ข่าวนี้ที่ 1

กนง.เล็งหั่นเป้าจีดีพีปีนี้-คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.75%

กนง.เล็งหั่นเป้าจีดีพีปีนี้-คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.75%

"คณะกรรมการนโยบายการเงิน"  มีมติเป็นเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% หลังประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำเป้าที่ 3.8% หลังปัจจัยในและต่างประเทศกดดัน เล็งทบทวนเป้าใหม่อีกครั้ง ในการประชุมเดือนมิ.ย.นี้ ด้าน"คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน" คาดเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/62 ขยายตัวต่ำกว่า 3.7% เหตุส่งออกหดตัวต่อเนื่อง แต่ยังคงเป้าทั้งปีขยายตัว 3.7-4%  พร้อมติดตามสงครามการค้าจีน-สหรัฐ และรัฐบาลใหม่ใกล้ชิด
 
*** รับจีดีพีโตไม่ถึงเป้า 3.8%
    นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง.มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75% ต่อปี โดยคณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 3.8% นอกจากนี้ กนง.เห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ส่วนความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด  
     “ ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 3.8% ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกและการลงทุน ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอน ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีเรื่องของการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ที่เป็นผลจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

*** การส่งออก-ลงทุนมีแนวโน้มชะลอ
     สำหรับภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สำหรับด้านอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการจ้างงานโดยรวมที่เริ่มทรงตัวและมีสัญญาณการชะลอลงของการจ้างงานในภาคการก่อสร้างและภาคการผลิตเพื่อการส่งออก การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง  
     อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานการผลิตมายังไทยและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะต่อไป ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล่าช้าของโครงการลงทุนภาครัฐ  
       ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน ช่วยชดเชยผลของราคาอาหารสดที่ปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้งในระยะข้างหน้า สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ทั้งนี้ คณะกรรมการมองว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต  
    ด้านอัตราแลกเปลี่ยน นับจากการประชุมครั้งก่อน เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินสกุลภูมิภาค ในระยะข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ คณะกรรมการ จึงเห็นว่าให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ขณะที่ผู้ประกอบการจะต้องทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูง 
     ด้านระบบการเงินโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต คณะกรรมการเห็นว่า มาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไปและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาจะช่วยดูแลความเปราะบางในระบบการเงินจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรได้ในระดับหนี่ง แต่ยังต้องติดตามการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์  
      อย่างไรก็ตาม การลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในช่วงต่อไปยังจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ที่จะต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้  

 *** เล็งปรับเป้ารอบหน้า
    นายทิตนันทิ์ กล่าวว่า    คณะกรรมการฯ จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ รวมทั้งการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่และการใช้จ่ายภาครัฐ และความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน งการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป  
     ส่วนประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลอาจล่าช้า จะมีผลในเรื่องของการเสนองบประมาณปี 2563 การเบิกจ่ายงบของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะต้องติดตามว่าสุดท้ายแล้วจะส่งผลอย่างไรบ้าง โดย กนง.จะมีการทบทวนประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง ในการประชุมในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ โดยคณะกรรมการจะติดตามปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อประกอบการพิจารณ 
 
*** กกร. มอง Q1/62 จีดีพีโตต่ำกว่า3.7%
    นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)   เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/62 ยังขยายตัวต่ำกว่าในไตรมาส 4/61 ที่อยู่ 3.7% โดยเป็นผลมาจากการส่งออกที่หดตัว  เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่เติบโตชะลอลง ส่วนหนึ่งจากผลของฐานที่สูงในปีก่อน  ส่วนเครื่องชี้การใช้จ่ายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัว
    "ปัจจัยภายในประเทศ กกร. เห็นว่า แม้จะมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจของทางภาครัฐ ทั้งมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและมาตรการด้านภาษี จะมีส่วนช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง แต่ทิศทางการใช้จ่ายภายในประเทศหลังจากนี้ โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ยังคงต้องรอความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายรัฐบาลชุดใหม่"

*** จับตาสงครามการค้ากดดันส่งออก
     ในช่วงที่เหลือของปีนี้ที่ประชุมกกร. มองว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยจะยังคงถูกกดดันจากทิศทางทางเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนทั้งจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐ จีน สหภาพยุโรป ประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ และ จีน มีแนวโน้มจะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังทางการสหรัฐเตรียมประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในวันที่ 10 พ.ค. นี้ ซึ่งหากการเจรจาไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนทิศทางค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน
     “ส่งออกในไตรมาส 2/62 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากไตรมาส 2/61 ที่ขยายตัวได้ 6.9% หลังสงครามการค้ายังมีความไม่แน่นอน และ เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว โดยปีก่อนส่งออกขยายตัวได้ 6.7% ซึ่งหากปีนี้ส่งออกจะขยายตัว 3% จะต้องส่งออกสูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน โดยเป็นเรื่องที่ท้าทาย และ เป็นไปได้ยากในภาวะปัจจุบัน”
     โดยภาพรวม กกร.ยังต้องติดตามประเด็นสงครามการค้าโลก และ ปัจจัยภายในประเทศอย่างใกล้ชิด แต่ขณะนี้ยังคงประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ในกรอบ 3.7-4%  การส่งออกขยายตัว 3-5% และ เงินเฟ้อทั่วไป 0.8-1.2%  และจะทบทวนทุกๆ 3 เดือน  จึงจะทบทวนอีกครั้งในเดือนมิ.ย. 62  โดยยอมรับว่ายังเป็นห่วงการส่งออก เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมา ได้แค่ประคองสถานการณ์เท่านั้น  จึงต้องรอนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ 

*** เล็งทำสมุดปกขาวเสนอรัฐบาลใหม่
    นายสุพันธ์ กล่าวอีกว่า กกร.  อยู่ระหว่างการจัดทำสมุดปกขาว (White Paper)  เพื่อเสนอให้กับรัฐบาลใหม่ภายในเดือนมิ.ย. หรือ อย่างช้าภายในเดือนก.ค. นี้  โดยคณะทำงาน กำลังศึกษาถึงความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ The Ease of Doing Business และ ข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปเสนอให้กับยังรัฐบาลชุดใหม่เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลออกมาตรการเพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลงเท่านั้น นอกจากนี้ ยังอยากให้รัฐบาลจัดการประชุมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทุกๆ 3 เดือนอีกครั้ง







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด