ข่าวนี้ที่ 1

ธปท.คุมเข้มปล่อยกู้บ้านหลังที่ 2 บังคับวางเงินดาวน์ 20%

ธปท.คุมเข้มปล่อยกู้บ้านหลังที่ 2 บังคับวางเงินดาวน์ 20%

    ธปท.ออกมาตรการป้องกัน NPL สินเชื่อที่อยู่อาศัย กำหนดให้วางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 20% สำหรับการกู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 และบ้านที่มีมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป คาดมีผล 1 ม.ค.62 ยันยังไม่พบฟองสบู่อสังหาฯ แต่เป็นการป้องกันไว้ก่อน ด้าน'สมคิด' มั่นใจไม่กระทบแบงก์พาณิชย์ ขณะที่นายแบงก์มองเป็นเกณฑ์ที่ดี แต่หวั่นกระทบผู้ที่ต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่จริง ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดกระทบอสังหาปี 62 แต่ช่วยสร้างเสถียรภาพก่อนดอกเบี้ยขาขึ้น ส่วนโบรกฯมองกระทบจำกัด แต่จะเห็นการเร่งโอนภายใน Q4/61

*** ธปท.คุมสินเชื่อบ้านหลังที่ 2 หรือมูลค่า 10 ลบ.ขึ้นไป ต้องวางดาวน์ 20%

    นางวจีทิพย์ พงษ์เพ็ชร ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมออกมาตรการดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยจะกำหนดให้มีเงินดาวน์ขั้นต่ำ สำหรับการกู้หลังที่ 2 ขึ้นไป หรือที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยต้องวางเงินดาวน์ 20% ของมูลค่าหลักประกัน หรือสามารถกู้ซื้อได้เพียง 80% เท่านั้น โดยในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ จะประชุมชี้แจงจากประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ประชาชน และสถาบันการเงิน แต่การเปิดรับฟังความเห็นผ่านทางเว็ปไซต์ของธปท.นั้น จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 22 ตุลาคม 2561 โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2562 ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบกับผู้ซื้อบ้านหลังแรก และไม่มีผลย้อนหลังกับผู้กู้เดิม
    สำหรับแนวนโยบายที่ออกมานั้น ยังคงกำหนดเกณฑ์เดิมสำหรับการกู้สัญญาแรก เพื่อให้ประชาชนยังสามารถซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงได้ ซึ่งเกณฑ์ปัจจุบันนั้น จะไม่นับรวมสินเชื่อ Top up และมูลค่าบ้านที่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท สำหรับแนวราบจะกำหนดจะสามารถกู้ได้ 95% ของมูลค่าหลักประกัน และแนวสูงกู้ได้ 90% โดยหากต้องการปล่อยกู้เกินกว่านั้นจะต้องรับค่าน้ำหนักความเสี่ยงที่ 75% แต่หากไม่เกินจะได้รับค่าน้ำหนักความเสี่ยงที่ 35% ซึ่งจะมีผลต่อการสำรองเงินในกองทุนเพิ่มขึ้น แต่สำหรับเกณฑ์ใหม่นั้น หากเป็นบ้านหลังที่สอง จะกู้ได้สูงสุด 80% ของมูลค่าหลักประกันเท่านั้น โดยหากปล่อยกู้เกินเกณฑ์ดังกล่าว จะมีความผิดตามกฎหมาย 

***  ยันไม่พบฟองสบู่อสังหาฯ แต่เป็นการป้องกัน
    
    นางวจีทิพย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องออกมาตรการดังกล่าวนั้น ยืนยันว่า ยังไม่พบปัญหาฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการออกมาตรการเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากพบว่า การแข่งขันรุนแรง ประกอบกับมาตรฐานการปล่อนสินเชื่อลดลง เช่น ไม่มีเงินดาวน์ หรือ การออมเงินก่อนกู้ นอกจากนี้ ยังพบว่า เป็นการกู้ซื้อเพื่อลงทุนไม่ใช่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท และกู้ซื้อบ้านมากกว่า 1 หลัง ดังนั้น จึงต้องการออกมาตรการเพื่อให้ผู้กู้ออมก่อนกู้ มีเงินดาวน์ก่อนซื้อบ้าน และไม่กู้เกินความจำเป็น รวมถึงให้ผู้ให้กู้ ตระหนักถึงความเสี่ยงที่แท้จริง สามารถรองรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมูลค่าหลักประกัน และเพื่อสนับสนุนให้คนที่ต้องการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัยจริงสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม
    ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ปล่อยสินเชื่อใหม่มูลค่ารวม 300,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 100,000 บัญชี และจากจำนวนดังกล่าวพบว่า มีจำนวน 15% หรือ 15,000 บัญชี ที่เป็นผู้กู้สัญญาที่ 2 และมูลค่าบ้านที่สูงกว่า 10 ล้านบาท และพบว่า มีผู้ที่กู้เกินเกณฑ์อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value: LTV ratio) ถึง 10,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวนั้น จะไม่ย้อนหลังกับผู้กู้ปัจจุบัน แต่จะเริ่มกับสินเชื่อใหม่ และการรีไฟแนนซ์เท่านั้น

*** เชื่อลดดีมานด์เทียม-สกัดเก็งกำไร    
    
    ทั้งนี้ เชื่อว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดดีมานด์เทียม และลดโอกาสการเก็งกำไรที่จะทำให้ราคาเร่งขึ้นมากเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนที่ซื้อเพื่อที่อยู่อาศัยจริง สามารถซื้อบ้านได้ในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น เพราะอุปสงค์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนและเก็งกำไรจะลดลง ขณะที่ประชาชนที่ซื้อเพื่อการลงทุนจะรับความเสี่ยงได้ดีขึ้น ไม่ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินควร และลดโอกาสที่จะถูกผลกระทบจากการปรับลดลงของราคาอสังหาริมทรัพย์ 
    ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงจากโอกาสเกิดฟองสบู่ ด้านสถาบันการเงิน คุณภาพสินเชื่อจะดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระกันสำรองในอนาคต และมีความสามารถรองรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมูลค่าหลักประกัน  

*** สมคิด`มั่นใจเกณฑ์ใหม่ ไม่กระทบการดำเนินธุรกิจของแบงก์

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดเกณฑ์ควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย มองเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากธปท. ได้เห็นสัญญาณความผิดปกติของภาคอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องออกมาตรการควบคุม เพื่อให้สถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยมั่นใจว่าเกณฑ์ที่ออกมาจะไม่กระทบต่อภาคธนาคารพาณิชย์
    “สินเชื่อไม่ปล่อยเลยก็ไม่ได้ แล้วคนจะเอาที่ไหนเป็นที่อยู่อาศัย เพียงแต่เขาบอกว่าอย่าทำเยอะก็เท่านั้นเอง”นายสมคิด กล่าว

*** นายแบงก์ มองเป็นเกณฑ์ที่ดี แต่หวั่นกระทบคนซื้อบ้านเพื่ออยู่จริง

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า ธนาคารไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารมีความระมัดระวัง และ ทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าของธนาคารจะซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยที่แท้จริง และ ไม่ได้มีการซื้อเก็งกำไร ส่วนกฎเกณฑ์ใหม่เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อคนที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่ 2 เท่านั้น
    นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธนาคารไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว และมองว่าจะได้ประโยชน์ เนื่องจากกฎเกณฑ์นี้จะทำให้เกิดความยุติธรรม หรือ เท่าเทียมกันในการแข่งขัน หากผู้บริโภค หรือผู้ซื้อไม่สามารถไปขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ได้ ก็จะหันมาขอสินเชื่อกับ ธอส.แทน
    อย่างไรก็ตาม พร้อมจะไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเกณฑ์ควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับ ธปท.ด้วยตนเอง ในวันที่ 11 ต.ค.นี้ ก่อนที่มาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 62
    “ที่ผ่านมาเราปล่อยกู้ 7-8 แสนบาทต่อ 1 ราย แต่หากลูกค้าไปแบงก์พาณิชย์ก็กู้ได้ 1-1.2 ล้านบาท แต่ตอนนี้มีกฎออกมาก็มองเป็นเรื่องดี เพราจะมีความเท่าเทียมกันแล้ว ไม่มีใครให้มากกว่าใคร โดยตอนนี้จะแข่งขันทางด้านต้นทุน ใครคุมต้นทุนได้ดีกว่ากันก็จะสบาย เราไม่มีต้นทุนสาขา สาขาเรามีน้อย เงินฝากก็ระดมได้ ทำให้เราคุมต้นทุนได้ดีกว่าคนอื่น อย่างบ้านเราคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 4%”นายฉัตรชัย กล่าว
    นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า มีความเป็นห่วงกฎเกณฑ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ต้องการมีที่อยู่อาศัยที่แท้จริง ซึ่งคนส่วนใหญ่จะซื้ออยู่มากกว่าการเก็งกำไร แต่ยอมรับมีการซื้อเก็งกำไรสำหรับการซื้อบ้านหลังที่ 2 หรือคอนโดมิเนียม และมีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์สร้างหลักฐาน หรือข้อมูลเทียมให้กับลูกค้า เพื่อที่จะได้ผ่านการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร รวมถึงกลุ่มคนที่จงใจสร้างข้อมูลหรือ สร้างบัญชีเท็จ เป็นที่มีเจตนาที่จะทิ้งที่อยู่อาศัยทำให้เกิดเป็น NPL จึงอยากให้มีมาตรการป้องกันปัญหานี้
    “ธปท. ออกมาตรการเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการซื้อเก็งกำไรมากกว่าอยู่อาศัย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดมากกกว่าบ้าน โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้า แต่อยากให้ธปท. ดูแลประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เพราะคนกลุ่มนี้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และ มีการออมเงินเพื่อมาดาวน์บ้าน”นายชาติชาย กล่าว
    ทั้งนี้ ยืนยันว่าการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ยังไม่พบสัญญาณฟองสบู่ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อบ้านต่ำกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วน 80% ของพอร์ตสินเชื่อรวม และ มีการชำระเร็ว หรือชำระได้หมดก่อนกำหนด เฉลี่ยเพียง 10 ปี จากระยะเวลากู้ 30 ปี ปัจจุบันมียอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างที่ 3.3 แสนล้านบาท หรือ คิดเป็น 15% ของพอร์ตสินเชื่อรวมที่มี 2.01 ล้านล้านบาท และปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย 1-1.5 หมื่นล้านบาท หรือ คิดเป็นการเติบโต 4% และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เฉลี่ยอยู่ที่ 2.7-2.8% ต่ำกว่าระบบที่อยู่มากกว่า 3%

*** ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดกระทบอสังหาปี 62 แต่ช่วยสร้างเสถียรภาพก่อนดอกเบี้ยขาขึ้น

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่บทความเรื่อง "มาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัย ... ยับยั้งปัญหาความไม่สมดุลของตลาด ก่อนเข้าสู่จังหวะดอกเบี้ยขาขึ้น " ว่า มาตรการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ธปท. แม้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อทิศทางการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงข้างหน้า แต่นับเป็นแนวทางที่ดี เนื่องจากเป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการสะสมภาวะความไม่สมดุลที่มากขึ้นระหว่างอุปสงค์และอุปทานในภาคอสังหาริมทรัพย์ อันท้ายที่สุดแล้วจะเป็นการช่วยสร้างความสมดุลและทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะถัดไป
    สำหรับผลกระทบจากมาตรการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่อยู่อาศัยดังกล่าวนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 มากกว่าปี 2561 ดังนั้น จำนวนที่อยู่อาศัยรอขายสะสมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลอาจจบปี 2561 ที่ระดับใกล้เคียงกับปี 2560 ที่ราว 190,000 หน่วย และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลของสถาบันการเงิน คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 6.5 ซึ่งดีขึ้นกว่าร้อยละ 6.1 ในปี 2560 เล็กน้อย ขณะที่ เป็นที่คาดหมายว่าเครื่องชี้ดังกล่าว โดยเฉพาะฝั่งสินเชื่อ จะทยอยผ่อนแรงส่งลงในปี 2562 ซึ่งทำให้ยังต้องติดตามเส้นทางการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการ และปัญหาคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิดในช่วงปีหน้าด้วย

*** ORI ไม่หวั่น คุมสินเชื่อบ้านหลัง 2 เหตุลูกค้าส่วนใหญ่จ่ายเงินสด

    นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่จะกำหนดให้มีเงินดาวน์ขั้นต่ำ 20% สำหรับการกู้หลังที่ 2 ขึ้นไป หรือที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วน 70% ที่ซื้อด้วยเงินสด และประกอบกับบริษัทได้ใช้เกณฑ์วางเงินดาวน์ 20% ไว้อยู่แล้ว จึงทำให้ไม่มีนัยสำคัญมากนัก
    ส่วนมาตรการกู้หลังที่ 2 ขึ้นไป บริษัทมองว่าจะทำให้ช่วยคัดกรองลูกค้าได้ดีขึ้น พร้อมทั้งยกระดับให้ดูเป็นสากลมากขึ้น เนื่องจากในต่างประเทศได้มีการเริ่มใช้เป็นที่เเพร่หลาย ซึ่งทำให้มีการคัดกรองลูกค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งในปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนซื้อเพื่อเก็งกำไร ส่งผลให้ดีมานด์เพิ่มสูงเกินจริง
    "มาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อเราอย่างเเน่นอน เนื่องจากการที่เราได้มีการใช้เกณฑ์วางเงินดาวน์ 20% อยู่แล้ว จึงไม่มีนัยสำคัญมากนัก นอกจากนี้ กลุ่มลูกค้าของเราเองได้ซื้อด้วยเงินสด ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเรามีสัดส่วนลูกค้าทุกกลุ่มที่ซื้อด้วยเงินสด 50%" นายพีระพงศ์ กล่าว

*** SIRI มองเกณฑ์คุมสินเชื่อบ้านเป็นผลดี

    นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ไม่กังวลกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกมาตรการดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย ชี้เป็นผลดีระยะยาวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อตัดกลุ่มที่เก็งกำไรออกไปได้ ขณะที่ลูกค้าส่วนใหญ่บ้านหลังแรกจะเป็นการซื้ออยู่อาศัยจริง ส่วนการซื้อบ้านหลังที่สอง มักพบว่าเป็นการใช้เงินสดในการซื้อมากกว่า
    "ส่วนการซื้อบ้านหลังที่ 2 ส่วนใหญ่มองว่าเป็นคนที่ซื้อแบบใช้เงินสดอยู่แล้วไม่น่าจะเป็นประเด็น จากกรณีนี้จะเป็นผลดีระยะยาวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อตัดกลุ่มที่เก็งกำไรออกไป"

*** PF ห่วงผู้ซื้อชะลอตัดสินใจ
    
    ด้านนายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ยอมรับว่า เกณฑ์ใหม่ของ ธปท. กระทบภาพรวมของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แน่นอน เพราะการออกมาควบคุมการซื้อบ้านที่มีราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป จะกระทบในกลุ่มบ้านระดับราคา 10-30 ล้านบาท ที่ส่วนใหญ่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง เพราะต้องการขยายบ้านหลังใหญ่มากขึ้น ดังนั้นเมื่อเกณฑ์ออกมาควบคุม อาจทำให้กลุ่มนี้ที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้าน ต้องชะลอแผนออกไป ส่วนราคาบ้านที่มีมูลค่ามากกว่า 30 ล้านบาท ผู้ซื้อเป็นระดับ Super Luxury ส่วนใหญ่ใช้เงินสดในการซื้อประมาณ 50% จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบ
    อย่างไรก็ตามเกณฑ์ ที่ออกมา มองว่าเป็นผลดีในระยะยาวต่อผู้ซื้อบ้านซึ่งไม่ต้องรับภาระหนักเกินไป และกลุ่มธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อ อาจลดความเสี่ยงของการเกิดหนี้เสีย แต่การที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 62 อาจทำให้ผู้ซื้อเตรียมตัวไม่ทัน เพราะปัจจุบันมักคำนึงถึงเงินเดือนและความสามารถในการผ่อนชำระ โดยไม่ได้เตรียมเงินสดเพื่อวางเงินดาวน์
    "เกณฑ์เดิมของอัตราส่วนให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน หรือ Loan To Value (LTV Ratio) ที่แบงก์ชาติกำหนด 90-95% ส่วนใหญ่ลูกค้าใช้เต็ม แต่หากลดเหลือ 80% อาจมีปัญหา คนที่อยากได้บ้านมากๆ อาจเห็นการกู้ร่วมมากขึ้น...ในบ้านเราผู้ซื้ออาจเตรียมตัวไม่ได้ เพราะไม่ได้เตรียมเงินสดไว้ซื้อ ผิดกับต่างประเทศ ที่คนซื้อบ้านจะต้องออมเงินก้อนหนึ่งไว้ก่อนประมาณ10% ก่อนที่จะซื้อบ้าน" นายวงศกรณ์ กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด