สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 8 พฤษภาคม 2561 | 17:51

SET พ.ค. อ่วม ฝรั่งขายไม่ยั้ง - คาดกำไรบจ. ทรุด

SET พ.ค. อ่วม ฝรั่งขายไม่ยั้ง - คาดกำไรบจ. ทรุด

    SET เดือน พ.ค. มีแววปรับฐานต่อเนื่อง รับความไม่แน่นอนจากทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศจ่อเทขายหุ้นไทยตลอดทั้งเดือน หลังเงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว เป็นตัวเร่งฟันด์โฟลว์ไหลออก ประกอบกับคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/61 ที่อาจต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้นักวิเคราะห์หั่นเป้าดัชนีปีนี้เหลือ 1,888 จุด จากเดิม 1,914 จุด

*** โบรกฯฟันธงหุ้นไทยรูดถึงสิ้นเดือนพ.ค.

    นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด(มหาชน) เผยดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือนพ.ค. คาดว่าจะปรับตัวลดลงไปจนถึงปลายเดือน จากปัจจัยกดดันทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯที่ยังไม่มีความชัดเจน 
    ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังต้องติดตามความชัดเจนในการประกาศใช้พรบ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)ซึ่งจะได้ข้อสรุปในเดือนปลายพ.ค.นี้ และความชัดเจนเลือกตั้งที่ต้องติดตามถึงข้อสรุปการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และตีความร่าง พ.ร.ป. ส.ส. ในปลายเดือน พ.ค.นี้ หลังจากที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเลือกตั้งว่าด้วยการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และตีความร่างพ.ร.ป.ส.ส. ที่จะมีผลต่อกำหนดช่วงเวลาในการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าอย่างเร็วที่สุดในไตรมาส1/62 ก็อาจจะมีโอกาสการเลือกตั้งได้ 
    ทั้งนี้การเลือกตั้งเป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติค่อนข้างอ่อนไหวมาก สะท้อนจากที่ผ่านมาที่มีแรงซื้อและขาย ตามการพูดของนายกรัฐมนตรีในเรื่องของการเลือกตั้ง ซึ่งหากสามารถสรุปช่วงระยะเวลาในการเลือกตั้ง ตามที่คาดการณ์จะทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาได้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้
    อย่างไรก็ตามบริษัทได้ปรับลดเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 61 เป็น 1,888 จุด จากเดิมที่ 1,914 จุด เนื่องจากคาดกำไรกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปี 61 จะลดลงหลังประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมธุรกรรมทางการเงินผ่านทางดิจิทัล เป็นผลให้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลง 
    แต่ดัชนียังคงได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจไทยที่มีการขยายตัวที่ดี โดยในปีนี้คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โตไม่ต่ำกว่า 4% ซึ่งในไตรมาส 1/61 อยู่ที่ 4.2% จากการส่งออกยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การท่องเที่ยวจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ดีขึ้น กำลังซื้อของประชาชนที่ฟื้นตัวกลับมาดีขึ้น การลงทุนภาครัฐที่ดีขึ้นจากการลงทุนโครงการต่างๆ ที่ประเมินว่าในปีนี้จะมีโครงการออกใหม่ 44 โครงการ มูลค่าราว 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การบริโภคของภาคเอกชนดีขึ้น
    ทั้งนี้ มองการปรับลงของดัชนีในช่วงเดือนพ.ค.นี้ เป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าซื้อเพื่อสะสมในหุ้นบางตัว เช่น BBL, KTB, MTC, ORI, LH, BEAUTY, CPN, CPALL, HMPRO, KCE, TISCO, BGRIM, SPRC, PT, PTTGC และ BEM

*** คาดกำไรบจ. Q1/61 หดตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    บล.เอเซีย พลัส เผยจะเริ่มเห็นแรงขายหุ้นรายตัวในช่วงรายงานงบQ1/61  ซึ่งล่าสุด(8พ.ค.)มีบริษัทจดทะเบียนรายงานผลประกอบการ Q1/61 แล้วราว 46 บริษัท คิดเป็น 29% ของ Market Cap ทั้งตลาดฯ หรือมีกำไรสุทธิรวมกันได้ 1.09 แสนล้านบาท น้อยช่วงเดียวกันปี 60 ที่มีกำไรสุทธิรวม 1.1 แสนล้านบาท และหากนับเฉพาะผลการดำเนินงานภาคธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Real Sector) จะพบว่ากำไรสุทธิ Q1/61 จะรวมกันอยู่ที่เพียง 5.6 หมื่นล้านบาท น้อยกว่า Q1/60 ที่ 5.9 หมื่นล้านบาท  
    ทั้งนี้คาดว่ากำไรสุทธิรวมทุกบริษัทจดทะเบียนใน Q1/61 จะลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากปีก่อนมีฐานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นผลมาจากการบันทึกกำไรพิเศษของบมจ.ปตท.(PTT)และ ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP)ไม่มีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ อีกทั้งบมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล(PTTGC)ยังทำกำไรสูงสุดรายไตรมาสนับตั้งแต่เข้าตลาดฯ

*** ต่างชาติอาจเทหุ้นไทยตลอดเดือนพ.ค.

    ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่าจากการประเมินพบต่างชาติจะยังคงขายหุ้นไทยต่อไปในเดือนนี้ เนื่องจากผลประกอบการในไตรมาส 1/61 หลายกลุ่มออกมาแย่กว่าคาด เช่น กลุ่มธนาคาร เนื่องจากเจอปัจจัยลบเข้ามากดดัน ทั้งจากการยกเลิกค่าธรรมเนียม การลดดอกเบี้ย ประกอบกับสินเชื่อยังไม่มีการขยายตัวตามที่คาดไว้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติประเมินสถานการณ์กลุ่มแบงก์อาจไม่เหมาะที่จะลงทุนในช่วงนี้
    “ตอนนี้ฝรั่งหันมาเล่นหุ้นที่อิงตามการส่งออก เพราะเงินบาทที่อ่อนค่า เช่น CPALL DELTA แต่เชื่อว่าฝรั่งจะขายหุ้นต่อในเดือนนี้ และ ปลายเดือนมิ.ย. น่าจะกลับมาดีขึ้น ทำให้เราไม่ได้ปรับเป้าดัชนีปีนี้ลง ยังคงไว้ที่ 1,910 จุด โดยปีที่แล้วช่วง 7 เดือนแรกก็ sideway แต่พอ 4 เดือนสุดท้ายหุ้นวิ่งกระฉูด”นายปริญญ์ กล่าว

*** ดอลลาร์แข็งค่าหนุนต่างขาติขายหุ้นเอเชีย

    บล.เอเซีย พลัส เผยต่อว่าหลังจากรายงานงบ Q1/61 เสร็จสิ้นกลางเดือนพ.ค. คาดตลาดจะได้รับผลกระทบฟันด์โฟลว์ไหลออกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลังจากที่ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สัปดาห์ที่แล้ว ยังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างน้อย 2 ครั้งๆ ละ 0.25% ภายในสิ้นปีนี้  แต่เงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมายทำให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยอาจจะมากกว่าคาด และ หนุนดอลลาร์แข็งแกร่งมากที่สุดเมื่อเทียบทุกสกุลของโลก ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ยังเดินหน้าแข็งค่าต่อเนื่องสูงสุดในรอบ 3 เดือน ตรงข้ามกับค่าเงินเอเชียที่เริ่มกลับมาอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยเฉพาะเงินบาทซึ่งมีแนวโน้มอ่อนค่าเร็วหลังจากแข็งค่ากว่า 13.46% ภายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับริงกิตของมาเลเซีย แข็งค่าลดลงเหลือราว 12.1% นับจากต้นปี 60  ยกเว้นรูเปียะห์อินโดนีเซียและเงินเปโซของฟิลิปปินส์ยังอ่อนค่าอยู่ 
    สอดคล้องกับภาพรวมที่นักลงทุนต่างชาติยังคงเดินหน้าขายสุทธิหุ้นทุกประเทศในภูมิภาคกว่า 275 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 5) เริ่มจากไต้หวันขายสุทธิ 176 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 6) ตามมาด้วยอินโดนีเซีย 48 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 11), ฟิลิปปินส์ 9 ล้านเหรียญ (หลังซื้อสุทธิเพียงวันเดียว), และไทยที่ถูกต่างชาติขายสุทธิอีก 43 ล้านเหรียญ หรือ 1.36 พันล้านบาท (ขายสุทธิเป็นวันที่ 11 มีมูลค่ารวมกว่า 2.32 หมื่นล้านบาท) ต่างกับสถาบันในประเทศที่สลับมาซื้อสุทธิ 587 ล้านบาท (หลังขายสุทธิเพียงวันเดียว)

*** ย้ำต่างชาติขายหนักเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ย้ำสถานการณ์ที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยกับภูมิภาคในขณะนี้ ถือว่ามีมูลค่าการขายระดับที่สูงและเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ  ซึ่งการไหลออกของเงินทุนตลาดเกิดใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการ Q1/61 ของสหรัฐส่วนใหญ่ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก รวมถึงดัชนีอัตราเงินเฟ้อ Core PCE ที่ปรับขึ้นใกล้เป้าหมายของเฟด จะหนุนให้เฟดมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
    ซึ่งการไหลออกของเม็ดเงินจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging market)เคยเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันในปี 56 ที่เรียกกันว่า “Taper Tantrum” สมัยนาย Ben Bernanke เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ โดยได้แถลงชะลอการเข้าซื้อพันธบัตรสหรัฐ หรือ ชะลอ QE ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ10 ปี พุ่งขึ้นกว่า 30bps และ Dollar Index ปรับขึ้นสูงกว่า 3% สร้างความตื่นตระหนกกับนักลงทุนทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั่วโลกผันผวน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด