ข่าวนี้ที่ 1

SET พ.ค. เสี่ยงเจอ Sell in May ลุ้นผลเลือกตั้ง-งบบจ.Q1

SET พ.ค. เสี่ยงเจอ Sell in May ลุ้นผลเลือกตั้ง-งบบจ.Q1

      โบรกฯ เผย  SET พ.ค.นี้เดาทางยาก ชี้ยังต้องรอดูบทสรุปการเมือง ทั้งผลเลือกตั้ง และสูตรตั้งรัฐบาลผสม  แถมงบบจ.ส่อแววชะลอ หลังคาด Q1/62 จะโต 2.5-2.6 แสนลบ. ลดลง10% เทียบ Q1/61  แต่ยังได้ MSCI เพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย - ดบ.ต่ำ - รัฐฯ กระตุ้นศก.หนุน พร้อมเปิดสถิติ โอกาสเกิด Sell in May มีถึง 70%  ประเมินกรอบเดือนนี้ไว้ที่ 1,620 – 1,720 จุด  แนะหาจังหวะเก็บหุ้นที่ 1,650 จุด พร้อมจัดกลุ่มหุ้นน่าลงทุนทั้งธีม MSCI - SET50 - SET100 - เงินสดแกร่ง นิคม และโลจิสติกส์ 

*** บล.ทรีนีตี้ คาด SET พ.ค.62 แกว่งตัวในกรอบ 1,620 – 1,720 จุด 
    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่าดัชนีหุ้นไทยในเดือนพฤษาคม 2562 มีโอกาสแกว่งตัวในกรอบ 1,620-1,720 จุด ทั้งนี้มีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ การถูกเพิ่มน้ำหนักของหุ้นไทยในตะกร้าดัชนี MSCI EM ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินจาก Passive fund ทั่วโลกไหลเข้ามาราว 6 หมื่นล้านบาทในช่วงปลายเดือน ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจะเป็นปัจจัยประตับประคองกลุ่มพลังงานรวมถึงดัชนีได้ โดยหลังจากวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ สหรัฐฯ ได้กระตุ้นให้ 8 ประเทศสำคัญ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ตุรกี อิตาลี และกรีซ ยุติการนำเข้าน้ำมันจากประเทศอิหร่านอีกต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยจำกัด Supply น้ำมันให้ไหลเข้าสู่ตลาดน้อยลง
    ส่วนปัจจัยจำกัด Upside ของดัชนีฯ ที่สำคัญยังคงได้แก่ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ที่ยังคงถูก Downgrade อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามที่คาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบของการที่บริษัทต่างๆ ต้องตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพนักงานตามพรบ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ในช่วงไตรมาส 1-2 นี้ โดยในเชิงกลยุทธ์การลงทุน หลังจากที่แนะนำขายทำกำไรไปแล้วที่บริเวณดัชนีฯ 1,680 จุด ประเมินว่านักลงทุนสามารถรอจังหวะการเข้าลงทุนใหม่ได้ที่บริเวณดัชนีต่ำกว่าระดับ 1,650 จุด ลงมา โดยให้แนวรับแรกไว้ที่ 1,640 จุด และแนวรับสำคัญที่ 1,620 จุด

*** ชู 5 กลุ่มหุ้นเด่นน่าเล่นประจำเดือนนี้ 
    นายณัฐชาต ประเมินธีมการลงทุนที่น่าสนใจประจำเดือนพฤษภาคม ประกอบไปด้วย 1. หุ้นที่คาดว่ามีโอกาสจะถูกนำเข้าดัชนี MSCI Standard Index ในการประกาศรอบเดือนพฤษภาคม ได้แก่ KTC 2.หุ้นที่คาดว่ามีโอกาสจะถูกนำเข้าดัชนี SET50 Index ในการประกาศรอบเดือนมิถุนายน ได้แก่ OSP และ SAWAD 3. หุ้นที่คาดว่ามีโอกาสจะถูกนำเข้าดัชนี SET100 Index ในการประกาศรอบเดือนมิถุนายน ได้แก่ BEC 4. หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2562 ในเกณฑ์ดี และจากการวิเคราะห์เชิงปริมาณของทรีนีตี้พบว่า มักเป็นกลุ่มที่ปรับตัวได้ดีในเดือนพฤษภาคมของทุกปี มอง STANLY มีความน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีความเชื่อมั่นทางสถิติสูงกว่า 83% ว่าจะให้ผลตอบแทน Total return ในเดือนพฤษภาคมเป็นบวก และยังไม่เคยให้ผลตอบแทนติดลบในเดือนดังกล่าว และ 5. หุ้นกลุ่ม Turnaround ซึ่งคาดว่าจะมีผลการดำเนินงานปีนี้เติบโตเกินกว่า 100% และยังมีการเติบโตต่อในปี 2563-64 พร้อมทั้งมี PBV ปัจจุบันต่ำกว่า 1 เท่า ได้แก่ THRE
    “ในเดือนพฤษภาคม เราประเมิน SET Index ว่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,620 – 1,720 จุด โดยหลังจากที่ผ่านมาแนะนักลงทุนขายทำกำไรไปแล้วที่ดัชนีบริเวณ 1,680 จุด มองว่าสามารถรอจังหวะการเข้าลงทุนใหม่ได้ที่บริเวณดัชนีฯ ต่ำกว่า 1,650 จุดลงมา ให้แนวรับแรกที่ 1,640 จุด และแนวรับสำคัญที่ 1,620 จุด แนะนำถือหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการปรับตะกร้าดัชนี และหาจังหวะเข้าลงทุนหุ้นกลุ่มยานยนต์และหุ้น Turnaround” นายณัฐชาต กล่าว

*** คาดกำไรบจ. Q1 อยู่ที่ 2.5-2.6 แสนลบ. วูบ 10 %      
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ในเดือนนี้ ประเด็นที่ดูจะมีน้ำหนักต่อทิศทางของ SET Index น่าจะเป็นประเด็นทางการเมือง  ทั้งการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. อย่างน้อย 95% หรือ 475 คน จากทั้งหมด 500 คน ก่อนเข้าสู่กระบวนการที่นำไปสู่การได้มาซึ่งรัฐบาลจากการเลือกตั้ง   ซึ่งกระบวนการอย่างเป็นรูปธรรมในการเลือกนายกรัฐมนตรี น่าจะเริ่มขึ้นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค. ตามด้วยการจัดตั้งรัฐบาล หากสถานการณ์ต่างๆ ดำเนินไปอย่างเป็นขั้นตอนปกติ ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ซึ่งจะทำให้ Fund Flow ไหลกลับเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายเดือน พ.ค. 2562 แต่สำหรับช่วงครึ่งแรกของเดือน น่าจะเป็นช่วงที่รอความชัดเจน 
    อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องติดตามคือการประกาศผลประกอบการงวด Q1/62 ซึ่งประเมินจากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจคาดว่าจะเห็นการกลับขึ้นมาเป็นปกติของฐานกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในช่วง 2.5 – 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากงวด Q4/61 ซึ่งมีกำไรสุทธิราว 1.6 แสนล้านบาท แต่น่าจะยังลดลงจากฐานกำไรสุทธิในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (Q1/61) ที่มีกำไรสุทธิมากกว่า 2.9 แสนล้านบาท หรือลดลงประมาณ 10% 
    
***  MSCI เพิ่มน้ำหนัก SET - ดบ.ต่ำ - รัฐกระตุ้นศก. ยังหนุนตลาด   
     ปัจจัยหนุนการลงทุนตลาดหุ้นไทยเดือนพ.ค.ได้แก่  น้ำหนักตลาดหุ้นไทยใน MSCI EM Index เพิ่มขึ้นจาก 2.3% เป็น 2.8% หลังจากให้นำ NVDR เข้ามาคำนวณ และอาจจะมีการนำหุ้นเข้ามาคำนวณเพิ่มใน Quarterly Re-balancing รอบพ.ค.ซึ่งจะมีผลปลายพ.ค.นี้ ประกอบกับ กระแสข่าวว่า MSCI อาจเลื่อน MSCI China All Share จากเดิม 1 มิ.ย.62 เป็นปลาย พ.ย.62 ส่งผลให้มีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทย 7.62 หมื่นล้านบาท SCC และ BDMS ถูกคาดหมายเงินว่าจะมีเงินไหลเข้ามากสุดที่ 7.5-8.0 พันล้านบาท และ 5.3-5.7 พันล้านบาท ตามลำดับ 
     ขณะที่ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก แม้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐและจีนจะดีขึ้น แต่เชื่อว่าสองประเทศยังคงนโยบายผ่อนคลายการเงินไว้ก่อน ซึ่งดอกเบี้ยต่ำเป็นบวกต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นปันผลสูง, Property Fund & REIT
    นอกจากนี้การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนมีความคืบหน้าดี  ภาคการผลิตและส่งออกจีนเดือนมี.ค.ฟื้นตัว  และรัฐบาลไทยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล้วนแต่เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดในเดือนนี้ทั้งสิ้น  
    กลยุทธ์การลงทุน ธีมและหุ้น Top picks สำหรับเดือนพ.ค.62 เป็นดังนี้  ธีมปันผลสูง  KKP- HREIT- WHART - JASIF  ธีมเก็งกำไรผลประกอบการ RJH - GFPT - TU - SVI  ธีม Defensive CPALL -  BEM -  RJH - GPSC ธีมวัฏจักรการลงทุน หุ้นเด่น AMATA -  STEC - SEAFCO  

*** เปิดสถิติ โอกาสเปิด Sell in May มีถึง 70%  
     บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคมปีนี้มีโอกาสที่จะถูกแรงเทขายในเดือนพฤษภาคม หรือ Sell in May เนื่องจากสถิติ 10 ปีย้อนหลัง พบว่า ดัชนีในช่วงเดือนพฤษภาคมปรับลงถึง 7 ครั้ง จาก 10 ครั้ง คิดเป็นความน่าจะเป็นถึง 70% โดยมีอัตราการปรับตัวลงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ -2.7% โดยกลุ่มที่มักปรับลงได้แก่ พลังงาน ลดลงราว 1.5% ปิโตรเคมี ลดลงราว 1.2% แบงก์ ลดลง -1.2% ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้นในเดือนนี้ได้แก่ ยานยนต์ เพิ่มขึ้น 3.0% โรงพยาบาล เพิ่มขึ้น +2.9% กลุ่มอาหาร เพิ่มขึ้น +2.1%
         โดยมีปัจจัยกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวชัด  กำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/2562 ของตลาดอาจต่ำกว่าคาด  ขณะที่ราคาน้ำมันก็เริ่มมีโอกาสในการขึ้น ไม่ได้มองเป็นปัจจัยหนุนราคานัก แต่จะทำให้กลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน ยกเลิกมาตรการลดการผลิต จนถึงส่งสัญญาณเพิ่มการผลิต ส่วนปัจจัยการเมืองก็จะกดดันในระยะสั้น  แต่หากการเมืองมีความชัดเจนและได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ อาจจะทำให้ตลาดขึ้นทดสอบ 1,700 จุด  
    ตลาดหุ้นไทยจะพักตัวลงก่อน โดยมองกรอบล่างไว้ที่แนวรับ 1,645 และ 1,630 จุด ส่วนกรอบบนคาดถูกจำกัดที่ 1,690-1,700 จุด ดังนั้นกลยุทธ์เดือนพฤษภาคมแนะนำใช้การคัดเลือกหุ้นรายตัว (Selective Buy) ในหุ้นที่ยังไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกลุ่มอุตสาหกรรม (Laggard) หรือมีปัจจัยโดดเด่นเฉพาะตัว โดยเฉพาะด้านผลการดำเนินงาน ประกอบด้วย BBL เนื่องจาก ราคาหุ้น Laggard, Valuation น่าสนใจ, ได้ประโยชน์สูงสุดจากวัฏจักรการลงทุน, CHG เนื่องจาก ราคาหุ้น Laggard และคาดมี Upside Risk จาก Positive Surprise กำไรในไตรมาส 1/2562  GFPT มีปัจจัยด้านราคาไก่ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ลดลงหนุนผลการดำเนินงาน, TRUE ราคาหุ้น Laggard กลุ่ม ขณะที่ผลประกอบการมีแนวโน้มพลิกกลับมามีกำไร, TU ราคาวัตถุดิบทูน่าที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงาน
     
***  กลุ่มเงินสดแกร่ง - นิคม -โลจิสติกส์ ก็น่าสนใจ   
    บล.เออีซี (AECS) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า   สัปดาห์นี้ (7-10 พ.ค. 62) มองทิศทางของ SET Index มีโอกาสแกว่งลง เพราะปัจจัยลบจาก การปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนของ Bloomberg Consensus  และการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ที่ยังไม่ชัดเจน แนะลงทุนหุ้น 3 กลุ่มคือ        กลุ่มหุ้นกระแสเงินสดแข็งแกร่ง  ได้แก่ กลุ่มพลังงานทางเลือก แนะนา BGRIM (บริษัทตั้งเป้ารายได้โต 15-20%YoY หลังรับรู้รายได้โครงการ ABPR3, ABPR4 และ ABPR5 กำลังการผลิตไฟรวม 399 MW เต็มปี บวกกับมีโครงการใหญ่ที่จะ COD ในปี 62 ทั้งโครงการ Solar DTE1&2 กำลังการผลิต 420MW และโครงการ Phu Yen TTP อีก 257MW ซึ่งบริษัทคาดเริ่ม COD ในช่วง 2H62) และ SSP (ปี 62 ตั้งเป้า COD เพิ่มอีก 65.6 MW จากโซลาฟาร์มมองโกเลีย 16 MWและโซลาร์ฟาร์มเวียดนาม 49.6MW ส่งผลให้สิ้นปีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 157.1MW จากปี 61 ที่ 90.4MW)
     กลุ่มนิคมและโลจิสติกส์ อานิสงส์บวกทั้งราคาขายและยอดขายพื้นที่ในเขต EEC โตเด่น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แนะนำ AMATA (ปัจจุบันมีพื้นที่รอการขาย 2,274 ไร่, พื้นที่รอการพัฒนาอีกราว 8,837 ไร่และที่ดินสำหรับ Commercial Area รวม 1,227 ไร่ โดยตั้งเป้ายอดขายที่ดินปีนี้ไว้ที่ 1,005 ไร่จากปีก่อนที่มียอดขายรวม 863 ไร่)  และ BEM (ตั้งเป้าปีนี้ธุรกิจรถไฟฟ้ามีจานวนผู้โดยสารจะเติบโต 5-7%YoY จากปีก่อนมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 3.1 แสนเที่ยวคน/วันทั้งนี้ตั้งเป้าปี 64 จานวนผู้โดยสารจะแตะ 5-5.5 แสนเที่ยวคน/วัน จากการเปิดเดินรถส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-หลักสอง ก.ย. 62 และช่วงเตาปูน-ท่าพระ มี.ค. 63 ส่วนปริมาณจราจรบนทางด่วนปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 1-2%YoYใกล้เคียงปีก่อนที่เติบโต 1.3%YoY) และ AOT (ช่วง ม.ค.-มี.ค. 62 เผยจำนวนเที่ยวบินโต 2.71%YoY และจำนวนผู้โดยสารโต 2.41%YoY)
     กลุ่ม Mid to Small Cap  ที่กำไรปี 62 จะมีแนวโน้มโตเด่นเลือก TWPC (ปี 62 คาดกาไรโตเด่น 146.6%YoY จากแผน Inorganic Growth และสภาวะขาดแคลนวัตถุดิบเริ่มดีขึ้น และ SVI หนุนด้วยเป้ารายได้โต 20%YoY จากลูกค้าใหม่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด รวมถึงลูกค้าจากจีนที่มีความต้องการสินค้าสูงขึ้นหลังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน นอกจากนี้มีโครงการซื้อหุ้นคืนในวงเงิน 1,000 ลบ. จำนวน 130 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 17 เม.ย.-16 ต.ค.62
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด