ข่าวนี้ที่ 1

จีดีพีไทยครึ่งปีแรกโต 4.8% ธปท.ส่งซิกหมดยุคดอกเบี้ยต่ำ

จีดีพีไทยครึ่งปีแรกโต 4.8% ธปท.ส่งซิกหมดยุคดอกเบี้ยต่ำ

 

      สภาพัฒน์ฯ เผยจีดีพี Q2/61 โต 4.6% ทั้งปีคงเป้าที่ 4.2-4.7% แต่เพิ่มเป้าส่งออกเป็นโต 10% ขณะที่ ธปท.เตรียมทบทวนเป้าจีดีพีใหม่เดือนหน้า จากปัจจุบันคาดโต 4.4% ส่งซิกหมดยุคดอกเบี้ยต่ำ หลัง ศก.เริ่มฟื้นชัดเจน ส่วนประเด็นขาดดุลของตุรกีกระทบไทยในวงจำกัด เตือนลงทุนคริปโตฯ ต้องเข้าใจความเสี่ยง  

***จีดีพีไตรมาส 2 ขยายตัว 4.6%

      นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ขยายตัว 4.6% ขณะที่ครึ่งปีแรกขยายตัว 4.8% ส่งผลให้สศช.ยังคงคาดการณ์จีดีพีปี 2561 ที่ 4.2-4.7% ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามอง คือ อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มาตรการกีดกันทางการค้าเริ่มทวีความรุนแรงและมีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งจะต้องติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป  
      สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ 4.6% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 4.9% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลผลิตภาคเกษตรโดยเฉพาะพืชหลักขยายตัวสูง ขณะที่ภาคนอกเกษตรชะลอลงตามการชะลอตัวของสาขาอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งชะลอลงสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ  

*** ส่งออก Q2โต 12.3% - ปรับเป้าทั้งปีเป็นโต 10% 

       ด้านการส่งออกสินค้าในไตรมาส 2 มีมูลค่า 63,014 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.3% และเป็นการขยายตัวติดต่อกัน 8 ไตรมาส ขณะที่ครึ่งปีแรกการส่งออกของไทยมีมูลค่า 124,803 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11.1% สำหรับทั้งปี สศช.คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ 10% เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่คาด 8.9%  
       ขณะที่การนำเข้าในไตรมาส 2 มีมูลค่า 57,210 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 16.8% ด้านการนำเข้าสินค้าในครึ่งปีแรกมีมูลค่า 112,363 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.3% และคาดว่าทั้งปีการนำเข้าสินค้าจะขยายตัว 15.4% เพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะขยายตัว 12.7% สำหรับดุลการค้าในไตรมาส 2 เกินดุล 5.8 พันล้านดอลลาร์ และครึ่งปีแรกเกินดุลการค้า 12.4 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ทั้งปีคาดว่าจะเกินดุลการค้า 26.7 พันล้านดอลลาร์ ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะเกินดุลการค้า 27 พันล้านดอลลาร์ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 เกินดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์ และครึ่งปีแรกเกินดุล 21.4 พันล้านดอลลาร์   
       ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาส 2 อยู่ที่ 1.3% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่อยู่ที่ 0.6% และครึ่งปีแรกเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1% ส่งผลให้ทั้งปีคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.9-1.4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสแรกอยู่ที่ 0.8% และครึ่งปีแรกอยู่ที่ 0.6%  

*** คงคาดการณ์จีดีพีปี 2561 ที่ 4.2-4.7%


      อย่างไรก็ตาม สศช.ยังคงคาดการณ์จีดีพีปี 2561 ที่ 4.2-4.7% โดยมีค่ากลางที่ 4.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลให้การส่งออกและภาคการผลิตขยายตัวในเกณฑ์ดี และสามารถสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาครัฐ ด้านการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนยังมีแรงสนับสนุนการเติบโต อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามฐานการขยายตัวที่สูงขึ้น ในขณะที่ภาคการผลิตภาคเกษตรยังมีความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วม ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของความผันผวนในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก และการเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งเริ่มเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของราคาสินค้าและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก  
      “ในครึ่งปีหลัง สศช.ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสูงกว่าจีดีพีโลกที่ขยายตัวได้ 4.1% จากการส่งออกที่ขยายตัวในระดับสูง แต่ทั้งนี้ ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคเกษตรที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้นและเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”นายทศพร กล่าว  

*** ธปท.เตรียมทบทวนเป้าจีดีพีใหม่เดือนหน้า  


      นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง อัตราการเติบโตของจีดีพีไตรมาส 2 ที่ 4.6% ว่า เป็นไปตามที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ พร้อมทั้งในเดือนกันยายนนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้อีกครั้ง จากปัจจุบัน คาดการณ์จีดีพีที่ 4.4%  
    อนึ่ง ธปท.จะประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 6 ของปีนี้ ในวันพุธที่ 19 กันยายน 2561
  
*** ส่งสัญญาณหมดยุค ดบ.ต่ำ -  ศก.เริ่มฟื้น


    ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบาย มองว่า ปัจจุบัน ความจำเป็นในการใช้นโยบายผ่อนคลายเป็นพิเศษ หรือ นโยบายดอกเบี้ยต่ำพิเศษมีความจำเป็นน้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับในปัจจุบัน พบว่า หลายประเทศในอุตสาหกรรมหลักเริ่มปรับทิศทางนโยบายการเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศ เช่นเดียวกับที่มีการคาดการณ์ว่า สหรัฐจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปลายปี ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ดังกล่าว อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยไทยไม่สามารถสวนทิศทางตลาดโลกได้  
      “เรื่องดอกเบี้ยพิเศษ ยอมรับว่ามีจำเป็นใช้นโยบายน้อยลง และประเทศอุตสาหกรรมหลักนั้นเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเราไม่สามารถสวนทิศทางตลาดได้ แต่จะเมื่อไหร่ คงต้องดูความเหมาะสม การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น จะต้องอยู่กับหลายปัจจัย เช่น แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ และทิศทางในระยะต่อไป แนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจะแข็งแกร่งหรือไม่  แต่ยังยืนยันว่า หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยบ้าง ก็ไม่ได้หมายความว่านโยบายการเงินจะเปลี่ยนทิศทางทันที” นายวิรไท กล่าว  
 
*** ตุรกีกระทบไทยในวงจำกัด 


    นายวิรไท กล่าวว่า ส่วนผลกระทบจากการอ่อนค่าของค่าเงินตุรกีอย่างรวดเร็วนั้น เนื่องจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง เงินสำรองมีจำกัด จึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ทำให้ค่าเงินในประเทศเกิดใหม่ผันผวน แต่สำหรับไทยนั้น จะกระทบในวงจำกัด เนื่องจากมีการค้าขายระหว่างกันไม่มาก ประกอบกับไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง มีเสถียรภาพ สถานะทางการเงินแข็งแกร่ง สะท้อนจาก 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทไทยผันผวนไม่มากนัก  

*** ค่าเงินจะยังผันผวน ตามสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้าย


      อย่างไรก็ตาม ธปท. ยอมรับว่า จากความไม่แน่นอนในต่างประเทศ เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศอุตสาหกรรมหลัก มุมมองของนักลงทุนต่อมาตรการกีดกันทางการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐ-จีน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน จะส่งผลกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย และทำให้ความผันผวนในตลาดเงิน-ตลาดทุนยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องเร่งปิดความเสี่ยง โดยทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ เช่น การใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน ซึ่งนอกจากช่วยลดความผันผวนของค่าเงินได้ ยังช่วยลดต้นทุนได้ด้วย 

*** เตือนลงทุนคริปโตฯ ต้องเข้าใจความเสี่ยง 


      นายวิรไท กล่าวถึงกรณีที่เกิดคดีฉ้อโกง โดยอ้างการลงทุนในบิทคอยน์ว่าเท่าที่ทราบคดีที่เกิดขึ้นเป็นการใช้บิทคอยน์เป็นช่องทางในการหลอกลวง โดยนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่ใช่การโกงที่เกิดขึ้นในระหว่างการซื้อขายเงินดิจิทัล ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ย้ำเตือนการลงทุนในคริปโตเตคอร์เรนซี่ว่า นักลงทุนต้องเข้าใจตราสารที่จะลงทุนว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้างโดยเฉพาะคริปโตเคอร์เรนซี่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะมีความผันผวนสูง และยังมีความเสี่ยงทางด้านเทคโนโลยี คนที่จะลงทุนต้องศึกษาเข้าใจอย่างละเอียดรวมทั้งเงินที่จะใช้ลงทุนต้องเป็นเงินส่วนเกินที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้
 
    
             
 
 
  

 
 

     







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด