ข่าวนี้ที่ 1

ปิดบิ๊กดีลTMB-TBANK ดันสินทรัพย์ 2 ล้านลบ.

ปิดบิ๊กดีลTMB-TBANK ดันสินทรัพย์ 2 ล้านลบ.

       ทหารไทยปิดดีลควบรวมธนชาต คาดเสร็จสมบูรณ์ปี64  ดันขนาดสินทรัพย์แตะ 2 ล้านลบ. ขึ้นแท่นใหญ่เบอร์ 6 โดยดีลนี้ TMB ใช้เงิน 1.3 แสนลบ.จะประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น 23 ก.ย.นี้ เพื่อขออนุมัติจัดหาเงินทุนก้อนใหญ่ ทั้งออกตราสารหนี้และเพิ่มทุนขาย TSR-PP-RO ยืนยันไม่ปลดพนักงาน ขณะที่คลังพร้อมใช้สิทธิ์ซื้อเพิ่มทุนเตรียม 1.5 หมื่นลบ. โบรกฯ ประเมินมูลค่าหุ้นใหม่ของ TMB หลังควบ 2.06 บาท  ด้านชื่อใหม่ยังไม่ลงตัว

***TMB ขออนุมัติจัดหาเงินทุน 1.3 แสนลบ. เพื่อซื้อหุ้น TBANK
      นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยถึงแผนการควบรวมกิจการระหว่าง TMB และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TBANK ว่า ในช่วงเดือนกันยายนนี้ ธนาคารจะจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อขออนุมัติรายการที่เกี่ยวข้องกับการรวมกิจการ รวมถึงการเพิ่มทุนในการจัดหาเงิน
ทุนเข้าเสนอซื้อหุ้นสามัญของ TBANK จากผู้ถือหุ้น TBANK ทุกราย 
    โดย TMB จะจัดหาเงินทุนรวมทั้งสิ้น 130,000 ล้านบาท ซึ่งมีที่มาดังนี้ 
    สัดส่วน 20% จะมาจาก
    1.การออกและเสนอขายตราสารหนี้ 9,600-16,000 ล้านบาท จากตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 (AT1)ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับราคาในตอนที่ทำการเสนอขาย นอกจากนี้ ยังมาจาก
    2.ตราสารด้อยสิทธิ 15,000 ล้านบาท 
    ส่วนอีก 80% จะมาจาก
    3.การออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน แบ่งเป็น 
                           (3.1) จำนวน 42,500 ล้านบาท จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ผ่านการออกใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ (TSR)ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ TMB โดยกำหนดราคาใช้สิทธิ TSR ที่ 1.35-1.6 บาทต่อหุ้น 
                          (3.2) จำนวน 64,000 ล้านบาท มาจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่นักลงทุนใหม่ ที่ราคา 1.1 เท่าของราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี ภายหลังการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน เพื่อรองรับการใช้สิทธิตาม TSR(1.1*P/BV post-TSR)โดยจะแบ่งเป็น
                        -เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement :PP) ให้แก่นักลงทุนใหม่ 6,400 ล้านบาท 
                        -เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของธนาคารธนชาตทุกราย 57,600 ล้านบาท 
        ทั้งนี้ TMB กำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น 23 ก.ย. 2562 วันที่ไม่ได้รับสิทธิเข้าประชุม (XM) 21 ส.ค. 2562

*** ยืนยันไม่มีแนวทางปลดพนักงาน ยังต้องใช้คนบริการฐานลูกค้า 10 ล้านคน
       นายปิติ  กล่าวยืนยันว่า ธนาคารไม่มีแผนที่จะปลดพนักงานอย่างแน่นอน เนื่องจาก ภายหลังจากควบรวมจะมีฐานลูกค้าถึง 10 ล้านคน ส่งผลให้มีงานที่จะต้องบริหารจัดการจำนวนมาก ทำให้ต้องรักษาบุคลากรที่มีไว้ ดังนั้น การลดพนักงานจึงไม่ใช่แนวทางที่จะดำเนินการ 
       นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ TBANKกล่าวว่า ระหว่างการควบรวมของธนาคารทั้งสองนั้น ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2564 ระหว่างนี้ ยังต้องใช้ทรัพยากรในการทำงาน โดยจะเป็นการเพิ่มทักษะ ซึ่งยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายในการปลดพนักงานในขณะนี้ ด้านสาขาของธนาคารนั้น จะต้องพิจารณาในสาขาที่ใกล้เคียงกัน โดยจะต้องดูตามความเหมาะสม และยึดลูกค้าเป็นสำคัญ และดูแผนธุรกิจในอนาคต สำหรับภายหลังการควบรวมจะมีสาขารวม 920 สาขา และมีพนักงานรวมกันทั้งสิ้น 19,000 คน

*** คาดกระบวนการซื้อขายหุ้นเสร็จ ธ.ค.62 และสมบูรณ์ในปี 64 
       นายปิติ  คาดว่าในเบื้องต้น โครงการถือหุ้นของธนาคารจะมีสัดส่วนประกอบด้วย ING ถือหุ้น 21.3% TCAP ถือหุ้น 20.4% กระทรวงการคลัง 18.4% BNS ถือหุ้น 5.6% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 34.3% 
      ด้านกระบวนการซื้อขายหุ้นทั้งหมด คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 โดยในเดือนมกราคม 2563 ทั้งสองธนาคารจะมีคณะกรรมการและผู้บริหารชุดเดียวกัน และจะทยอยรวมการดำเนินงาน ทีละส่วนงาน ซึ่งคาดว่าจะสมบูรณ์ภายในปี 2564 โดยระหว่างกระบวนการรวมการดำเนินงานยังไม่แล้วเสร็จ ลูกค้าทั้ง 2 ธนาคารจะยังสามารถใช้บริการของธนาคารแต่ละแห่งได้ตามปกติ

*** ขนาดสินทรัพย์เพิ่มเป็นเกือบ 2 ล้านลบ.- ฐานลูกค้ารวม 10 ล้านคน       
     นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร TCAP กล่าวเสริมว่า  เมื่อรวมกันแล้วจะเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าตัว มีสินทรัพย์รวมกันเกือบ 2 ล้านล้านบาท มีโครงสร้างทางธุรกิจและความชำนาญซึ่งเสริมรับซึ่งกันและกัน ธนาคารใหม่ที่เกิดขึ้นจากการรวมกันของทั้ง 2 ธนาคารคือธนชาตและทีเอ็มบี ก็จะเป็นธนาคารที่มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเป็นประมาณ10 ล้านคน มีความทับซ้อนกันไม่ถึง 10% ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการตลาดที่ใหญ่ขึ้น กว้างขวางขึ้น  
    ทั้งนี้ หลังจาก TCAPได้รับชำระค่าหุ้นและเข้าซื้อหุ้นบริษัทลูก หุ้นของบริษัทที่ธนาคารธนชาตลงทุนไว้ TCAP จะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ TMB เป็นจำนวนเงินราว 44,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่า TCAP จะมีเงินสดเหลือจากทำธุรกรรมต่างๆ เหล่านี้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายจัดการจะได้หาแนวทางในการบริหารเงินส่วนนี้ให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุดต่อไป  
     นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ TCAP กล่าวว่า สำหรับเงินสดที่ทุนธนชาตจะได้รับและแผนการใช้เงินนั้น เงินสดที่ได้รับจากการขายหุ้น TBANK ประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยขั้นตอนที่ 1 จะนำไปปรับโครงสร้างหนี้ 14,000 ล้านบาท และนำไปซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน TMB 45,200 ล้านบาท และซื้อหุ้นของบริษัทย่อยและเงินลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก BNS 12,000 ล้านบาท ส่วนเงินสดที่เหลือประมาณ 10,000 ล้านบาท จะนำไปลงทุนในกิจการใหม่ๆ ต่อไป รวมถึงการจ่ายปันผลพิเศษด้วย การซื้อหุ้นคืน และการลงทุนในธุรกิจปัจจุบัน 

*** โครงสร้างใหม่หลังควบรวมจะขาย บลจ.ธนชาต ออกไป 
      ด้านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต จำกัด (TFUND)ธนาคารธนชาต ได้ทำบันทึกข้อตกลงความเข้าใจซึ่งมีผลผูกพันตามกฎหมาย กับ Eastspring Investmants และคาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการสุดท้ายเพื่อดำเนินการขายหุ้นที่ธนาคารถืออยู่แล้วเสร็จภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่ TFUND ดำเนินการไม่แล้วเสร็จก่อนที่TMB จะเข้าซื้อกิจการ จะถูกโอนมายัง TMB ก่อนจากการรวมกิจการกับธนาคารธนชาต จากนั้นจึงดำเนินการขาย TFUND ให้แล้วเสร็จภายหลังการควบรวมกิจการต่อไป
    สำหรับชื่อของธนาคารนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้ชื่อใด โดยจะสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองธนาคารแน่นอน 

*** คลังเตรียมให้กองทุนวายุภักษ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบงก์ใหม่
    นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การควบรวมระหว่างธนาคารทหารไทย หรือ TMB กับ ธนาคารธนชาต (TBANK) ในส่วนของคลังจะให้กองทุนวายุภักษ์เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยมีข้อตกลงด้วยว่า กระทรวงการคลังจะเป็นผู้แต่งตั้งประธานกรรมการต่อไป และหลังการควบรวมยังคงใช้ชื่อธนคารทหารไทยเช่นเดิม
    สำหรับต้นทุนจากเดิมเคยอยู่ 3.84 บาท จะเหลืออยู่ที่ 2 บาทกว่า แต่เป็นเรื่องทีดีต่อผู้ถือหุ้น เมื่อเริ่มต้นศักภาพด้วยต้นทุนใหม่ แต่ยังให้ประโยชน์ต่อคลังเพิ่มขึ้น
    "แบงก์มีความแข็งแกร่งเป็นสิ่งที่ดี มีความพร้อมมีศักยภาพเป็นเรื่องดี... ที่ผ่านมาแก้ไม่ได้เรื่องเพอร์ฟอร์มานซ์ เรื่องต้นทุน จากนี้ก็เริ่มต้นทุนใหม่ หลังควบรวมแม้เค้กน้อยลง สัดส่วนถือหุ้นน้อยลง แต่ประโยชน์มากขึ้น และยังมีกลไกลตัวแทนคลังอยู่ในบอร์ด"
    ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระบวนการซื้อขายหุ้นจะต้องให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้เพราะมีเรื่องสิทธิลดหย่อนภาษี ส่วนกระบวนการควบรวมจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ครึ่ง
    หลังควบรวมกลุ่ม ไอเอ็นจี จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่สัดส่วนถือหุ้นลดลงจาก 29% เหลือ 21% ส่วนคลัง เดิมเคยถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 จะหล่นไปอยู่อันดับ 3 ถือหุ้น 18% และ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP ถือหุ้นอันดับ 2 ที่ 20%
    "สัดส่วนถือหุ้นไม่มีใครเกิน 20% เพื่อความบาลานซ์เรื่องคน ยังบริหารตามบทบาทหน้าที่ CEO ทหารไทยยังปฎิบัติหน้าที่ต่อ แต่เมื่อควบรวมจะเหลือบอร์ดเดียว"
 
***โบรกฯ ประเมินมูลค่าแบงก์ใหม่จะอยู่ที่ 2.06 บาท 
    บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองว่า ในระยะสั้นจะเป็นบวกกับ TCAP เพราะคาดว่าจะได้กำไรจากการขายTBANK เข้ามาก้อนใหญ่ มีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษสำหรับกำไรส่วนนี้ หรืออาจจะทำ Treasury stock ซื้อหุ้นคืน ส่งผลบวกต่อผู้ถือหุ้น TCAP ระยะสั้น แนะนำ "ซื้อเก็งกำไร"  ส่วนระยะยาวจะประเมินอีกครั้งหลังโครงสร้างการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน  
    สำหรับ TMB แม้ว่าการควบรวมกิจการ จะทำให้ได้ธนาคารใหม่ที่มีสินทรัพย์กว่า 1.9 ล้านล้านบาท ฐานลูกค้ากว่า 10 ล้านราย และเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อันดับ 6 แต่คงต้องใช้เวลาในการควบรวมและปรับโครงสร้างเป็นปี ระยะสั้นแนะนำ "เปลี่ยนตัวลงทุน" ไปซื้อ BBL,KBANK ซึ่งราคาถูกมาก และมีศักยภาพในการเติบโตและการทำกำไรได้
ต่อเนื่อง

*** มองดีลนี้เป็นบวกเกิด Synergy ระยะยาว
     บล.เคทีบี(ประเทศไทย) มองดีลนี้เป็นบวกเกิด Synergy ระยะยาว ในแง่ของพอร์ตสินเชื่อที่จะครอบคลุมในทุกประเภท ซึ่งเดิม TMB ไม่มีพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งจะได้พอร์ตนี้มาจาก TBANKซึ่งมีความเชี่ยวชาญมาก และจะเกิดการ Cross-selling ได้มากขึ้น ประกอบกับในด้านของต้นทุนทั้งเรื่องของต้นทุนพนักงานและการลงทุนทางด้าน IT 
    ราคาเป้าหมายของ TMB ที่ 2.12 บาท อิง P/BV ที่ 0.9x เทียบเท่าค่าเฉลี่ย -1.5SD ย้อนหลัง 5 ปี และราคาเป้าหมายของ TCAP ที่ 55.00 บาท อิง P/BV ที่ 0.90x เทียบเท่าค่าเฉลี่ย SD ย้อนหลัง 5 ปี  
    ทั้งนี้ ประเมินมูลค่าหุ้นใหม่ของ NewTMB จะอยู่ที่ 2.06 บาทต่อหุ้น โดยอ้างอิงจากมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ทั้งหมดที่ 1.9 ล้านล้านบาท และอิง ROE ของ TMB และ TBANK เฉลี่ยที่ 10%, P/BV ที่ 0.90 เท่า ซึ่งยังไม่รวมผลของ Synergy ที่จะทำให้ ROE ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต


         

        

        







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด