สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 24 พฤษภาคม 2561 | 17:36

หุ้นไทยดิ่ง 21 จุด ต่างชาติถล่มขายกลุ่มพลังงาน

หุ้นไทยดิ่ง 21 จุด ต่างชาติถล่มขายกลุ่มพลังงาน

    ดัชนีตลาดหุ้นไทยดิ่งหนักร่วง 21.09 จุด มาปิดที่ 1,732.51 จุด ต่ำสุดในรอบเกือบ 2 เดือน นับจาก  4 เม.ย.61 ดัชนีปิดที่ 1,724.98 จุด โดยมีแรงขายหนักในหุ้นใหญ่กลุ่ม PTT ที่ร่วงติดต่อกันหลายวัน โบรกฯเชื่อ Fund flow ไหลออกยังกดดัน ระบุหากแรงขายปรับพอร์ตของต่างชาติจบสิ้นพ.ค.นี้ หุ้นไทยจะฟื้นตัวในเดือนมิ.ย.

*** เอเซีย พลัส มอง SET ดิ่งหนักจากแรงขายหุ้นกลุ่มปตท.
    
    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส  (ASP) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลงค่อนข้างแรง มาจาก 2 ส่วน คือ แรงขายหุ้นในกลุ่ม ปตท. ทั้ง PTT-PTTEP-PTTGC อีกปัจจัยคือ เชื่อว่า Fund flow ยังคงไหลออกอยู่
    ในส่วนของ PTT เชื่อว่าไม่มีประเด็นลบใหม่แล้ว แต่พอมีแรงขายอยู่ก็ทำให้หุ้นปรับลงแรง ส่วนหนึ่งเพราะที่ผ่านมาหุ้นพลังงานปรับขึ้นต่อเนื่องแบบกระจุกตัวที่นำตลาดปรับขึ้นไป เมื่อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานถูกขาย ตลาดจึงดิ่งลงแรง สำหรับหุ้น PTT ระยะสั้นจึงแนะนำ swich ไปก่อน ให้ราคาเป้าหมาย 54 บาท แต่ก็เชื่อว่าราคาหุ้นที่ปรับลงแรง ถ้ามีอัพไซด์ 5-10% ก็เป็นจังหวะเข้าเก็บของสถาบัน
    ในส่วนของ Fund flow เชื่อว่าจะยังไหลออกอยู่ เพราะ Bond Yield สหรัฐฯยังสูง ขณะที่่ต่างชาติมีแรงชอร์ตในฟิวเจอร์สเยอะอยู่
    สำหรับทิศทางตลาดหุ้นวันศุกร์เชื่อว่า การที่ดัชนีปรับลงแรง ก็มีโอกาสที่จะรีบาวน์ แต่คงไปไหนไม่ไกล เพราะ Fund flow ที่ไหลออกยังกดดันอยู่  ให้แนวรับ 1,730 จุด แนวต้าน 1,750 จุด

*** บล.กสิกร เผยต่างชาติเทขายกลุ่มพลังงานฉุดดัชนีร่วงหนัก 

    นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลง มีปัจจัยกดดันมาจากนักลงทุนต่างชาติมีแรงเทขายออกมาในกลุ่มพลังงาน ตามการลดน้ำหนักการลงทุนในต่างประเทศ จากความกังวลในตลาดเกิดใหม่   (Emerging Market) ซึ่งจากการเทขายในกลุ่มพลังงาน ส่งผลลบเชิงจิตวิทยาของนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ เป็นผลให้เกิดแรงขายในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และสื่อสาร ตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น เนื่องจากภาพรวมในประเทศยังค่อนข้างดูดี อย่างกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/61 ที่ทำสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน,จีดีพีที่มีการเติบโตถึง 4.8% รวมทั้งปัจจัยการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น
    สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุน แนะนำให้นักลงทุน ลงทุนในหุ้นอิงตามภาวะเศรษฐกิจ อาทิ PYLON,STEC,SYNTEX,BBL ,SIRI,LH และ WHA
    ขณะที่ บทวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ระบุ SET Index ปรับตัวลงแรง เป็นการพร้อมใจกันปรับลงของ Big cap อย่าง ปตท (PTT PTTEP PTTGC) กลุ่มสือสารฯ (TRUE ADVANC) รวมไปถึงธนาคาร สะท้อนว่าต่างชาติและกองทุนในประเทศน่าจะเป็นคนขายต่อเนื่อง
    ตลาดปรับลดลงแม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากที่ พ.ร.ป. การได้มาซึ่ง สว. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่ง จะนำไปสู่การเลือกตั้งปลายไตรมาส 1/62 ปีหน้า และความผ่อนคลายในการประชุม FOMC
    โดยตลาดยังซีเรียสกับสถานการณ์ระหว่างจีนและสหรัฐอยู่ ล่าสุด ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าสินเข้าจีนอีกรอบ ถ้าจีนไม่ยอมช่วยขาดดุลการค้าของสหรัฐมูลค่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายใน 2 ปี นอกจากนี้ได้ให้ วิลเบอร์ รอสส์ (รมต.ว่าการกระทรวงพาณิชย์) ตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์และรถบรรทุก ทำให้อาจเกิดความกังวลที่สหรัฐอาจเรียกเก็บภาษีรถยนต์ 25% โดยปัจจัยดังกล่าวเป็นแรงฉุดตลาดหุ้นเอเซียภาคเช้า
          
*** บล.บัวหลวง คาดแรงขายปรับพอร์ตของต่างชาติจบสิ้นพ.ค.นี้
    
    บล.บัวหลวง ระบุ สัปดาห์หน้า MSCI Re balances คาดแรงขายปรับน้ำหนักตลาดหุ้นไทย ของนักลงทุนต่างชาติ น่าจะเริ่มน้อยลง (โดยเฉพาะเมื่อวานผ่านพ้นสัปดาห์หน้าไป) หลังเฟสแรกของการ เพิ่มหุ้น จีน ตลาด A Share จบ (ส่วนเฟส 2 มีอีกรอบเดือน สค.) แรงขายต่างชาติ ไม่ได้มีผลต่อหุ้นไทยมากนักตลอดปีที่ผ่านมา ดังนั้น ถ้าแรงขายปรับพอร์ตของต่างชาติรอบแรก จบลงในเดือนนี้ คาดหุ้นไทยเดือน มิย. จะกลับมาขึ้นต่อได้ดีกว่าที่ตลาดคาด
    อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบวก ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.ป.ที่มา ส.ว.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ส่วน พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. นัดอีกครั้ง 30 พ.ค. หุ้นที่เชื่อมโยงกับการบริโภค และการลงทุน แนะนำ Outdoor media (PLANB VGI) นิคม (WHA AMATA) รับเหมา (STEC CK SEAFCO) ค้าปลีก (ROBINS BJC) อสังหา (SPALI GOLD) ยานยนต์ (SAT AH) สินเชื่อ (SCB KBANK BBL MTC ECL)
    ส่วนหุ้นบูลชิพใหญ่ และหุ้นที่ลงแรงตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คาดมีแรงซื้อคืนช่วงสั้น Cover short
    
*** บล.ฟิลลิป มองหุ้นลงแรง หลัง`ทรัมป์`ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์-การเมืองไทยเสี่ยง
    

   บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองตลาดหุ้นปรับตัวลงต่อ จาก Sentiment เชิงลบ หลังปธน.ทรัมป์ ประกาศแผนปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ และชิ้นส่วน และภาพการเมืองไทยที่ยังดูมีความเสี่ยงเมื่อยังต้องลุ้นผลวินิจฉัยร่าง พรบ.ประกอบฯ ในส่วนของการเลือกตั้ง สส. ขณะที่ราคาพลังงานในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลมีแนวโน้มเข้าแทรกแซงราคาดีเซล และ LPG ซึ่งจะกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน และดัชนีให้มีโอกาสปรับตัวลงต่อ มองกรอบผันผวนบ่ายนี้ระหว่าง 1730-1745 จุด

*** บล.เคที ซิมีโก้  คาดเงินต่างชาติไหลเข้า หากโรดแมปเลือกตั้งชัดเจน
    
    บทวิเคราะห์ บล.เคที ซิมีโก้ คาดการณ์ตลาดหุ้นไทย-ระยะเดือน ผันผวนในกรอบ 1730-1780 จุด อิงความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นโลกยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะประเด็นสงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ นโยบายดอกเบี้ยเฟดที่เป็นทิศทางขาขึ้นต่อเนื่อง และการวิตกต่ออุปทานน้ำมันดิบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยถ่วงตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงตลาดหุ้นไทยรายวัน - คาดลงสลับรีบาวด์ โดยจุดลุ้นรีบาดว์อยู่ที่ 1745/30 จุด แนวต้าน 1760 จุด ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังคงกว้างขึ้นระหว่างดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนแรงขายต่างชาติในระยะสั้น
    อย่างไรก็ดี เราคาดว่า แรงขายต่างชาติจะชะลอลงหลังโอกาสเลือกตั้งไทยตามโรดแมปเดิมมีความเป็นไปได้สูงขึ้น (จับตาผลวินิจฉัยร่าง ส.ส. พุธหน้า)
    โรดแมปการเลือกตั้งฯ ต้นปีหน้า มีความเป็นไปได้มากขึ้นเราคาดว่าโอกาสของการเลือกตั้งตามโรดแมปเดิมของรัฐบาลช่วงต้นปี 62 มีความเป็นไปได้สูงขึ้น หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยต่อร่างกฎหมายที่มาสมาชิกวุฒิสภา ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และคาดว่าการวินิจฉัยร่างกฎหมายเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 30 พ.ค. มีโอกาสสูงที่จะออกมาในทิศทางเดียวกัน (สอดคล้องกับมุมมองของประธานกรธ. มีชัย ฤชุพันธ์ ที่คาดว่าศาลฯจะวินิจฉัยแล้วเสร็จทันในช่วงเดือน มิ.ย. และมั่นใจว่าโรดแมปการเลือกตั้งจะอยู่ช่วงเดือน ก.พ. 62)
    ขั้นตอนหลังจากนั้น ทางนายกฯ จะนำเสนอร่างกฎหมายฯ ทูลเกล้าถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเพื่อทรงลง พระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ภายใน 90 วัน) และมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น 90 วัน และจะมีการเลือกตั้ง
    หลังจากนั้นภายใน 150 วัน ทั้งนี้ ในเดือน มิ.ย. นี้ หัวหน้าคสช. จะมีการเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ทั้งพรรคการเมืองและกกต. มาหารือถึงความพร้อมในการกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าจะเป็นการสิ้นสุดความไม่แน่นอนต่อกำหนดการเลือกตั้งครั้งต่อไป

*** เฉลี่ย SET Index ให้ผลตอบแทน +7.3% ช่วง 6 เดือน ก่อนเลือกตั้ง

    หากพิจารณาจากข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วดัชนี SET มีการปรับตัวในเกณฑ์ดี โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.3% ในช่วง 6 เดือนก่อนการเลือกตั้งและปรับขึ้นต่อเนื่องอีก 1.8% ในช่วง 1 เดือน หลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ ดอกเบี้ยโลกที่เปลี่ยนเป็นทิศทางขึ้น การสิ้นสุดของมาตรการ QE ของสหรัฐฯ ปัญหาสงครามทางการค้า ฯลฯ ทำให้เราคาดว่ากระแสเงินทุนไหลเข้าของต่างชาติอาจไม่สูงมากเหมือนในอดีต แต่อย่างน้อยจะสามารถผลักดันดัชนีตลาดฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีนี้ขึ้นไปแตะใกล้ระดับคาดการณ์ในกรณีฐานที่เราทำไว้ที่ 1,890 จุดสำหรับการลงทุนระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า แนะนำ หุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่คำนวณอยู่ใน MSCI Thailand ที่มี % Upside สูงกว่า 10% ได้แก่ PTT CPALL AOT KBANK PTTGC SCC CPN BDMS IRPC BEM

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด