ข่าวนี้ที่ 1

เทรดวอร์พ่นพิษ ทำส่งออก61 โตพลาดเป้าแค่ 6.7%  

เทรดวอร์พ่นพิษ ทำส่งออก61 โตพลาดเป้าแค่ 6.7%  

    พาณิชย์ เผยส่งออกปี61 พลาดเป้าโตแค่ 6.7% จากที่คาดหวังโต 8%  สาเหตุหลักจากผลกระทบสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ รองลงมาคือค่าเงินบาทแข็ง แต่ปีนี้ยังกัดฟันคงเป้าส่งออกโต 8% เร่งขยายตลาดส่งออกใหม่เล็ง เกาหลี - กลุ่ม CLMV ฟาก"สมคิด" ระบุพอใจตัวเลขส่งออกเชื่อทำดีที่สุดแล้ว พร้อมหวังจีดีพี61 โต 4% 

 *** ส่งออกปี61 พลาดเป้าโตแค่ 6.7% จากที่หวัง 8% 

     นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศ เดือนธันวาคม 2561 ว่า การส่งออกของไทยในเดือนธันวาคมที่ผ่านมามีมูลค่า 19,381 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 1.72% ขณะที่ทั้งปี 2561 มีมูลค่า 252,486.4 ล้านดอลลาร์ หรือขยายตัวได้ 6.7% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 8% 
    ขณะที่การนำเข้าในเดือนธันวาคมที่ผ่านมามีมูลค่า 18,316.4 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 8.15% ด้านทั้งปีมีมูลค่า 249,231.9 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.51% 
    จากตัวเลขมูลค่าการส่งออก-นำเข้าดังกล่าว ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนธันวาคมเกินดุล 1,064.9 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ทั้งปีเกินดุล 3,254.5 ล้านดอลลาร์  

*** สาเหตุหลักจากสงครามการค้า รองลงมาบาทแข็ง 
    สำหรับสาเหตุที่ทำให้การส่งออกภาพรวมธันวาคม 2561 และทั้งปีที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้นั้น ส่วนใหญ่มาจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเป็นสำคัญ โดยตลาดหลักหดตัว 0.5% โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ติดลบ 5% ด้านตลาดจีนติดลบ 7.3% ตลาดเอเชียใต้ติดลบ 17.6% และอินเดียติดลบ 12.9%  ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ 0.6% ญี่ปุ่นขยายตัวได้ 2.7%  ด้านสินค้าที่ติดลบ คือ สินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบที่ติดลบ 16.9% ด้านแผงวงจรไฟฟ้าติดลบ 4.5%  
       ทั้งนี้ จากการประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าที่มีต่อการส่งออกของไทยในปีที่ผ่านมาพบว่า ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสุทธิ 382.1 ล้านดอลลาร์ โดยคิดเป็นผลกระทบทางตรงจากสหรัฐ ลดลง 41.6% หรือเป็นผลกระทบต่อการส่งออก 421.5 ล้านดอลลาร์ ด้านผลจากห่วงโซ่อุปทานจีน ลดลง 5.8% หรือมีผลลบต่อการส่งออก 438.6ล้านดอลลาร์ ส่วนผล
ทดแทนการส่งออกจีนในสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.6% หรือเป็นผลบวกต่อการส่งออก 478 ล้านดอลลาร์
       “ตัวการที่ทำให้ส่งออกของไทยปี 2561 ที่ผ่านมาพลาดเป้าที่ 8% มาจาก สงครามการค้าสหรัฐ-จีน เป็นสำคัญ โดยหากดูรายตลาดจะพบว่า ตกเยอะมาก ทั้งจากจีนที่ธันวาคม 2561 ติดลบมากกว่า 7% แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันทั่วโลก ไม่เฉพาะกับไทยเท่านั้น ขณะที่ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นนั้น ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อการส่งออกบ้าง ดังนั้นผู้ส่งออกจะต้องปรับตัว เนื่องจากเราไม่สามารถแทรกแซงค่าเงินบาทได้ เราจะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด”นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว

*** สินค้าเกษตร-อุตสาหกรรม ขยายตัวได้ต่ำ  

      ด้านกลุ่มสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวได้ในระดับต่ำ เนื่องจากปัจจัยด้านราคา ในกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น น้ำตาล และยางพารา รวมถึงความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในบางกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะ ยางพารา และกุ้ง ขณะที่ภาพรวมการส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ยังขยายตัวได้ แต่ปริมาณหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะที่กลุ่มอาหารยังขยายตัวสูง เช่น ไก่สดแช่แข็ง และแปรรูป ทูน่ากระป๋อง เป็นต้น 

*** กัดฟันคงเป้าส่งออกปี62โต8% เร่งขยายตลาดใหม่

    ขณะที่ปี 2562 กระทรวงพาณิชย์ยังคงประมาณการส่งออกที่ 8% โดยในปี 2562 การส่งออกยังคงเผชิญความท้าทายจากความผันผวน และปัจจัยเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน รวมถึงเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญมีแนวโน้มชะลอตัว ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรจะอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากอุปทานและสต๊อกตลาดโลกอยู่ในระดับสูง ภาพรวมการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้ในระดับต่ำ ก่อนที่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปี หากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน คลี่คลาย ซึ่งมองว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมการส่งออกให้กลับมาเติบโตดีได้ โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  
     “ในปี 2562 พาณิชย์จะเร่งหาตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพเข้ามาทดแทน เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกไปสู่เป้าหมายที่ 8% โดยเฉพาะการขยายความร่วมมือทางการค้ากับคู่ค้าที่มีศักยภาพ เช่น เกาหลี รวมถึงการขยายความร่วมมือทางการค้าในภูมิภาคอาเซียน  และ CLMV ในโอกาสการเป็นประธานอาเซียน โดยเฉพาะการเจรจความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค ที่เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ASEAN 10 ประเทศ กับคู่ภาคีที่มีอยู่ 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (RCEP) ให้ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกของไทยในอนาคต” นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว

*** สมคิด พอใจตัวเลขส่งออก พร้อมหวังจีดีพี61 โต 4% 

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขการส่งออกปี 2561 ที่ขยายตัวได้ 6.7% ว่า  ถือเป็นตัวเลขที่สูง เมื่อประเมินจากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนในปัจจุบัน และเมื่อประเมินจากตัวเลขการส่งออกของไทยทั้งปีแล้ว ยังคาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปี 2561 จะขยาย
ตัวได้ 4%  
       “จากตัวเลขการส่งออกที่ออกมาทั้งปี 2561 ที่เติบโต 6.7% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 8% ของกระทรวงพาณิชย์ แต่ก็มองว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากแล้ว ในยามที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ธนาคารโลกยังมองว่า เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นพอสมควร และยังขยายตัวได้ดี ซึ่งในปี 2562 มองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.8% ด้วย ส่วนเรื่องการส่งออกของไทย ต้องบอกว่า เราจะต้องเร่งสร้างโครงสร้างการส่งออกให้พัฒนามากกว่านี้ เพราะในวันนี้หากใครที่พึ่งพาการส่งออกอย่างเดียว ไม่พัฒนาจะเหนื่อยแน่นอน” นายสมคิด กล่าว  
       นายสมคิด กล่าวว่า ในปี 2562 ธนาคารโลกประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.8% แต่ในฝั่งของรัฐบาลชุดปัจจุบันขอไม่ตอบตัวเลข เนื่องจากเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะประเมินมากกว่า
 
*** เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากสุดในโลกช่วง 6 เดือนหลังปีก่อน จ่อกระทบส่งออกปีนี้

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในโลกในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2018 ทำให้อาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้
     โดยในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น 5.2% ทำให้เป็นสกุลเงินที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในช่วงดังกล่าว รองลงมาคือสกุลเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งแข็งค่าขึ้น 3.1% และสกุลเงินรีลของบราซิล ซึ่งแข็งค่าขึ้น 2.8%
     นักวิเคราะห์เตือนว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทไทยจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาคส่งออกของไทยชะลอลงอยู่แล้วจากผลกระทบของสงครามการค้าโลก
     'ปีนี้คงจะลำบาก ภาคส่งออกของไทยชะลอตัวลงอยู่ก่อนแล้ว เพราะผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และเมื่อเผชิญปัจจัยลบจากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทจะทำให้รายได้ของภาคส่งออกลดลงเมื่อแปลงมาเป็นสกุลเงินบาท' ดวงรัตน์ ประจักษ์ศิลป์ไทยนักเศรษฐศาสตร์ที่บมจ.ธนาคารทหารไทยกล่าว
     ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ซึ่งอยู่ที่ 207 พันล้านดอลลาร์ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์เป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
     ขณะที่นายจิติพล พฤษามทนันท์ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์บมจ.ธนาคารกรุงไทยคาดว่า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยจะยังคงแข็งค่าขึ้นในปีนี้
     อย่างไรก็ตาม ING Groep NV มีมุมมองที่แตกต่างออกไปว่า เงินบาทของไทยอาจอ่อนค่าลงในปีนี้ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปีนี้เป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน

           
    
 

 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด