ข่าวนี้ที่ 1

การเมืองกดดัน SET Index ดิ่งแรง

การเมืองกดดัน SET Index ดิ่งแรง

    นักลงทุนกลัววิตกเลื่อนเลือกตั้ง หลังล่าสุด สนช.กลับลำ ยื่นร่างกฎหมายลูก ส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ฉุด SET Index วานนี้ (29 มี.ค.) ดิ่งแรงเกือบ 30 จุด ก่อนรีบาวน์ช่วงท้ายตลาด  ส่งผลตลาดหุ้นไทย 3 วันทำการ  (27-29  มี.ค.61) ปรับ
ลดลงรวม 43.61 จุด หรือ 2.4%  หลังแรงกดดันปัจจัยในประเทศรุมเร้า อีกทั้งยังมีแรงขายหุ้นกลุ่มแบงก์ จากสงครามฟรีค่าธรรมเนียม โบรกฯ แนะถือเงินสด ประเมินแนวรับรอบใหม่ 1,760-1,750 จุด

*** บล.ทรีนีตี้ เผยหุ้นร่วงหนัก วิตกโอกาสเลื่อนเลือกตั้งสูงขึ้น กลุ่มแบงก์กดดัน
    
    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยยังปรับตัวลงต่อเนื่อง underperform ตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ด้วยปัจจัยเฉพาะตัว แรงขายหุ้นกลุ่มแบงก์ จากประเด็นยกเลิกค่าธรรมเนียม แม้บางตัวจะเริ่มชะลอปรับลงก็ตาม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลับลำ ยื่นร่างกฎหมายลูก ส.ส. ต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากศาลรับร่าง ก็มีโอกาสที่การเลือกตั้งจะถูกเลื่อนออกไป ราคาน้ำมันโลกย่อตัว หลังสตอคน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าจึงกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์
    นอกจากหุ้นน้ำมันจะปรับตัวลงแล้ว หุ้นโรงกลั่นก็ปรับตัวลงด้วย หลังมีข่าว คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อาจจะปรับสูตรราคาน้ำมันใหม่ ที่จะประชุมในวันที่ 5 เม.ย. นี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นโรงกลั่นโดยตรง
    ส่วนพรุ่งนี้คาดดัชนีฯ ลดความผันผวนลง และมีโอกาสพลิกกลับมาบวกได้ หากหุ้นกลุ่มแบงก์รีบาวน์ โดยเชื่อว่าหุ้นแบงก์ตอบรับข่าวยกเลิกค่าธรรมเนียมไปเยอะแล้ว แต่ต้องระวังประเด็นการเมือง ที่อ่อนไหวต่อนักลงทุนในประเทศ ทั้งสถาบันและรายย่อย
    ด้านกลยุทธ์ หากดัชนีฯ ลงไปทดสอบแนวรับสำคัญ 1,760-1,750 จุด ต้องกล้าซื้อหุ้นเป้าหมาย โดยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงานและกลุ่มปิโตรฯ ที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มยืนได้ดีในปีนี้ จากซาอุฯ มีโอกาสขยายเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไป กลุ่มโรงแรมและค้าปลีก ที่ยัง laggard
    ประเมินแนวรับ 1,760-1,750 จุด แนวต้าน 1,780-1,790 จุด

*** บล.ทิสโก้ ชี้หุ้นไทยมีแรงกดดันปัจจัยในประเทศ กังวลเลือกตั้งไม่ตามแผน
    
    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ระบุว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งจากสงครามฟรีค่าธรรมเนียม จากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ รวมถึงความกังวลการเลือกตั้ง อาจจะไม่เป็นไปตามแผนหลังมีการรวมรวมรายชื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.  เพื่อเตรียมยื่นศาลรัฐฯ ตีความกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. นอกจากนี้ ยังต้องติดตามมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐและจีน ที่แม้จะคลี่คลายลงไปบ้าง แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในระยะต่อไป
    สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุน แนะนำให้ถือเงินสด โดยมองกรอบดัชนีหุ้นที่ 1,740-1,750 จุด
    
*** บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดหุ้นร่วง กังวลโอกาสเลื่อนเลือกตั้งสูงขึ้น กลุ่มแบงก์กดดัน
    
    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุ ในบทวิเคราะห์ นับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมตลาดหุ้นแกว่งในกรอบ 1,760-1,820 จุด เนื่องจากขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่  โดยกลุ่มที่กดดัน SET มากหนีไม่พ้นกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวลง นำโดย กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เป็นผลจากความกังวลการตั้งสำรองลูกหนี้และเพื่อรองรับ IFRS9 (คาดทั้งปี 140bps) ส่งผลให้ Credit cost ของกลุ่มน่าจะยังอยู่ในระดับ ในขณะที่ Loan growth (%) อาจโตประมาณ 3-4% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดทั้งปีประมาณ 6-7% เป็นผลกระทบจากภาคเกษตรและ SME ที่ยังไม่ฟื้นตัว อีกทั้งจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงทั่วประเทศในวันที่ 1 เม.ย.นี้ และล่าสุดธนาคารหลายแห่งทั่วประเทศ ร่วมกันลดค่าธรรมเนียมการโอนและจ่ายบิล โดยรายได้ส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3-5% ของรายได้ที่ไม่ใช้ดอกเบี้ย Non-NII (กำไรลดลงประมาณ 1%)  สะท้อนการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น โดยเฉพาะจากธุรกิจ E-payment (Wallet ,LINEpay และอื่นๆ)
    ในขณะที่ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญ รับพิจารณา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่มาส.ว. ในบทเฉพาะกาล(มาตรา 91-96) ประกอบกับอยู่ในช่วงรอทีมกฎหมายพิจารณาเตรียมยื่นพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ซึ่งหากทั้ง 2 ฉบับเข้าสู่ขั้นตอนของศาลวินิจฉัยแล้ว  Roadmap การเลือกตั้งมีโอกาสถูกเลื่อน แต่จะช้าหรือเร็ว ไม่สามารถกำหนดได้เนื่องจากไม่สามารถระบุเวลาในขั้นตอนของศาล ประเด็นดังกล่าวถือเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนในระยะสั้น-กลาง
    สัปดาห์นี้ คงมุมมอง SET แกว่งตัวบริเวณ 1,780-1,810 จุด  โดยคงคำแนะนำถือเงินสดไม่ต่ำกว่า 20% และใช้กลยุทธ์ซื้อที่แนวรับ 1,780 จุด และขายทำกำไรบริเวณ 1,810 จุด เพื่อรอดูปัจจัยสนับสนุนจากในประเทศใหม่อีกครั้ง 

*** บล.เอเซีย พลัส มองสงครามฟรีค่าธรรมเนียมยังพ่นพิษ กดดันหุ้นแบงก์
      
    บล.เอเซีย พลัส มองสงครามฟรีค่าธรรมเนียมพ่นพิษ ยังคงกดดันหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และ Non-Bank อย่าง CPALL, FSMART ทำให้การเติบโตอาจไม่เป็นอย่างที่คาด กลายเป็นประเด็นหลักที่จะกดดัน SET Index วันนี้  ให้ร่วงลงต่อเนื่องจากเมื่อวาน โดยมีกรอบการเคลื่อนไหว 1780–1795 จุด
    ผลกระทบของการลดค่าธรรมเนียมธุรกรรม Online มิได้กระทบเฉพาะธนาคารเท่านั้น แต่กระทบจากผู้ให้บริการรับชำรำเงินค่าสินค้าและบริการ ผ่าน counter service เช่น ผู้ให้บริการค้าปลีก CPALL, BIGC,   รวมถึง FSMART ซึ่งเป็นผู้บริการให้บัตรเติมเงินและปัจจุบันยังให้บริการโอนเงินหรือ banking agent รายแรกของประเทศ โดยได้รับการแต่งตั้งจาก KBANK, KTB, BBL, SCB  ซึ่งเน้นลูกค้าที่มิใช่คนทำงาน  อาจจะแตกต่างจากลูกค้าธนาคารพาณิชย์ แต่เชื่อว่าน่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากรณีนี้ รวมถึงการที่ธนาคารแหงประเทศไทยต้องการให้ non bank สามารถให้บริการธุรกรรม banking agent   ได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย หากได้รับการตอบรับจากธนาคารพาณิชย์  ระยะสั้นแนะนำชะลอการลงทุน FSMART  

*** หุ้นน้ำมันอ่อนตัว จากสต็อกน้ำมันเพิ่ม และดอลลาร์แข็งค่า
    
    สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานสต็อกน้ำมันดิบ  พลิกกลับมาเพิ่มขึ้น  1.63 ล้านบาร์เรล (ตลาดคาดลดลง 2.87 แสนบาร์เรล) ผลจากการที่อยู่ในช่วงฤดูกาลการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในช่วงระหว่างเดือน ก.พ.- เม.ย.  และค่าเงิน Dollar Index ที่แกว่งตัวในทิศทางแข็งค่า  หลังจากการรายงาน GDP Growth งวด 4Q60 2.9% ดีกว่าตลาดคาด 2.5%  ล้วนกดดันราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง แต่ยังอยู่เหนือสมมติฐานที่ ASPS ประเมินไว้ 65 เหรียญฯต่อบาร์เรล (ytd 64 เหรียญฯ )
    ยังชอบ PTTEP(FV@B137) เพราะมี Upside 18.6%  และ มีโอกาสปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นอีกหุ้นละ 25 บาท  หากสามารถประมูลแหล่งผลิตและสำรวจก๊าซในแหล่งบงกช ซึ่งจะทราบผลปลายปีนี้  

*** ต่างชาติขายหุ้นไทย แต่ไปพักเงินในตราสารหนี้ระยะสั้นแทน
    
    ต่างชาติยังขายสุทธิหุ้นภูมิภาคเป็นวันที่ 4 ด้วยมูลค่าอีก 667 ล้านเหรียญ และเป็นการขายสุทธิเกือบทุกประเทศ นำโดยไต้หวันถูกขายสุทธิสูงสุดในภูมิภาค 319 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิเพียงวันเดียว) ตามมาด้วยเกาหลีใต้ 307 ล้านเหรียญ,  อินโดนีเซีย 51 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 4), ฟิลิปปินส์ 21 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 7) ยกเว้นไทยที่ต่างชาติซื้อสุทธิ 31 ล้านเหรียญ หรือ 967 ล้านบาท (หลังจากขายสุทธิ 2 วัน) เช่นเดียวสถาบันฯที่ซื้อสุทธิ 2.81 พันล้านบาท (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 3)
     เชื่อว่าแรงขายต่างชาติยังมีอยู่ตราบที่ไม่มีประเด็นใหม่หนุน เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน 
     นอกจากนี้ภาพรวม Fund Flow ในไทยยังเป็นลักษณะที่ต่างชาติขายหุ้นและสลับมาเข้าตราสารหนี้ระยะสั้นแทน สังเกตได้จากในสัปดาห์นี้ แม้ต่างชาติจะซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 1.03 พันล้านบาท แต่กลับเป็นการซื้อเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุ < 1 ปี) 9.85 พันล้านบาท (wtd) รวมถึงขายตราสารหนี้ระยะยาว (อายุ > 1 ปี) 8.81 พันล้านบาท (wtd)

*** ประธานสนช. เตรียมชงกฎหมาย ส.ส. ให้นายกฯ ก่อนยื่นศาลรธน.ตีความ ชี้ไม่กระทบโรดแมปเลือกตั้ง
    
    นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า  ขณะนี้ได้รับหนังสือจากนายปรีชา วัชราภัย สมาชิกสนช.พร้อมคณะรวม 27 คน เพื่อขอให้ประธานสนช.ส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว
    โดยประเด็นสำคัญที่จะยื่นนั้นมี  2 ประเด็น คือ 1.การตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองของบุคคลที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2.การอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการในการลงคะแนนเลือกตั้ง
    ทั้งนี้เมื่อได้รับหนังสือดังกล่าว จะเป็นขั้นตอนการทำหนังสือสอบถามไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะนำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือไม่   ซึ่งสนช.จะต้องรอหนังสือตอบกลับจากนายกฯ  ซึ่งถ้านายกฯยังไม่ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ประธานสนช.จะได้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญต่อไป  ทั้งนี้หากพ้นวันที่ 12 เม.ย.โดยที่นายกฯไม่ได้ตอบกลับมา เท่ากับว่าหน้าที่ในการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้นเป็นอันหมดไป
    ส่วนความกังวลว่า การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะกระทบโรดแมพอย่างที่หลายฝ่ายกังวลนั้น จะกระทบก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนเต็มเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าอย่างกรณีการจัดเลือกตั้งภายใน 150 วันก็สามารถดำเนินการได้เร็วกว่านั้นก็ได้ เพื่อชดเชยเวลาที่ศาลใช้ในการพิจารณาร่างกฎหมาย  โดยทาง สนช.จะมีหนังสือไปแจ้งให้ศาลฯ รับทราบถึงความกังวลเรื่องของโรดแมพ และจะขอความกรุณาของศาลพิจารณาโดยใช้เวลาที่ไม่กระทบโรดแมพมากนัก
    ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ  แต่ถ้าขัดกับรัฐธรรมนูญ จะแค่ตัดมาตราดังกล่าวออกไปเท่านั้น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด