ข่าวนี้ที่ 1

SET เดือนก.ย.สดใส พุ่งแตะ 1,687 จุด-สถิติชี้ชัดให้ยีลด์ 2.2%

SET เดือนก.ย.สดใส พุ่งแตะ 1,687 จุด-สถิติชี้ชัดให้ยีลด์ 2.2%

     โบรกฯ ฟันธง ตลาดหุ้นไทยเดือนก.ย.กลับมาเป็นขาขึ้น มีลุ้นทดสอบแนวต้าน 1,687 จุด รับนโยบายกระตุ้นศก.เริ่มเรียกความเชื่อมั่นต่างชาติ  แถมภาวะดอกเบี้ยต่ำ - ฐานะการเงินในประเทศแกร่ง หนุน ด้านสถิติชี้ชัดเป็นเดือนที่หุ้นสดใส ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.2%  เปิดโผกลุ่มหุ้นน่าลงทุน ทั้ง ท่องเที่ยว - อาหาร - ค้าปลีก - กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน แถมมีหุ้นใน SET50-SET100 ที่ยัง Laggard ให้รอเก็บเพียบ         
 

*** คาด SET ก.ย.อยู่ในกรอบ 1,592-1,687 จุด
    นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า  ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index เดือนก.ย. ที่ 1,592-1,687 จุด  แต่ได้ปรับลดเป้าหมาย SET Index ล่วงหน้า 12 เดือนลงเล็กน้อยเป็น 1,750 จากเดิมที่ 1,775 จุด เป็นผลมาจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่กลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง และ ความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ขณะที่ให้น้ำหนักกับประเด็นผลประกอบการที่อ่อนแอในไตรมาส 2/62 ไม่มากนัก โดยรวมแล้วกำไรไตรมาส 2/62 ออกมาดีกว่าประมาณการของบริษัทอยู่ 3% แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 2%
    ปัจจัยสนับสนุนต่อมุมมองบวกของบริษัทมาจาก นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะมาถึงโอกาสที่จะได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อของประเทศ หลังจากได้รับการปรับเพิ่มอันดับจาก Fitch และ Moody’S ประกอบกับ สภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำต่อเนื่อง และสถานะทางการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทย
    ด้านปัจจัยภายนอกมองว่าท่าทีเชิงผ่อนคลายของธนาคารกลางต่างๆ สภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ภาพรวมอัตราเงินเฟ้อที่เบาบาง และ รอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้ โดยเชื่อว่าปัจจัยบวกเหล่านี้จะมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยลบที่ประเมินเป็นตัวเลขได้
    โดยตลาดหุ้นวันศุกร์ที่ผ่านมา ปิดที่ระดับ 1,654.92 จุด เพิ่มขึ้น 15.78 จุด หรือ 0.96% มูลค่าการซื้อขาย 63,131.29 ล้านบาท  ด้านสัดส่วนการซื้อขายสุทธิ (30 ส.ค.62) สถาบันในประเทศ  ซื้อสุทธิ 3,197.41 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์     ขายสุทธิ 386.94 ล้านบาท   นักลงทุนต่างประเทศ  ขายสุทธิ 32.70 ล้านบาท   นักลงทุนทั่วไปในประเทศ 2,777.77 ล้านบาท  
      ส่วนตลอดเดือนสิงหาคม สัดส่วนนักลงทุน สถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 32,418.64 ล้านบาท  บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 7,408.63 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 6,428.95 ล้านบาท  นักลงทุนทั่วไปในประเทศขายสุทธิ 46,256.23 ล้านบาท     
     
*** แสกนหุ้น 7 กลุ่มน่าลงทุน  
    แนะนำลงทุนในกลุ่ม การบินและท่องเที่ยว เช่น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ให้ราคาเป้าหมาย 44 บาท/หุ้น และ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ให้ราคาเป้าหมาย 7.50 บาท/หุ้น คาดเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะฟื้นตัวขึ้นในครึ่งปีหลังโดยจำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเป็นบวกที่ 4.3% ในเดือนก.ค. และ มีแนวโน้มเป็นบวกต่อเนื่องในเดือนส.ค. ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนที่ 12-14% ต่อรายได้ของหุ้นกลุ่มโรงแรมที่บริษัทวิเคราะห์อยู่ทั้งหมด
    กลุ่มพาณิชย์ เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ให้ราคาเป้าหมาย 92 บาท/หุ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากมาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่มีรายได้ต่ำของรัฐบาล และ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในต่างจังหวัด
    กลุ่มเกษตร เช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ ให้ราคาเป้าหมาย 35 บาท/หุ้น โดยคาดว่าปีนี้จะมีกำไรที่แข็งแกร่ง เพราะมีราคาสุกรที่แข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(AFS) ในเวียดนาม
    กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เช่น บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ให้ราคาเป้าหมาย 15.70 บาท/หุ้น และ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ให้ราคาเป้าหมาย 13 บาท/หุ้น
    กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ให้ราคาเป้าหมาย 27.50 บาท/หุ้น เพราะมีสถานะที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจาก FDI ที่สูงขึ้น หลังจากมีการย้ายฐานโรงงานมาจากจีน
    กลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF ให้ราคาเป้าหมาย 12.82 บาท/หุ้น และ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF ราคาเป้าหมาย 14.14 บาท/หุ้น เพราะมีโอกาสได้รับการอัดฉีดทรัพย์สินใหม่
    กลุ่มไอซีที เช่น บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ให้ราคาเป้าหมาย 76.09 บาท/หุ้น , บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ให้ราคาเป้าหมาย 68.73 บาท/หุ้น และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ให้ราคาเป้าหมาย 7.89 บาท/หุ้น ซึ่งที่มองกลุ่มนี้ยังเป็นบวก เพราะคาดว่าจะมีดัชนีที่ชนะ SET Index ต่อไปในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เพราะคิดว่าตลาดยังไม่สะท้อนปัจจัยบวก เช่น สภาวะการแข่งขันที่เบาบางต่อเนื่องในตลาดมือถือ, การเติบโตของกำไรธุรกิจหลักที่สูงขึ้นในครึ่งปีหลังนี้ และ ครึ่งแรกของปี 63 ตลอดจนราคาตั้งต้นการประมูลใบอนุญาต 5G ที่สมเหตุสมผล

*** สถิติชี้ชัด เดือนก.ย. SET สดใส   
    บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ได้ทำการศึกษาเชิงปริมาณย้อนหลังตั้งแต่ปี 2555 พบว่าเดือนกันยายนมักเป็นเดือนหนึ่งที่ SET Index ปรับตัวได้ค่อนข้างดี โดยให้ผลตอบแทน Total return เฉลี่ยอยู่ที่ 2.2% และมีความมั่นใจทางสถิติราว 70% ที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก 
    หากวิเคราะห์ไปยังหุ้นสมาชิกในดัชนี SET100 จะพบว่า มีบริษัทถึง 7 บริษัท ที่มีความมั่นใจทางสถิติเกินกว่า 80% ว่าจะให้ผลตอบแทน Total return เป็นบวกในเดือนกันยายนนี้ ได้แก่ (เรียงตามลำดับความเชื่อมั่น) HANA, BCH, TCAP, JAS, SIRI, GLOBAL, KCE ซึ่งในจำนวนนี้ มี    โดยหุ้นที่แนะนำ "ซื้อ" ในเชิงพื้นฐานอยู่ ณ ขณะนี้ ได้แก่ BCH และ TCAP โดยมีราคาเป้าหมายอยู่ที่ 21 บาทและ 67 บาทตามลำดับ สำหรับหุ้นในกลุ่ม Domestic play ที่มองว่าสามารถเก็งกำไรได้ ได้แก่ GLOBAL ที่ราคาปัจจุบันยังคงต่ำกว่าเป้าหมายของ Consensus ที่ 18 บาท และน่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของภาครัฐ ส่วนหุ้นในกลุ่ม Global play ที่อาจพอเก็งกำไรได้เช่นกัน ได้แก่ HANA และ KCE ซึ่งราคามีการปรับลงมามากในช่วงที่ผ่านมาจากปัจจัยสงครามการค้าและการแข็งค่าของเงินบาท แต่เรามองว่าจะเป็นหุ้นที่มีความผันผวนของราคาค่อนข้างสูงตามปัจจัยภายนอก เพราะฉะนั้นจึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงเป็นสำคัญ

*** เปิดโผ 12 หุ้น Laggard น่าสอยในเดือนก.ย. 
    บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์รายวัน ว่า  หลังจากที่ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นได้แรงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี บวกกับตลาดหุ้นทั่วโลกได้ปัจจัยบวกจากความหวังในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่จะเกิดขึ้น ในต้นเดือนก.ย. และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ของปีอีก 0.25% เป็น 1.75-2.00% ในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย. นี้ 
    ดังนั้นคาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะฟื้นตัวได้ในครึ่งเดือนแรกของเดือนกันยายน ดังนั้นจึงทำการ screen หุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) และเป็นหุ้นพื้นฐานดีทั้งใน SET50 และ SET100 
    โดยหุ้นที่แนะนำ ใน SET50 ประกอบด้วย BH (RSI 29.84) มี upside 39% จากราคาเป้าหมายที่ 195 บาท, TMB (RSI 33.51) มี upside 20% จากราคาเป้าหมายที่ 1.83 บาท, SCB (RSI 36.14) มี upside 27% จากราคาเป้าหมายที่ 155 บาท, BBL (RSI 36.15) มี upside 41% จากราคาเป้าหมายที่ 238 บาท, SCC (RSI 36.84) มี upside 26% จากราคาเป้าหมายที่ 515 บาท, BDMS (RSI 37.04) มี upside 10% จากราคาเป้าหมายที่ 25.75 บาท, KBANK (RSI 38.43) มี upside 33% จากราคาเป้าหมายที่ 211 บาท, TU (RSI 38.69) มี upside 29% จาก ราคาเป้าหมายที่ 22.40 บาท, IRPC (RSI 38.92) มี upside 21% จากราคาเป้าหมายที่ 4.70 บาท, CPN (RSI 39.16) มี upside 30% จากราคาเป้าหมายที่ 86 บาท 
    ขณะที่ใน SET100 ประกอบไปด้วย SPALI (RSI 29.03) มี upside 18% จากราคาเป้าหมายที่ 22.70 บาทและ STEC (RSI 32.96) มี upside 28% จากราคาเป้าหมายที่ 25 บาท

*** ชี้เส้นเทคนิคเป็นขาขึ้น ลุ้นสัปดาห์นี้เห็น 1,680 จุด 
    บล.คิงฟอร์ด เปิดเผยถึงสัญญาณทางเทคนิคของดัชนีตลาดหุ้นไทย ว่า  สัญญาณ SET รายสัปดาห์ที่ผ่านมามีระดับ 1,650 จุด เป็นจุดสำคัญ  หลังจากดัชนีสามารถยืนที่ระดับ 1,636 จุดได้  และในสัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถปิดเหนือ 1,650 จุดได้  ส่งผลให้สัปดาห์นี้ (2-6 ก.ย.62) จะมีแนวรับที่ 1,630 - 1,640 จุด แนวต้าน 1,670- 1,680 จุด  
    บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง เปิดเผยว่า  ดัชนีระยะสั้นมีแนวโน้มกลับเป็นขาขึ้น หลังผ่านระดับ 1,633 จุด มาได้  โดยคาดในสัปดาห์หน้ามีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,660 - 1,667 จุด   โดยนักลงทุนที่มีหุ้น และไม่ได้ขายทำกำไรที่บริเวณ 1,650 จุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังสามารถถือต่อในสัปดาห์นี้ได้   ประเมินแนวรับ 1,633 และ 1,640 จุด  

*** กำไรบจ.ครึ่งปีแรกวูบ  17.1% เหลือ 3.73 แสนลบ. 
     นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลักทรัพย์จดทะเบียนจำนวน 679 หลักทรัพย์ หรือคิดเป็น 95.4% จากทั้งหมด 712 หลักทรัพย์  ผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกปี 2562 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562 พบว่าหลักทรัพย์ที่รายงานผลกำไรสุทธิมีจำนวน 501 หลักทรัพย์ คิดเป็น 73.8% ของหลักทรัพย์จดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
    โดยผลการดำเนินงานในงวดครึ่งแรกปี 2562 หลักทรัพย์จดทะเบียนมียอดขายรวม 5,534,042 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (core operating profit) 424,068 ล้านบาท ลดลง 21.5% และกำไรสุทธิ 373,170 ล้านบาท ลดลง 17.1% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยในไตรมาส 2/2562 หลักทรัพย์จดทะเบียนมียอดขายรวม 2,781,374 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.8% มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก 183,974 ล้านบาท ลดลง 35.8% และกำไรสุทธิ 164,713 ล้านบาท ลดลง 20.7% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน
    “ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปีอ่อนตัวลงมาก เนื่องจากในไตรมาสสองเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอุตสาหกรรม ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงติดตามข่าวสารเศรษฐกิจโลก และพิจารณาการลงทุนด้วยความระมัดระวัง” นายแมนพงศ์ กล่าว
    ในด้านความสามารถการทำกำไรของหลักทรัพย์จดทะเบียนไทยในช่วงครึ่งปีแรก มีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (core operation profit margin) อยู่ที่ 7.7% ลดลงจาก 9.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิ (net profit margin) อยู่ที่ 6.7% เมื่อเทียบกับ 7.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลกระทบนี้ทำให้หลักทรัพย์จดทะเบียนไทยมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนสูงขึ้น ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2562 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.36 เท่า จากช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 1.26 เท่า
    หมวดธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานเติบโตและมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น คือ หมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ และ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด