ข่าวนี้ที่ 1

SET ดิ่งแรงผวาเทรดวอร์! กูรูแนะถือเงินสด-เฟ้นหุ้นปลอดภัย

SET ดิ่งแรงผวาเทรดวอร์! กูรูแนะถือเงินสด-เฟ้นหุ้นปลอดภัย

      หุ้นไทยร่วงหนัก เซ่นพิษเทรดวอร์สหรัฐฯ-จีน ระหว่างวันทรุดกว่า 37 จุด ก่อนรีบาวน์เหลือลบ 24 จุด  ตลท.แถลงด่วนดึงเชื่อมั่น ชี้พี/อี-ปันผล บจ.ไทยยังดูดี "สมคิด" ปลอบอย่าตระหนกเป็นทั่วโลก ด้าน "ธปท." เตือนผู้ประกอบการบริหารเสี่ยงให้ดี เหตุค่าเงินผันผวน ด้านโบรกฯ มองเป็นโอกาสเฟ้นหุ้นปลอดภัย-พื้นฐานดี 

       บรรยากาศการซื้อขายตลาดหุ้นไทยวานนี้ (26 ส.ค.62) กลับมาแพนิคสงครามการค้า(เทรดวอร์)อีกครั้ง เกิดแรงเทขายออกมาตั้งแต่ช่วงเปิดตลาด จนกดดัชนีลงไปลึกถึง 1,609.40 จุด หรือลดลง 37 จุด ก่อนจะรีบาวด์ขึ้นมาในช่วงท้ายตลาดปิดที่ 1,622.73 จุด ลดลง 23.95 จุด หรือ 1.45% มูลค่าการซื้อขาย 6.46 หมื่นล้านบาท 
       สาเหตุหลักมาจาก ความวิตกกังวลต่อความขัดแย้งเรื่องสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐ กับ จีน ซึ่งล่าสุด สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนวงเงิน 2.5 แสนล้านเหรียญฯ เพิ่มอีก 5% เป็น 30% (จากเดิมที่เก็บ 25%) โดยจะเริ่มมีผลยบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 เพื่อเป็นการตอบโต้จีน ในทันทีที่ประเทศจีน ได้ประกาศเรียกเก็บภาษี 5-10% ของสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ วงเงิน 7.5 หมื่นล้านเหรียญฯ  
    
*** "ภากร" หวัง Thailand Focus ฟื้นเชื่อมั่น
    นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดแถลงข่าวด่วนหลังตลาดหุ้นร่วงหนัก ระบุตลาดร่วงแรงมาสาเหตุจากข่าวสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเพิ่มภาษีนำเข้าจากจีน จากเดิม 25% เป็น 30% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เปิดตลาดก่อนในวันนี้ปรับตัวลดลงแรง  ทั้งนี้ ไม่อยากให้นักลงทุนตกใจกับสถานการณ์หุ้นลดลงแรง และให้ติดตามข่าวสารรวมถึงทิศทางตลาดหุ้นดาวโจนส์ในคืนนี้ต่อเนื่อง โดยแนะนำให้กระจายความเสี่ยงในการลงทุน
      หุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อ้างอิงกับการส่งออกไปสหรัฐฯ แต่ยังมีหุ้นบางกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบและไม่ปรับตัวลดลงแรงตาม เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT), กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund)และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund:IFF) เป็นต้น
      "หุ้นไทยร่วงแรงเป็นเพราะสถานการณ์ในโลกมีความไม่แน่นอนสูง แนะติดตามข่าว ข้อมูล และบทวิเคราะห์ต่างๆ โดยในความเสี่ยงมีโอกาสเสมอ ลองดูแล้วกันว่าท่านจะรับความเสี่ยงได้อย่างไร เมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรของสิ่งที่ท่านจะลงทุน  ซึ่งต้องเรียนกับนักลงทุนว่าสถานการณ์แบบนี้มันไม่ค่อยจะเกิดขึ้น ต้องดูข้อมูลให้ดี " นายภากรกล่าว
    ภาพรวมของเม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติ แม้ช่วงที่ผ่านมาจะขายเป็นจำนวนมากแต่ยังเป็นบวกในปีนี้ ซึ่งมองว่านักลงทุนต่างชาติในกลุ่มการลงทุนระยะยาว (Passive Invester) ยังมีโอกาสไหลกลับ เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมี P/E และเงินปันผล ดีกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดภูมิภาค ส่วนกลุ่มเม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติระยะสั้น (Short term)ยังไม่สามารถตอบได้เพราะต้องรอดูทิศทางนโยบายการเงินทั่วโลกประกอบกัน  
    นายภาร เชื่อว่า งาน Thailand Focus ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้เป็นโอกาสดี เพื่อเป็นเวทีเรียกความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเพราะสามารถให้ข้อมูลรัฐบาลชุดใหม่และการสานต่อนโยบายรัฐบาล
      "ตลท.ยังเน้นสื่อสารให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทำความเข้าใจเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกับนักลงทุนผ่านสื่อต่างๆ ก่อนถึงขั้นใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์" นายภากร กล่าว
 
*** "สมคิด" เตือนอย่าตระหนก หุ้นดิ่งแรงทั่วโลก  
     นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ในวันนี้ว่า กรณีที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดช่วงเช้าร่วงกว่า 30 จุดนั้น ขอให้นักลงทุนอย่าตกใจ และกังวลใจ เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตลาดหุ้นไทยเท่านั้น แต่เป็นสถานการณ์ที่กระทบตลาดหุ้นทั่วโลก จากความกังวลเรื่องสงครามการค้า สถานการณ์ Brexit ของสหราชอาณาจักร รวมถึงต้องติดตามการประชุม G7 ที่จะเกิดขึ้นด้วย ว่าจะมีทิศทางอย่างไร
      “หุ้นตอนนี้ไม่ได้ผันผวนแค่ไทย แต่มันผันผวนทั่วโลก โดยที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน มีเรื่อง Brexit แต่อย่างไรก็ตามสำหรับไทย เชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดเงินและตลาดทุนตลอด ขอนักลงทุนอย่าตกใจ หรือกังวล” นายสมคิด กล่าว

***ธปท. จับตาสงครามการค้ายืดเยื้อ-แนะติดตามใกล้ชิด
    นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ ประกาศตอบโต้รัฐบาลจีน ที่ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ รวมมูลค่ากว่า 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในจำนวนนี้ครอบคลุมสินค้าทางการเกษตร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ และรถยนต์ ทำให้สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศมีความเปราะบางมากขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กที่มีเศรษฐกิจเปิด คงหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการส่งออกได้ยาก 
    ทั้งนี้ ภาครัฐได้ช่วยประคองเศรษฐกิจในด้านการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากเทียบกับประเทศในภูมิภาค การส่งออกของไทยนับว่ายังกระจายตัว ทั้งในด้านประเทศคู่ค้าและด้านสินค้าที่ส่งออก ทำให้การลดลงของการส่งออกไทยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาน้อยกว่าหลายๆ ประเทศ เช่น กลุ่มที่ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 
      ด้านตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน มีแนวโน้มผันผวนสูงและอ่อนไหวต่อข่าวสารที่เกิดขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดย ธปท. พร้อมร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมไทย และธนาคารพาณิชย์ ในการให้ความรู้เรื่องเครื่องมือต่างๆ แก่สมาชิกในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
 
 
***KTBST แนะชะลอลงทุน รอสัญญาณตลาดเป็นบวก 
     ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KTBST กล่าวว่า ช่วงต้นสัปดาห์ตลาดจะถูกกระทบจากข่าวเรื่องการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ กับจีน จึงแนะนำชะลอการลงทุนและปรับมาถือเงินสดเพิ่มเป็น 40% จนกว่าจะมีสัญญาณที่จะพลิกตลาด โดยหุ้นกลุ่มอีเล็คทรอนิคส์ ,ชิ้นส่วนรถยนต์ ,น้ำมัน , ปิโตรเคมี มีความเสี่ยงจากสงครามการค้าโดยตรง นักลงทุนอาจเลือกพักเงินในหุ้นที่เสี่ยงต่ำและมีธุรกิจหลักในประเทศ หรือ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ หรือมาตรการต่างๆ ที่จะออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (Domestic play)ได้แก่ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค (RATCH , GULF, BGRIM) รวมไปถึงกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสื่อสาร (ADVANC, INTUCH) และกลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และพลังงานและสาธารณูปโภค ที่จ่ายเงินปันผลสูงที่นักลงทุนสามารถพักเงินได้ (HREIT และ EGATIF) 
      "KTBST เน้นถือเงินสดและหุ้นปลอดภัยในช่วงวันแรกของสัปดาห์ จากภาวะตลาดจะผันผวนสูง โดยหุ้นที่ แนะนำในสัปดาห์นี้ คือ ADVANC,HREIT และ EGATIF และจะมีการปรับพอร์ตเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในวันถัดไป คาดดัชนีฯ สัปดาห์นี้ เคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,660 จุด" ดร.วินกล่าว

***ASP มองเทรดวอร์ ใกล้อิ่มตัว หลังตั้งกำแพงภาษีครอบคลุมเกือบ 100% แล้ว
    บล.เอเซีย พลัส ระบุ สถานการณ์สงครามการค้ากลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังทั้งสองฝ่ายเดินหน้าตั้งกำแพงภาษีเพิ่มขึ้นจนครอบคลุมเกือบทั้ง 100% ของมูลค่าการค้าระหว่างกัน  แต่มองอีกมุมหนึ่ง ความร้อนแรงของสงครามการค้าที่ออกมาในรอบนี้ น่าจะเป็นตัวชี้นำประการหนึ่ง ว่าสถานการณ์ได้ดำเนินมาถึงจุดที่เกือบจะถึงที่สุดเพราะเมื่อตั้งกำแพงภาษีครอบคลุมมูลค่าการค้าระหว่างกันทั้งหมดแล้ว จากนี้ไป หากจะมีมาตรการตอบโต้ระหว่างกัน ก็อาจเป็นเรื่องของการเพิ่มอัตราภาษีที่ผลกระทบไม่น่าจะมากเหมือนการประกาศตั้งกำแพงครั้งแรก หรือไม่ก็เป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งไม่น่าจะมีมากนัก  
    มุมของกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยมองเป็นโอกาสสำหรับการหาหุ้นที่พื้นฐานแข็งแกร่งเพื่อการลงทุนระยะยาว โดยจุดที่เข้ารับหากพิจารณาบน Downside ที่มากสุดคือ กำหนด Market Earning Yield ไว้ที่ 5% (หมายความว่าหากนักลงทุนย้ายเงินออกจาพันธบัตรมาซื้อหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น 5%) จะให้ค่า PER บริเวณ 15.38 เท่า ให้ค่า SET Index ที่บริเวณ 1,540 จุด  

         
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด