ข่าวนี้ที่ 1

กูรูหวั่นการเมืองยืดเยื้อ-กกต.แจกใบแดง ฉุดดัชนีแตะ 1,583 จุด

กูรูหวั่นการเมืองยืดเยื้อ-กกต.แจกใบแดง ฉุดดัชนีแตะ 1,583 จุด

         สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ให้น้ำหนัก "การเมือง" ชี้ชะตาหุ้นไทยช่วงไตรมาส 2 คาดดัชนีพุ่งแตะ 1,689 จุด หากการเมืองคลี่คลาย เว้นแต่มีใบเหลือง-ใบแดง อาจลงลึกที่ 1,583 จุด ชูหุ้นเด่น AOT-BBL-CPALL-SCC-STEC ด้านเครือแบงก์กสิกรไทย เผยสถิติดัชนีเป็นบวก 1 เดือนหลังเลือกตั้ง ยก CPALL-STEC แจ่มสุด

*** คาดหุ้นไทย Q2 อยู่ที่ 1,689 จุด หวั่นแจกใบแดงกดดัชนี 1,583 จุด 
    นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ และกรรมการผู้อำนวยการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยในงาน IAA Survey ครั้งที่ 2/2562 ว่า นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2/62 อยู่ที่ 1,689 จุด โดยปัจจัยที่มีผลต่อดัชนีในระยะสั้นนั้น นักวิเคราะห์ส่วน ใหญ่มองว่า เรื่องการเมืองภายในประเทศ รวมไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นปัจจัยลำดับแรกที่มีผลต่อแนวโน้มดัชนี ส่วนปัจจัยที่มีผลรองมาคือ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
    ขณะเดียวกันปัจจัยทางการเมืองที่จะมีผลทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังผันผวนและอาจทำให้แตะที่ระดับ 1,583 จุด คือการที่พรรคการเมืองอันดับที่ 4 และที่ 5 ยังไม่สามารถเลือกได้ว่าจะอยู่ฝั่งไหน รวมถึงประเด็นที่พรรคการเมือง หรือหัวหน้าพรรค ถูกทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้ใบเหลือง หรือใบแดง อีกทั้งสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

*** EPS เฉลี่ย 110.02 บาท -กนง.ไม่ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้
    สำหรับผลสำรวจความเห็นต่อเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 62 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,740 จุด โดยมีปัจจัยบวก ได้แก่ ปัจจัยทางการเมืองในประเทศ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ตอบแบบสำรวจให้คะแนนชัดเจนว่าเป็นผลบวก และคาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้าสู่ประเทศไทย
    ส่วนปัจจัยลบที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงสั้น ได้แก่ เศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป เอเชีย ขณะที่ปัจจัยลบรองลงมา คือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
    ด้านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าในปี 62 จะไม่มีการปรับขึ้นอีก แต่อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอีก 0.25% ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ส่วนน้อยคาดว่าอาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
    ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดจะเฉลี่ยอยู่ที่ 110.02 บาท ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดจะเฉลี่ยอยู่ที่ระหว่าง 110-114.99 บาท

***ชูหุ้นเด่น AOT-BBL-CPALL-SCC-STEC
    นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำ 5 หุ้นเด่น ได้แก่ 1.AOT มองว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นนโยบายหลักของทุกพรรคการเมือง 2.BBL ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในประเทศที่ฟื้นตัว ซึ่งจะหนุนโดยสินเชื่อภาคธุรกิจ
     3.CPALL มีปัจจัยบวกจากการบริโภคที่ฟื้นตัวจากมาตรการผลักดันของภาครัฐ ซึ่งเป็นผลดีจากความเชื่อมั่นผู้บริโภค และนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ที่เกี่ยวกับการกระตุ้นการบริโภค นอกจากนี้ ทาง CPALL เป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง 
     4.SCC คาดว่ากำไรจะเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 62 หลังจากที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง จากธุรกิจปูนซีเมนต์ฟื้นตัว และราคาน้ำมันมีเสถียรภาพ และ 5.STEC โดยอิงธีมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งหุ้นรับเหมาก่อสร้างได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งมีงานในมือ 1.2 แสนล้านบาท และมีโอกาสได้งานใหม่
 
*** KBANK เผยสถิติตลาดหุ้นเป็นบวก ช่วง 1 เดือนหลังเลือกตั้ง  
     นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK นายธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย และ นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย เปิดเผยในงานสัมมนา “สร้างโอกาสลงทุน เสริมโอกาสธุรกิจ” 
    สำหรับความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยก่อนการเลือกตั้งในอดีตไม่มีความสัมพันธ์ และ รูปแบบที่ชัดเจน แต่ที่ผ่านมาพบว่า ดัชนีจะติดลบเล็กน้อย ประมาณ 0.1-0.4% ในช่วง 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง แต่ในทางกลับกันผลตอบแทนเฉลี่ยหลังการเลือกตั้งกลับเป็นผลบวก ซึ่งผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ครั้งล่าสุดอยู่ที่ 3.3% ในช่วง 1 เดือนหลังการเลือกต้ัง
     
*** หลังเลือกตั้ง CPALL-STEC รับอานิสงส์เต็มที่ 
    โดยภาคเศรษฐกิจที่จะได้รับประโยชน์หลังจากการเลือกตั้งมองว่า จะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ภาคเกษตรกรรม และ เศรษฐกิจต่างจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ และ เศรษฐกิจต่างจังหวัดที่ซบเซา แต่มีปัจจัยบวกจากโอกาสที่ค่าแรงจะถูกปรับเพิ่มขึ้นทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นตาม และ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าว คือ กลุ่มพาณิชย์ โดยมีหุ้นที่แนะนำ คือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL
     ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว จะมีการเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ต่อเนื่องที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน และ อาจมีการเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด คาดว่าการประมูลโครงการภาครัฐต่างๆที่จะออกมา โดยบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีความน่าสนใจ คือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC เพราะเป็นบริษัทที่มีโอกาสในการได้รับงานสูง มีประวัติการดําเนินงานที่แข็งแกร่ง และ ความสามารถที่พร้อมรับงานขนาดใหญ่
    อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มการท่องเที่ยวที่ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สําคัญ โดยมองว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการฟื้นตัวของจํานวนนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุ คือ กลุ่มโรงพยาบาล มีหุ้นเด่นคือ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH
        
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด