ข่าวนี้ที่ 1

IVL ทุ่ม 6 หมื่นลบ.ซื้อออกไซด์ระดับโลก ลั่นไม่เพิ่มทุน

IVL ทุ่ม 6 หมื่นลบ.ซื้อออกไซด์ระดับโลก ลั่นไม่เพิ่มทุน

    "อินโดรามา เวนเจอร์ส"  ทุ่ม 2,000 ล้านดอลล์ ซื้อกิจการ Huntsman  ผู้นำธุรกิจออกไซด์ระดับโลก ยกเป็นดีลมูลค่าสูงสุดในประวัติการณ์  ลั่นเพิ่มกำลังการผลิตอีก 3 ล้านตัน/ปี หนุน EBITDA ให้บริษัทปีละ 100 ล้านดอลล์  ภายในปี 65 หวัง core EBITDA โตเป็น 2 เท่าในปี 66  ยันไม่เพิ่มทุนแถมเริ่มรับรู้กำไรตั้งแต่ปี 63 พร้อมกางแผนธุรกิจ วางงบลงทุน 5 ปี (62-66) 5 พันล้านเหรียญฯ ลุยซื้อกิจการ-ขยายธุรกิจต่อ  โบรกฯ ฟันธงดีลนี้สุดคุ้ม ให้เป้าหมาย 59 บาท


*** ซื้อโรงงาน 5 แห่ง มูลค่ารวม 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มกำลังผลิต 3 ล้านตัน/ปี
    
    นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL กล่าวว่า บริษัทซื้อกิจการ Huntsman ผู้นำระดับโลกในธุรกิจออกไซด์ ที่มีฐานการผลิตขนาดใหญ่และมีการลงทุนบริเวณพื้นที่ชายฝั่งสหรัฐอเมริกา และในประเทศอินเดียและออสเตรเลีย มูลค่ารวมของธุรกรรมฯ เท่ากับ 2,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าประมาณ 61,960 ล้านบาท)1 โดยบริษัทจะชำระเป็นเงินสดทั้งหมด
    การเข้าซื้อกิจการดังกล่าว คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการขออนุมัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
    ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรมฯ ผู้ขายจะแบ่งขายเฉพาะสินทรัพย์/ธุรกิจบางส่วน ที่ตั้งอยู่ที่ (1) Port Neches รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา (โรงงาน Port Neches), (2) เมือง Dayton รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา (โรงงาน Dayton),(3) เมือง Alvin (Chocolate Bayou) รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา (โรงงาน Chocolate Bayou), (4) เมือง Botany รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย (โรงงาน Botany) และ (5) เมือง Ankleshwar ประเทศอินเดีย (โรงงาน Ankleshwar) โดยธุรกิจ/สินทรัพย์ที่ได้มาจะมีกาลังการผลิตรวมประมาณ 3 ล้านเมตริกตันต่อปี

*** ลั่นไม่ต้องเพิ่มทุนซื้อ Huntsman - เริ่มรับรู้กำไรตั้งแต่ปี 63
    
    บริษัทไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุนเพื่อคืนเงินกู้ระยะสั้น (Bridge Loan Facility Agreement) กับสถาบันการเงิน จำนวน 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการเข้าซื้อกิจการบริษัท Huntsman Corporation ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าเงินกู้ดังกล่าวจะครบกำหนดชำระคืนใน 1 ปีข้างหน้า ซึ่งบริษัทมีเงินสดภายในอยู่ราว 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และกระแสเงินจากการดำเนินงานในอนาคตรองรับไว้แล้ว
    ดีลดังกล่าวประเมินว่ามีความคุ้มค่าที่สุดในประวัติการณ์ เนื่องจากมีมูลค่าสินทรัพย์เมื่อเทียบกับกระแสเงินสดสุทธิก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EV/EBITDA) อยู่ที่เพียง 5.7 เท่า เมื่อเทียบกับดีลอื่นของบริษัทที่เฉลี่ยอยู่ 6 เท่า
    การลงทุน Huntsman คาดว่าจะเริ่มรับรู้ผลกำไรเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีแรกหรือในปี 63 จะช่วยเพิ่ม EBITDA จากการลงทุนดังกล่าวปีละ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือใกล้เคียงเป้าหมายกำไรหลักก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (Core EBITDA) ที่เราตั้งเป้าจะเติบโตเป็น 2 เท่าในปี 66

*** หวังเพิ่ม EBITDA ปีละ 100 ล้านเหรียญฯ ภายในปี 65

    การลงทุนนี้ทำให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มประกอบการเต็มรูปแบบ และผลประโยชน์ที่เกื้อกูลกันจะช่วยเพิ่ม EBITDA จากสินทรัพย์เหล่านี้ ปีละ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2565 ทั้งนี้ การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวจะทำให้กำไรหลักก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (Core EBITDA) ของบริษัท เสมือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากปี 2561
    การซื้อกิจการในครั้งนี้ถือเป็นการขับเคลื่อนบริษัทสู่เป้าหมายการเป็น บริษัทเคมีภัณฑ์ระดับโลกที่มีความหลากหลายและมีรายได้จากหลายกลุ่ม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน Huntsman เป็นผู้นำระดับโลกในธุรกิจออกไซด์ (EOs) แบบบูรณาการและอนุพันธ์เอทิลีนออกไซต์ (EOD) ที่มีฐานการผลิตขนาดใหญ่และมีการลงทุนบริเวณพื้นที่ชายฝั่งสหรัฐอเมริกา รวมทั้งในประเทศอินเดียและออสเตรเลีย
    การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ช่วยส่งเสริมกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจออกไซต์แบบ บูรณาการและธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษของไอวีแอลให้แข็งแกร่ง รวมทั้งเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มในกลุ่ม EODs และอนุพันธ์โพรพิลีนออกไซด์ ช่วยขยายขอบเขตความเชี่ยวชาญของไอวีแอลในด้านการ ดำเนินธุรกิจออกไซด์แบบบูรณาการบริเวณพื้นที่ชายฝั่งสหรัฐอเมริกา ผ่านความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ขนาดธุรกิจระดับโลก ตลอดจนการสร้างความแตกต่างทางธุรกิจและเทคโนโลยี

*** หนุน core EBITDA โตเป็น 2 เท่าในปี 66

    ราคาซื้อคำนวณจากมูลค่าสุทธิของกิจการที่ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และภาระผูกพันเงินบำนาญรอตัดบัญชีจำนวนไม่เกิน 76 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็น EV/EBITDA 5.7* เท่า ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถของไอวีแอลในการบรรลุเป้าหมายการสร้างการเติบโตของ core EBITDA เป็น 2 เท่าในปี 2566
    ธุรกิจที่เข้าซื้อนั้นเป็นธุรกิจที่ทำกำไร มีการเติบโต และโดดเด่นแตกต่างจากธุรกิจโอเลฟินส์อื่นๆในอุตสาหกรรม โดยมีมูลค่าซื้อต่ำกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับต้นทุนการสร้างโรงงานใหม่ จึงถือเป็นการเข้าซื้อกิจการที่เปลี่ยนเกมธุรกิจของไอวีแอล และเป็นการเข้าซื้อกิจการที่ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท และเป็นหนึ่งในการซื้อกิจการโดยบริษัทไทยที่มีมูลค่าสูงสุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
    ความสำเร็จอีกขั้นตามแผนการเติบโตด้วยการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ ซึ่งมีความเหมาะสมกับกลุ่มธุรกิจเอทิลีนออกไซต์แบบบูรณาการและเคมีภัณฑ์ ชนิดพิเศษที่มีการเติบโต กิจการที่เข้าซื้อของบริษัท Huntsman นี้เป็นผู้นำในธุกริจเอทิลีนออกไซต์และอนุพันธ์โพรพิลีนออกไซด์ มีรายได้ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA margin) อยู่ที่ร้อยละ 18 ในปี 2561
    การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ ส่งผลให้ไอวีแอลมีกลุ่มธุรกิจที่มีความสมดุล ประกอบด้วยธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกันและมีการบูรณาการในตลาด ที่มีความเฉพาะระดับโลก และอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ผันตามเศรษฐกิจ รองรับความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยเป็นตลาดที่มีการเติบโตในประมาณร้อยละ 5 ไอวีแอลจึงเป็นผู้นำตลาดอย่างแท้จริง ถือครองที่หนึ่งหรือสองในตลาดที่เป็นธุรกิจเป้าหมายในภูมิภาคที่คัดสรรแล้ว
    การทำธุรกรรมนี้ใช้เงินทุนจากกระแสเงินสดภายในและการจัดหาเงินกู้โดยไม่ กระทบส่วนของผู้ถือหุ้น ส่งผลให้โมเดลทางธุรกิจของไอวีแอลนั้นมีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด อย่างชัดเจนและมั่นคง โดยมีแหล่งรายได้มาจากหลายหลายแหล่ง ทำให้ไอวีแอลเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์เพิ่ม เติมให้แก่ไอวีแอล
    
***วางงบ 5 ปี (62-66) 5 พันล้านเหรียญฯ ซื้อกิจการ-ขยายธุรกิจ

    การลงทุนในอนาคตบริษัทได้งบลงทุนในช่วง 5 ปี (62-66) ไว้ที่ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทได้ลงทุนไปแล้ว 2 พันล้านสหรัฐฯ หรือราว 6.19 หมื่นล้านบาท ในการเข้าซื้อกิจการบริษัท Huntsman ที่คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4/62 ต่อจากนี้ บริษัทยังคงมองหาโอกาสการซื้อกิจการธุรกิจที่เกี่ยวข้องและขยายธุรกิจเดิม โดยหากมีดีลขนาดใหญ่บริษัทก็มีขีดความสามารถในการลงทุนได้ราว 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 0.94 เท่า จะควบคุมไม่ให้เกิน 1 เท่า

*** ปีนี้คง Core EBITDA ที่ 1.5 พันล้านดอลล์ แม้ปิดซ่อมโรงงาน

    ภาพรวมผลการดำเนินงานในส่วน Core EBITDA ในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะได้รับผลกระทบจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงานผลิตออกไซด์ไป 4 เดือนตามแผน และผลกระทบจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้คลังสินค้าพร้อมส่งผลิตภัณฑ์ PTA และ IPA ของบริษัท IndoramaVentures Quimica S.L.U.ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองซานโรเก (San Roque) ในประเทศสเปนซึ่งส่งผลกระทบเล็กน้อยต่อการจัดหาวัตถุดิบบรรจุถุง (Bagged Material) ซึ่งความเสียหายดังกล่าวคาดใช้ระยะเวลาราว 12-18 เดือนถึงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
    ส่วนสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ บริษัทมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานอย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทมีโรงงานที่เป็นฐานการผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่มีการผลิตและจำหน่ายอยู่ในประเทศนั้นๆ โดยมีสัดส่วนการส่งออกไม่ถึง 10% จึงไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว

*** กำไรโค้งสองทรุด 72% เหลือ 2.2 พันลบ.ครึ่งปีแรกแค่ 5.9 พันลบ.

    ผลดำเนินงานไตรมาส 2/62 มีกำไรสุทธิ 2,267 ล้านบาท ลดลง 72% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8,242.68 ล้านบาท ส่งผลงวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 5,974 ล้านบาท ลดลง 57% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 14,056 ล้านบาท

*** บล.เคทีบี แนะ"ซื้อ" เป้า 59.00 บาท
    
    บล.เคทีบี ระบุทIVL ประกาศซื้อโรงงาน 5 แห่ง มูลค่ารวม 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 3 ล้านตัน/ปี หรือเพิ่มราว+23% YoY และเพิ่ม EBITDA +25% YoY (ที่มา: SET)
    KTBST มองเป็นบวกในการเข้าซื้อโรงงานดังกล่าวจาก 1) ช่วยต่อยอดในธุรกิจ Olefins ปลายน้ำของบริษัท, 2) ช่วยเพิ่ม EBITDA ในกับบริษัทได้ราว 350 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี หรือเพิ่มขึ้น +25% YoY, และ 3) มูลค่าที่ซื้อไม่แพงคิดเป็น EV/EBITDA ที่ 5.5 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสากรรมที่อยู่ราว 6-7 เท่า เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 59.00 บาท



Tags:

IVL




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด