สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 18 มิถุนายน 2561 | 17:20

หุ้นไทยนิวโลว์รอบ 8 เดือน หวั่นต่างชาติขายหนัก 2 แสนลบ.

หุ้นไทยนิวโลว์รอบ 8 เดือน หวั่นต่างชาติขายหนัก 2 แสนลบ.

     SET เปิดสัปดาห์ร่วงกว่า 25 จุด หลุด 1,680 จุด  นิวโลว์รอบกว่า 8 เดือน หลังกังวลดอกเบี้ยขาขึ้น - สงครามการค้าบานปลาย หวั่นต่างชาติเทขายหุ้นไทยแตะ 2 แสนลบ. พบล่าสุดทิ้งหุ้นในตลาดเกิดใหม่เกือบ  2 หมื่นล้านเหรียญ หนักสุดตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 51 มองแนวรับใหม่รอบนี้ 1,675-1,650 จุด  แนะถือหุ้นในพอร์ตแค่ 40% หรือเล่นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น    

    ตลาดหุ้นไทยเปิดสัปดาห์นี้ (18-23 มิ.ย.) ดิ่งลงอย่างหนักถึง  25.14 จุด ปิดที่ระดับ 1,679.68 จุด เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน หลังจากนักลงทุนเกิดความกังวล่อทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และปัญหาสงครามการค้าจีน - สหรัฐฯ ที่ยังไม่มีทีท่าจะลดความร้อนแรงลง ขณะที่เมื่อดูตัวเลขขายสุทธิหุ้นในตลาดเกิดใหม่ของนักลงทุนต่างชาติ ล่าสุดตัวเลขใกล้ถึงระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นแรงขายสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินในปี 2551 ขณะที่ตลาดหุ้นไทยนักวิเคราะห์ประเมินว่ามีโอกาสถูกขายถึงระดับ 2 แสนล้านบาท โดยล่าสุดวานนี้ต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปอีก 2,806 ล้านบาท  
    
***  คาดต่างชาติทิ้งหุ้นไทยทะลุ 2 แสนลบ.  
    นายปริญญ์ พาณิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า  ปัจจุบันถึงช่วงไตรมาส 3 นักลงทุนต่างชาติจะทยอยเทขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องมีโอกาสมากกว่า 200,000 ล้านบาท จากปัจจุบันตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิ 162,813 ล้านบาท เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ และความกังวลเรื่องสงครามการค้า ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
    โดยประเมินว่านักลงทุนต่างชาติยังถือครองหุ้นไทยอีกจำนวนมาก ในหุ้นกลุ่มธนาคาร หรือหุ้นใหญ่ SCC -  CPALL และ AOT และมีโอกาสในการขายได้ เนื่องจากตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตดีในช่วง 5-9 ปี หลังวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์(วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) ซึ่งหากเทียบในภูมิภาคเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกน้อยกว่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม สะท้อนว่าไทยยังมีการรักษาระดับได้ดีกว่า
    โดยต้นปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยแล้ว  162,813 ล้านบาท เชื่อว่ามีสัดส่วน 10-15% ไม่ใช่นักลงทุนต่างชาติ เพราะปัจจุบันนักลงทุนไทยที่เปิด Private Wealth ให้ต่างประเทศดูแลการซื้อขายด้วย
    สำหรับปีนี้เชื่อมั่นว่าดัชนีจะเป็นไปตามเป้าหมายว่าจะอยู่ที่ 1,900 จุด โดยคาดหวังช่วงปลายปีรัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นด้านความชัดเจนทางการเมือง และกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ทำให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้น แนะนำนักลงทุนในช่วงนี้สามารถทยอยซื้อหุ้น เพราะเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนหุ้นราคาต่ำ โดยแนะนำกลุ่มก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม อสังหาฯและโรงพยาบาล Top pick คือ WHA - UNIQ- ORI- BDMS

*** มองแนวรับรอบนี้ 1,675 -1,650 จุด 
    นางสาวธีระดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลกยังถูกกดด้วยด้วยประเด็นสงครามการค้า ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงไทย ซึ่งมองว่าหุ้นไทยยังมีแนวโน้มลงต่อ จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น โดยเบื้องต้นแนะนำนักลงทุนให้ทยอยลดพอร์ตลง เมื่อราคามีการดีดตัวกลับขึ้น ซึ่งให้น้ำหนักในการลงทุน คือ ถือไม่เกิน 40% 
    สำหรับแนวต้านมองที่ 1,690-1,700 จุด แนวรับที่ 1,650-1,675 จุด
          
*** ต่างชาติขายหุ้นตลาดเกิดใหม่แล้วเฉียด 2 หมื่นล้านดอลล์   
     สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิจากตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ภูมิภาคเอเชียมากที่สุดนับเแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2551
    โดยจากการรวบรวมข้อมูลโดยบลูมเบิร์กพบว่า ในปีนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นสำคัญ 6 แห่งในภูมิภาคเอเชียได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทยแล้ว 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551
    การไหลออกของเงินทุนต่างชาติเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟดที่ดำเนินมาแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ และจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี
    'การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไม่ใช่เรื่องดีสำหรับตลาดเกิดใหม่ ราคาหุ้นในตลาดเกิดใหม่สะท้อนไปเพียง 2 ใน 3 ของความเป็นจริงที่ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่เฟดเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ตลาดกลับไม่ได้สะท้อนถึงปัจจัยดังกล่าวได้ทัน' นายเจมส์ ซิลลิแวนอดีตผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ที่เจพีมอร์แกนเชสแอนด์โคกล่าว

*** ชวนเล่นหุ้นรับประโยชน์ดอกเบี้ยขาขึ้น      
              บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า  SET index สัปดาห์นี้ คาดเห็นการแกว่งตัวทดสอบบริเวณ 1,680 - 1,730  จุด หรือเป็นลักษณะ sideway down อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อของไทยที่เร่งตัวขึ้นในทิศทางเดียวกับต่างประเทศ ทำให้คาดว่ากนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ถือว่าบวกต่อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น 
     ทั้งหุ้นธนาคารพาณิชย์ จากการที่ NIM ดีขึ้น จากแนวโน้มความต้องการสินเชื่อรายใหญ่เพื่อการลงทุน ซึ่งโครงสร้างสินเชื่อกว่า 70% เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยรับทันที ขณะที่สัดส่วนเงินฝากกว่า 50% เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วงสั้น ส่งผลดีต่อการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย และช่วยบรรเทาผลกระทบของรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่ลดลง ยังแนะนำ BBL(FV@B220) และยังชอบ KBANK (FV@B227) และ TCAP (FV@B65)
    หุ้นประกันฯ จากภาระสำรองเบี้ยฯ ที่ลดลง ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุน (ดอกเบี้ยและเงินปันผล) ในพันธบัตร ตราสารหนี้และหน่วยลงทุน จะเพิ่มขึ้น แนะนำ BLA (FV@B40.60)
              หุ้นที่มีสถานะเงินสด (Net Cash) มีรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น  - กลุ่มรับเหมาฯ คือ STEC, SYNTEC, PYLON, STPI, BJCHI   - กลุ่มชิ้นส่วนฯ คือ HANA, DELTA, SVI   - กลุ่มยานยนต์ คือ IRC, STANLY     - ธุรกิจสนามบิน คือ AOT และ  - ธุรกิจสื่อนอกบ้าน คือ PLANB เป็นต้น
              ส่วนหุ้นที่หนี้สินเกิน 1 เท่า แต่มีภาระดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ผลกระทบจำกัด  เช่น CPALL มี Gearing ราว 2.1 เท่า แต่มีภาระดอกเบี้ยคงที่ถึง 98.6%, BJC มี Gearing ราว 1.4 เท่า มีภาระดอกเบี้ยคงที่ทั้งหมด,  ADVANC มี Gearing ราว 2.1 เท่า แต่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย คงที่ถึง 70%, CK มี Gearing ราว 1.6 เท่า แต่มีภาระดอกเบี้ยเป็นแบบคงที่ 74%, ANAN มี Gearing ราว 1.7 เท่า แต่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเป็นแบบคงที่ 78% เป็นต้น  
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด