ข่าวนี้ที่ 1

กูรูเปิดโผหุ้นปันผลสูง รับมือดอกเบี้ยขาลง-ศก.โลกถดถอย

กูรูเปิดโผหุ้นปันผลสูง รับมือดอกเบี้ยขาลง-ศก.โลกถดถอย

โบรกฯเปิดโผหุ้นปันผลสูง รับมือภาวะดอกเบี้ยขาลง หลังคาดเฟดจะลดดอกเบี้ยอีกรอบ 17-18 ก.ย.นี้ ขณะที่ กนง. มีโอกาสหั่นดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.25% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ส่อแววถดถอย แนะกลุ่มพึ่งพาการบริโภคในประเทศ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หลีกเลี่ยงกลุ่มแบงก์  

 *** คัดหุ้นปันผลน่าสะสม  ช่วงดอกเบี้ยขาลง
     ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ? จากผลกระทบประเด็นสงครามการค้า และวัฎจักรดอกเบี้ยขาลง กดดันดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ความน่าสนใจในการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์  ลดน้อยลง (ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด) ในทางกลับกันมีหุ้นที่จะได้รับความสนใจมากขึ้น แทน คือ หุ้นปันผลสูง และยังมีปัจจัยหนุนเสริมจากการที่รัฐ เรียกเก็บภาษี 15% ในกองทุนรวมตราสารหนี้นับตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 62 เป็นต้นมา
     ฝ่ายวิจัยจึงทำการคัดกรองหุ้นปันผลเด่น น่าสะสมลงทุน โดยมีเกณฑ์การพิจารณา จาก  
    -Dividend Yield 62F > 4%
     - Upside > 0
    - แนวโน้มการเติบโตยังดีต่อเนื่องในอีก 1 – 2 ปี ข้างหน้า
    -ฝ่ายวิจัยแนะนำ “ซื้อ ”

  Mkt.Cap Fair Value Upside PER 19F Div Yield(%) EPS Growth 19-20F
TCAP 62.63 63 17.20% 7.8 11.16* 12.30%
TPIPP 46.62 6.8 22.50% 10.7 7.4 20.70%
MCS 4.08 11.3 38.70% 9.3 6.6 42.90%
DRT 5.78 6.58 7.80% 12 6.56 16.30%
PYLON 0.83 7.8 41.80% 15.5 5.91 41.00%
SPALI 40.5 23.2 22.70% 6.5 5.68 17.00%
TTW 55.06 14.4 4.30% 18.7 5.19 9.80%
THANI 26.43 8.05 15.00% 12.8 4.69 5.20%
BCP 35.8 33 26.90% 13.2 4.42 45.90%
PTTEP 454.56 166 45.00% 11.3 4.37 18.90%
INTUCH 203.61 76.4 20.30% 16.1 4.29 20.40%

* TCAP รวมปันผลพิเศษ 4 บาท/หุ้น ผลตอบแทนเฉลี่ยเกือบ 8%

     นอกจากนี้มีกระแสการจัดตั้งกองทุนหุ้นยั่งยืน (เน้นหุ้นยั่งยืนตามเกณฑ์ของตลาดฯ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน) แทนกองทุน LTF น่าจะช่วยเสริมให้กองทุนโครงสร้างพื้นฐานได้รับความสนใจมากขึ้น (ปกติกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว คือ ผันผวนต่ำปันผลสูง) ดังนั้น ฝ่ายวิจัยจึงทำการคัดกรองกองทุนพื้นฐานที่มีขนาดใหญ่ และสภาพคล่องสูง (Market Cap > 2 หมื่นล้านบาท) คาดว่าจะเป็นที่จับจ้องในการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี ประกอบด้วย JASIF , BTSIIF , DIF, EGATIF , TFFIF
     หุ้น Top pick   MCS (FV@B 11.30) โดยคาดกำไรจะไต่ระดับขึ้น ตั้งแต่งวด 3Q62 และทำจุดสูงสุดของปีในงวด 4Q62 จากการคว้างานใหม่อีก 2 โครงการในเดือน ก.ย. นี้ หนุนกำไรปี 2562 จะเติบโตก้าวกระโดดเพิ่มขึ้น เป็น 440 ล้านบาท จาก 417 ล้านบาทในปี2561 และ JASIF เนื่องจากราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมินเพียง 6% เท่านั้น (Premium ตํ่ากว่ากลุ่ม มาก) และสามารถคาดหวัง Dividend Yield ได้สูงถึง 8% ต่อปี และที่สำคัญเป็นกองประเภท Freehold ทำให้ NAV ไม่ถูกลดทอนตามอายุโครงการที่ใกล้หมดลง อย่างประเภท Leasehold

*** คาดเฟดลดอกเบี้ย ก.ย.นี้
    จากภาวะ Inverted Yield Curve ในสหรัฐยังมีอยู่ ตอกย้ำวัฎจักรดอกเบี้ยโลกขาลง โดยสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่ยังยืดเยื้อ โดยวันที่ 1 ก.ย.นี้ ทั้ง 2 ฝั่งมีกำหนดจะขึ้นภาษีนำเข้ารอบที่ 4 ต่อกัน และล่าสุด ตลาดรอว่าจะมีการเจรจากันในเดือน ก.ย. ได้หรือไม่ สร้างความกังวลต่อตลาด ทำให้นักลงทุนยังคงย้ายเงินลงทุนเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย กดดันผลตอบแทนตราสารหนี้ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐ และทำให้เกิดภาวะ Inverted Yield Curve 10–2 ปี (IYC) ระหว่างวันอยู่หลายครั้ง และล่าสุด เกิดติดต่อกันข้ามวัน 2 วัน คือ อัตราผลตอบพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ Bond Yield 2 ปี ที่ระดับ 1.516% ขึ้นมาสูงกว่า Bond Yield 10 ปีที่ลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 1.468% หรือพิจารณาได้จาก Spread อายุ 2 ปีและ 10 ปีที่ลดลง (Bond Yield 30 ปี ที่ลดลงทำจุดตํ่าสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.934%) ทำให้ตีความได้ว่าตลาดเชื่อมั่น การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) วันที่ 17-18 ก.ย.2562 เชื่อมั่น 100% ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยราว 0.25% จากดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 2.25%

*** กนง.จ่อลดดอกเบี้ยตาม
     สอดคล้องกับไทย เศรษฐกิจไทยที่คงอยู่ในแนวโน้มชะลอตัว ทำให้เห็นทิศทางผลตอบแทนพันฐบัตรรัฐบาลของไทย ปรับลดลงต่อเนื่องคล้ายๆกับสหรัฐ แม้จะยังไม่เกิดภาวะ Inverted Yield Curve 10–2 ปี แต่Bond Yield 10 ปีของไทย ที่อยู่ระดับ 1.464%ใกล้เคียงกับ Bond Yield 2 ปีของไทยที่ระดับ 1.421% หรือ เรียก (Flat Yield Curve) และมีแนวโน้มที่อนาคตอาจจะเกิด Inverted Yield Curve 10–2 ปีได้
     โดยรวมทำให้ ASPS ยิ่งเชื่อว่าจะทำให้มีโอกาสที่ กนง. ปรับลดดอกเบี้ยลงอีกเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ราว 0.25% อยู่ที่ 1.25% (ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์) จากดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% ในการประชุมที่เหลืออีก 3 รอบในปี นี้ คือ รอบ 25 ก.ย.62, 6 พ.ย. และ 18 ธ.ค. เพราะยังมีช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยนโยบายกับเงินเฟ้อราว 0.6% ทำให้ ธปท. ยังสามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
     แม้การลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) ของบริษัทลดลง ช่วยให้เงินบาทชะลอการแข็งค่าช่วงสั้น รวมไปถึงช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค (เช่น ดอกเบี้ยจ่ายสำหรับการผ่อนชำระที่อยู่อาศัยน้อยลง) แต่ในทางกลับกันจะกระทบต่อรายได้และ NIM ของธนาคารฯ

*** ดอกเบี้ยขาลงกดดันหุ้นแบงก์
     บล.เอเซีย พลัส ยังมองว่า ภาวะดอกเบี้ยขาลง ยังกดดันหุ้นกลุ่ม ธ.พ. ระยะสั้น จากการศึกษาของฝ่ายวิจัย พบว่าทุก 25bp ของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้-ฝากที่ลดลงเท่ากัน จะกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2562 ของกลุ่มฯ 2562-63 ของกลุ่มฯ ปรับตัวลดลง 3.8% และ 5.2% โดย SCB, KBANK เป็น ธ.พ.ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกเหนือจากการมีโครงสร้างสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัวในปริมาณสูงแล้ว ยังมีการถือหุ้นในบริษัทประกัน (จัดทำงบการเงินรวม) ส่วน ธ.พ. ที่ได้รับผลกระทบรองลงมา คือ KTB, BBL ยังมีสถานภาพเป็นผู้ให้กู้ยืมสุทธิ (net lender) ในตลาดเงินกู้ระหว่างธนาคาร (interbank)

 *** หุ้นผันผวน แนะพักเงิน Domestic Defensive- Dividend Play
    ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,610-1,620 จุดและยังมีความผันผวนสูงจากประเด็นสงครามการค้าที่ยังตึงเครียด รวมถึงภาพ Inverted Yield Curve ที่กดดันและสร้างความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อาจถดถอยในอนาคต
    ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศเริ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้นในส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยต้องรอดูศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 2 ประเด็นทั้งปมถวายสัตย์ไม่ครบและการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เราจึงยังเน้นพักเงินในหุ้น Domestic และ Defensive Play ซึ่งปลอดภัยจากประเด็นดังกล่าว เช่น กลุ่มสื่อสาร กลุ่มนิคมฯ กลุ่มการแพทย์ กลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นต้น ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสามารถเก็งกำไรลุ้นการรีบาวด์หากดัชนีปรับฐานลงบริเวณ 1,590-1,600 จุด
    กลยุทธ์ พักเงินในหุ้น Domestic Defensive และ Dividend Play//รอซื้อเก็งกำไรลุ้นรีบาวด์หากดัชนีปรับตัวลงแรงทดสอบ 1,590-1,600 จุด
     นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า จากกรณีที่ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวน เพราะความไม่แน่นอนของปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่ยังไม่มีข้อสิ้นสุด จึงแนะนำกลุ่มหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนในระดับสูงประมาณ 4% และมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากการบริโภคของเศรษฐกิจในประเทศ ได้แก่ EASTW,EGCO,RATCH,ROJNA และ DIF 
     ขณะที่นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ธีมการลงทุนในกลุ่มหุ้นปลอดภัยจากปัญหาสงครามการค้า และภาวะตลาดหุ้นผันผวน ได้แก่กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลดอัตราดอกเบี้ย และกลุ่มที่มีอัตราผลตอบแทนในรดับสูง เช่น INTUCH,ADVANC,KKP ขณะที่กลุ่มสินเชื่อไฟแนนซ์ ที่จะมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลง จากการลดอัตราดอกเบี้ยได้แก่ SAWAD,AMANAH,JMT ส่วนอุปโภคบริโภคแนะนำ CPF ได้รับประโยชน์จากราคาหมูเป็นช่วงขาขึ้น สำหรับธีมกลุ่มหุ้นรองรับการลงทุน ได้แก่ AMATA และ WHA 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด