อหน่วยในปีที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ 31.7 ดอลลาร์สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยเป็นผลจากค่าภาคหลวงที่ปรับตัวตามรายได้จาการขาย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของโครงการบงกช 
                  อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ.ยังคงมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งโดยในปีที่ผ่านมามีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน จำนวน 3,276 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 106,058 ล้านบาท) และมีระดับอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin)ที่ร้อยละ 73

***ปันผลงวดครึ่งหลังปี61 อีกหุ้นละ 3.25 บาท 
                  จากผลประกอบการข้างต้น คณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 อนุมัติเสนอจ่ายเงินปันผล สำหรับปี 2561 ที่ 5 บาทต่อหุ้น 
                 ทั้งนี้ ปตท.สผ. ได้จ่ายสำหรับงวด 6 เดือนแรกไปแล้วในอัตรา 1.75 บาทต่อหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 3.25 บาทต่อหุ้น จะกำหนดวันให้สิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date)เพื่อรับสิทธิในการรับเงินปันผลวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 และจะจ่ายในวันที่ 11 เมษายน 2562 ภายหลังได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2562 แล้ว
                 “ตั้งแต่ปีนี้ จะเห็น ปตท.สผ.เดินหน้าเชิงรุกมากขึ้น อาทิ ล่าสุดบริษัทได้รับสัมปทานแปลงสำรวจปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง 2 แปลงในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งทำให้ ปตท.สผ. ได้เข้าไปลงทุนในตะวันออกกลางซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การลงทุนอีกครั้ง รวมทั้ง เป็นโอกาสให้เราได้ร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานระดับโลก สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของ ปตท.สผ. “Energy Partner of Choice” ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย”

*** ครึ่งแรกปีนี้ลุย "โมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน" ตามแผน
                 นายพงศธร กล่าวต่อว่า โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน คาดว่าจะตัดสินใจลงทุนได้ตามแผนภายในครึ่งแรกของปี 2562 นี้ นอกจากนั้น จะเร่งรัดกิจกรรมการสำรวจในโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและมาเลเซีย รวมทั้งมองหาโอกาสเข้าลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตและเพิ่มปริมาณสำรองให้กับบริษัทได้ในอนาคต
                 สำหรับแหล่งบงกชและเอราวัณในอ่าวไทยนั้น หลังจากกระทรวงพลังงานประกาศให้ ปตท.สผ. เป็นผู้ชนะการประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้ง 2 แหล่งเมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างรอการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพื่อเริ่มดำเนินงานตามแผนงานต่างๆ ที่วางไว้ 
 
***ทดสอบใช้ Blockchain ลดต้นทุน
                 ในด้านการบริหารจัดการเงินทุน ปตท.สผ. ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทางการเงิน โดยมุ่งเน้นการสร้างวินัยทางการเงินและรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดย ณ สิ้น ปี 2561 บริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยเงินสดในมือประมาณ 4.0 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.16 เท่า ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการเงินของบริษัท และมีสภาพคล่องพร้อมรองรับแผนการลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิตให้เป็นไปตามแผนงาน รวมถึงรองรับค่าใช้จ่ายเพื่อเร่งพัฒนาโครงการต่าง ๆ การเจาะสารวจตามแผนการลงทุน และการเข้าซื้อกิจการที่สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของบริษัท
                นอกจากนี้ ในปี 2561 บริษัทฯ ได้มีการทดสอบระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ (cross-border payment)บนเทคโนโลยี Blockchain เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการโอนเงินระหว่างประเทศของ ปตท.สผ. กับคู่ค้าและผู้ให้บริการต่าง ๆ ให้มีความรวดเร็วและลดต้นทุนในการดำเนินงาน

*** คาดปริมาณขายปีนี้ 3.18 แสนบาร์เรล- EBITDA Margin 70-75%  
               บนสมมติฐานราคาน้ามันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2562 ที่ 60 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล
               ปตท.สผ. ระบุ ปริมาณการขายจะพยายามรักษาระดับการผลิตของโครงการในประเทศไทย โดยคาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยของไตรมาส 1 ปี 2562 และทั้งปี 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 309,000 และ 318,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ามันดิบต่อวัน ตามลาดับ อันเป็นผลมาจากสัดส่วนการลงทุนเพิ่มในโครงการบงกชตั้งแต่กลางปี 2561
               ด้านราคาขาย บริษัทคาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยของไตรมาส 1 ปี 2562 และทั้งปี 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 6.8 ดอลลาร์ สรอ. ต่อล้านบีทียู ตามลำดับ เป็นผลจากการปรับตัวของราคาน้ามันดิบในตลาดโลก (บนสมมติฐานราคาน้ามันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2562 ที่ 60 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล)
              ในด้านต้นทุน สำหรับไตรมาส 1 ปี 2562 และทั้งปี 2562 ปตท.สผ. คาดว่าจะสามารถรักษาต้นทุนต่อหน่วยได้ที่ประมาณ 32 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
              ส่วน EBITDA Margin บริษัทประมาณการว่าจะอยู่ที่ 70-75% ของรายได้จากการขาย 

*** คาดน้ำมันดิบดิบดูไบปี62 ปีนี้อยู่ในกรอบ 55-65 ดอลลาร์/บาร์เรล
              บริษัทฯ คาดแนวโน้มราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบปี 2562 จะมีความผันผวนและเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 55-65 ดอลลาร์สรอ.ต่อบาร์เรล เนื่องจากอุปสงค์น้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากปี 2561 จากตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวโดยเฉพาะในประเทศจีน และความไม่ชัดเจนของข้อยุติเรื่องสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้

*** คาดสถานการณ์ LNG ยังล้นตลาด
              สำหรับปี62 คาดว่าสถานการณ์ LNG ในตลาดโลกจะยังคงอยู่ในสภาวะล้นตลาด โดยคาดว่ากาลังการผลิตรวมจากโครงการเดิมและโครงการใหม่จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 12 เป็น 355 ล้านตัน ในขณะที่อุปสงค์จะอยู่ที่ประมาณ 342 ล้านตัน อีกทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้ราคา LNG ถูกคาดการณ์ว่าจะปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมา โดยตลาดคาดว่าราคา Asian Spot LNG เฉลี่ยจะอยู่ในช่วงระหว่าง 5.89 – 8.45 ดอลลาร์ สรอ. ต่อล้านบีทียู 
              อย่างไรก็ตาม ราคา LNG ในตลาดโลกอาจมีความผันผวนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ต้องจับตามอง อาทิเช่น ปัจจัยกดดันราคาจากปริมาณการผลิต LNG ที่เพิ่มขึ้นจากโครงการใหม่ๆ ซึ่งคาดว่าจะมีโครงการใหม่ที่จะ FID เพิ่มมากขึ้นในปี 2562-2563 ในขณะที่มีปัจจัยสนับสนุนราคา เช่น ความต้องการ LNG ที่อาจเพิ่มขึ้นกว่าคาดการณ์ในตลาดเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดีย การผลิตที่ไม่เป็นไปตามแผนของโครงการปัจจุบัน รวมถึงนโยบายทางพลังงานของประเทศต่างๆ แต่ทั้งนี้ ได้มีการคาดการณ์ว่าสภาวะล้นตลาดของ LNG จะเริ่มกลับเข้าสู่จุดสมดุลหลังจากปี 2565 - 2566
            
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด