ข่าวนี้ที่ 1

PTT รับปีนี้ผลงานสะดุด ต้นทุนพุ่ง - ไร้กำไรพิเศษ

PTT รับปีนี้ผลงานสะดุด ต้นทุนพุ่ง - ไร้กำไรพิเศษ

    "ปตท." รับ ผลงานปีนี้อาจต่ำกว่าปีก่อนที่กำไร 1.35 แสนล้านบาท หลังราคาน้ำมันพุ่งกระทบต้นทุน  และไม่มีกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน เล็งนำธุรกิจถ่านหินเข้าตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ด้าน "ไทยออยล์" รับค่าการกลั่นปีนี้ร่วงเหลือ 5 - 6 เหรียญ/บาร์เรล  ฉุดผลงานปีนี้ไม่สดใส  ฟาก" พีทีที โกลบอล เคมิคอล"  ลุ้นครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก แม้ปิดซ่อมบำรุงโรงงานโอเลฟินส์ใน Q3/61 

*** PTT ยอมรับผลงานปีนี้อาจต่ำกว่าปี 60 
    นายพิจินต์ อภิวันทนาพร ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ผลประกอบการปีนี้ คาดว่าจะทำได้ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าปี 60 ที่มีรายได้อยู่ที่ 2 .04 แสนล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1.35 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติสูงขึ้นด้วยเช่นกัน  ประกอบกับปีนี้ไม่มีการรับรู้กำไรพิเศษ เหมือนในปี 60 ที่มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน และการปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซ และโรงโอเลฟินส์ ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และโครงการ UHV ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)หรือ IRPC ระยะเวลา 15วัน 
    และในการประชุมคณะกรรมการบริษัทเดือน ธ.ค.นี้ บริษัทเตรียมเสนอแผนการนำธุรกิจเหมืองแร่ในประเทศอินโดนีเซีย  กำลังการผลิต 8 ล้านตัน/ปี เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย    ขณะที่วงเงินลงทุนยังคงเป็นไปตามแผนเดิม 5 ปี (61-65) ที่ 2.4 แสนล้านบาท  ส่วนหนึ่งหาโอกาสลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้มีการเติบโตที่นอกเหนือจากธุรกิจเดิมที่ดำเนินการอยู่
    ส่วนการเข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน อยู่ระหว่างการศึกษาความพร้อมการเข้าลงทุน และหาพันธมิตรเข้าร่วมประมูล  
      แผนการธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน คาดในปี 65 มีแผนขยายสาขาเพิ่มเป็นท่าตัว จากปัจจุบันมีสาขาให้บริการทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 2,300 สาขา ขณะที่การขยายสถานีให้บริการน้ำมัน และการขยายธุรกิจร้านจิฟฟี่ ซึ่งอาจจะต้องรอดูความชัดเจนหลังจากการปรับแผนธุรกิจของ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) PTTOR 

*** TOP รับค่าการกลั่นร่วง ฉุดผลงานปีนี้ทรง-ทรุด  
    นายชัชชัย สิริวิชช์ ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP  คาดว่าผลการดำเนินงานปีนี้ใกล้เคียง หรือต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย  จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 343,113.87 ล้านบาทและกำไรสุทธิ 24,856.20 ล้านบาท เนื่องจากปีก่อนมีต้นทุนราคาน้ำมันดิบต่ำ ราคาเฉลี่ยที่ 53.2 เหรียญต่อบาร์เรล  ส่งผลให้ค่าการกลั่นสูงขึ้น ขณะที่ครึ่งแรกปีนี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 75-80 เหรียญต่อบาร์เรล และโอกาสมีกำไรจากสต็อคน้ำมันลดลง 
    โดยปีนี้คาดค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 5 - 6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล   โดยครึ่งปีหลังคาดว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรกที่อยู่ 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล  เนื่องจากในช่วงไตรมาส4/61 จะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวและเป็นช่วงของการท่องเที่ยว ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้น         ในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทไม่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น เเต่อยู่ระหว่างพิจารณาปิดปรับปรุงหน่วยการกลั่นน้ำมันดิบแห่งที่ 3 ควบคู่กับการพัฒนาโครงการโครงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ (Clean fuel Project: CFP) เพิ่มเพื่อประสิทธิภาพการกลั่น  คาดว่ามีข้อสรุป ธ.ค.นี้  หลังผู้ถือหุ้นในวันที่ 27 ส.ค.นี้ อนุมัติโครงการ CFP เบื้องต้นจะคงมูลค่าการลงทุนที่ 4.8 พันล้านเหรียญสหรั ขณะเดียวกันจะเสนอการจัดหาผู้สนใจลงทุนหน่วยผลิตไฟฟ้าเพื่อลดต้นมูลค่าในการลงทุน
     "หากการลงทุนโครงการดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จในปี  66 จะทำให้ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 5 - 6 เหรียญสหรัฐฯ และทำให้กำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมและหักดอกเบี้ยจ่าย( EBITDA) เพิ่มขึ้น 500 - 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ/ปี"  

*** PTTGC ชี้ปิดซ่อมโรงงานโอเลฟินส์ไม่กระทบครึ่งหลัง
    นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการหน่วยงานการเงินองค์กร และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในครึ่งหลังปีนี้จะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกที่มีรายได้ 256,474.07 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 23,215.46 ล้านบาท แม้มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานโอเลฟินส์ในช่วงไตรมาส 3/61 จากทั้งหมด 4 แห่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทจะดำเนินการเร่งหน่วยการผลิตอื่นเพื่อให้ชดเชยกับหน่วยที่จะต้องมีปิดซ่อมบำรุง บริษัทสามารถใช้กำลังการผลิตทุกหน่วยธุรกิจได้เต็มกำลัง ประกอบกับมาร์จิ้นของธุรกิจโพลีเอทิลีนยังสามารถยืนอยู่ในระดับสูงตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ด้านธุรกิจโรงกลั่นคาดจะใช้อัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 101%
    สำหรับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มโอเลฟินส์ ผลิตภัณฑ์ HDPE ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐ ต่อตัน จากปี 60 อยู่ที่ระดับ 1,168 เหรียญสหรัฐ ต่อตัน และส่วนผลิตภัณฑ์ LLDPE ที่ได้รับผลกระทบจากกำลังการผลิตใหม่ของสหรัฐฯเข้ามาจึงทำให้ในช่วงต้นปี ราคาปรับลดลงแต่ปัจจุบันสามารถยืนได้เหนือระดับ 1,200 เหรียญสหรัฐ ต่อตัน
    ปีนี้คาดใช้งบลงทุนใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 700-800 ล้านเหรียญสหรัฐ  เพื่อซื้อหุ้นธุรกิจผลิต PTA  74% และธุรกิจผลิต PET   74% มูลค่าประมาณ 4,148 ล้านบาท และโครงการลงทุนโรงโอเลฟินส์แห่งใหม่ (Olefins Reconfiguration Project) โดยใช้แนฟทาและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นวัตถุดิบหลัก และจัดตั้งบริษัท Kuraray GC Advanced Materials Co., Ltd. ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทร่วมทุนเพื่อลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ซึ่งมีแผนที่จะดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง High-Heat Resistant Polyamide-9T (PA9T) และ Hydrogenated Styrenic Block Co-Polymer (HSBC)ในธุรกิจผลิตภัณฑ์ Purified Terephthalic Acid (PTA) และผลิตภัณฑ์ Polyethylene Terephthalate (PET)
    ด้านความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กในสหรัฐ กำลังผลิต 1.5 ล้านตันต่อปี ร่วมกับพันมิตรบริษัทในเครือ Daelim Industrial Co., Ltd. ปัจจุบันอยู่ระหว่างหาแหล่งเงินทุนและหาผู้รับเหมา คาดว่าจะสรุปมูลค่าและแผนการลงทุนได้ในต้นปี 62

*** PTTEP  คาด EBITDA Margin ปีนี้ 70 -75%
    นายยงยศ ครองพาณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP  มั่นใจว่าปริมาณขายปีนี้จะอยู่ที่ 3.1 แสนบาร์เรล/วัน ตามเป้าหมาย แม้บริษัทได้ขายการลงทุนทั้งหมดและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องในแหล่งมอนทารา เครือรัฐออสเตรเลีย แต่ได้รับรู้ปริมาณการขายเพิ่มเติมของโครงการบงกช ที่บริษัทเพิ่มสัดส่วนการลงทุนอีก 22.2222% ส่งผลสัดส่วนการลงทุนเพิ่มเป็น 66.6667% ตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย.61 ที่ผ่านมา ทำให้ไตรมาส 3/61 ปริมาณขายอยู่ที่ 308,000 บาร์เรล/วัน ขณะที่บริษัทคาดว่า EBITDA Margin ปีนี้จะอยู่ที่ 70 -75%
    ด้านความคืบหน้าการเข้าประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณที่ใกล้จะหมดอายุสัมปทาน ซึ่งกำหนดให้ยื่นข้อเสนอในเดือน ก.ย.นี้ ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจรากับพันธมิตรอย่างเชฟรอน และหากการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ บริษัทพร้อมเปิดรับข้อเสนอจากพันธมิตรรายอื่น
     สำหรับการลงทุนใหม่ บริษัทมองหาการซื้อกิจการในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในแถบอาเซียน คาดว่าจะชัดเจนได้ภายในปีนี้ ในเบื้องต้นมีขนาดการลงทุนอยู่ที่ 500 - 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมั่นใจว่ายังมีแหล่งเงินที่รองรับการลงทุนได้ ซึ่งปัจจุบันมีกระแสเงินสดในมืออยู่ที่ 3.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ
    "บริษัทยังมองโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิม เช่น ธุรกิจรื้อถอน จากในภูมิภาคเอเชียยังไม่มีธุรกิจดังกล่าว โดยเฉพาะในไทยที่จะต้องมีการรื้อถอนโครงสร้างบางส่วนตามเงื่อนไขของสัมปทานในอีก 4-5 ปีข้างหน้า และธุรกิจที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจผลิตและสำรวจปิโตรเลียม เช่น ธุรกิจแบตเตอรี่ พลังงานทางเลือก และธุรกิจนำแก๊สเป็นเชื้อเพลิงไฟฟ้า ซึ่งเบื้องต้นสนใจลงทุนในเมียนมา"

*** GGC มั่นใจรายได้ดีกว่าปีก่อนหลังกำลังผลิตเพิ่ม
     นายเสกสรร อาตมางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า รายได้ปีนี้ คาดว่ามากกว่าปีก่อนที่ทำได้ 1.96 หมื่นล้านบาท  หลังโรงงานเมทิลเอสเตอร์เฟส 2 เดินเครื่องการผลิตได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/61 มีกำลังการผลิตที่ 2 แสนตัน/ปี  พร้อมเตรียมนำผลิตภัณฑ์ B100  รุกตลาด  CLMV   ซึ่งมีความต้องการใช้ B100 สูงมาก เพื่อนำไปผสมเพื่อให้ได้ไบโอดีเซล  ในปี 62 คาดว่าจะเห็นการเติบโต 100% 
     สำหรับไตรมาส 3/61 บริษัทมั่นใจว่าจะกลับมามีกำไร หลังไม่มีบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษ จากไตรมาส 2/61 มีผลขาดทุนสุทธิ 1,852.52 ล้านบาท จากการบันทึกความเสียหายจากวัตถุดิบคงคลังสูญหาย นอกจากนี้ ในไตรมาส 3/61 บริษัทจะเดินเครื่องผลิตโรงงานเมทิลเอสเตอร์ เฟส 2 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการผลิตสูง และ ให้มาร์จิ้นที่ดี ทำให้ปีนี้กำลังการผลิตคาดแตะ 4 แสนตัน/ปี จากปัจจุบัน 3.6 แสนตัน/ปี และ ปีก่อนอยู่ที่ 3.2 แสนตัน/ปี
    ส่วนกรณีคดีวัตถุดิบคงคลังสูญหาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวน คาดสิ้นปีนี้จะเห็นความชัดเจนบางส่วน ส่วนการเอาผิดกับผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอยู่ในกระบวนการสอบสวนของทางการ 

*** GPSC ปรับราคาซื้อหุ้น GLOWเป็น 94.89 บ./หุ้น
     นางสาว สุกิตตี ไชยรักษ์ ผู้จัดการฝ่ายแผนกลยุทธ์และบริหารการเงินองค์กร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC  เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับราคาซื้อหุ้น บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW  จำนวน 1,010,976,033 หุ้น คิดเป็น 69.11% ในราคาเหลือ 94.89 บาท/หุ้น เดิมจาก 96.50 บาท/หุ้น โดยเตรียมเสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 ส.ค.นี้ อนุมัติ หลังจาก GLOW ได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาล 1.608 บาท/หุ้น จึงเป็นการปรับลดเท่าจำนวนเงินปันผล  จากนั้นจะใช้เวลา 5-7 วัน เพื่อชำระค่าหุ้นให้กับ Engie Global Developments B.V. และรอการโอนหุ้น ส่วนหุ้นที่เหลือทั้งหมดของ GLOW เป็นจำนวนทั้งสิ้น 451,889,002 หุ้น คิดเป็น 30.89%  บริษัทจะใช้ระยะเวลา 25-45 วันในการทำคำเสนอการซื้อ
    ส่วนการเพิกถอนหุ้น GLOW ออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน หรือไม่ ต้องรอประเมินสัดส่วนการถือหุ้นให้ชัดเจนก่อน 
    สำหรับแผนงานในปี 62  บริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นที่จ่ายไฟเข้าสู่ระบบ (COD) อีกจำนวน 433 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าน้ำลิกที่ลาว กำลังผลิต 65 เมกะวัตต์ ที่จะ COD ไตรมาส 1/62  โรงไฟฟ้าไซยะบุรี กำลังการผลิต 1,285 เมกะวัตต์   และ Central Utility Plant 4 กำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ จะ COD ไตรมาส 4/62   ส่วนโครงการส่วนต่อขยายของโรงไฟฟ้า นวนคร (NNEG) กำลังผลิต 60  เมกะวัตต์ ไอน้ำ 10 ตันต่อชั่วโมง เริ่มสร้างในไตรมาส3/61 และพร้อมเริ่มจ่ายไฟฟ้าและไอน้ำ ในไตรมาส 3/ 63  และเมื่อร่วมโรงไฟฟ้าจากการถือหุ้นใน GLOW  จะส่งผลให้ในปี 63 บริษัทมีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 4,835   เมกะวัตต์  ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด