ข่าวนี้ที่ 1

กูรูหั่นเป้าดัชนี 100 จุด หวั่นจีดีพี-กำไรบจ.โตต่ำกว่าคาด

กูรูหั่นเป้าดัชนี 100 จุด หวั่นจีดีพี-กำไรบจ.โตต่ำกว่าคาด

"ทิสโก้"  ปรับลดเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยครึ่งปีแรกเหลือ 1,750 จุด จากเดิม 1,850 จุด หลังกำไร บจ.ในไตรมาส 4/61 ออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดขยายตัวเพียง 3.5% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม หลังหลังส่งออกชะลอ-ลงทุนภาครัฐล่าช้า หวังรัฐบาลใหม่ฟื้นความเชื่อมั่น แนะลงทุนหุ้นปันผลสูง ลุ้น MSCI จ่อเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย ด้าน"สมคิด"วอนนักการเมืองพูดให้น้อยลง เน้นเรื่องเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจ 

*** หั่นเป้าดัชนีครึ่งปีแรกเหลือ 1,750 จุด
     นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า  ทิสโก้ได้ปรับลดเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยครึ่งแรกปีนี้ เหลือ 1,750 จุด จากเดิมที่ให้เป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,850 จุด เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวได้เพียง 3.5% ปรับลงจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 4% เพราะภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และการลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานใน EEC อาจล่าช้ากว่าคาด
    ประกอบกับตัวเลขผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่ 4/2561 จำนวน 496 บริษัทจากทั้งหมด 613 บริษัทออกมาต่ำกว่าที่คาดอย่างมาก ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2562 ลงมาอยู่ที่ 110.3 บาท ลดลงจากประมาณการเดิม 4.4% และปรับลด EPS ปี 2563 มาอยู่ที่ 120.3 บาท ลดลงจากเดิม 3.7%

*** หลังเลือกตั้งหวังความเชื่อมั่นฟื้น
     บล.ทิสโก้ประเมินว่าในเดือนมีนาคมและเมษายน ตลาดหุ้นไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวและดัชนีจะปรับขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,700 จุดได้ ในเดือนเมษายน ผลบวกจากบริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศจ่ายปันผลซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเพราะราคาหุ้นปรับลงไปมาก นอกจากนี้ การเลือกตั้งในประเทศที่จะเริ่มเห็นความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลแล้วว่าจะมีพรรคการเมืองใดบ้างที่ร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
    ฝ่ายวิเคราะห์มองว่ากรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ หลังเลือกตั้งแล้วจะได้รัฐบาลผสมที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนจากการเปลี่ยนกฎเกณฑ์เรื่องการนำหุ้นเข้าคำนวนดัชนี MSCI Emerging Market ( MSCI) ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยต้องจับตาว่า วันที่ 29 มีนาคม 2562 MSCI จะประกาศนำใบแสดงสิทธิ NVDR เข้ามาคำนวณในดัชนีหรือไม่ หากประกาศใช้จะส่งผลให้หุ้นไทยถูกปรับน้ำหนักในดัชนี MSCI เพิ่มขึ้นจาก 2.5% เป็น 3.0% ซึ่งจะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าซื้อหุ้นไทยเพิ่มประมาณ 5 หมื่นล้านบาท

*** แนะลงทุนหุ้นรายตัว-พื้นฐานดี
     บล.ทิสโก้  แนะนำลงทุน ในเดือนมีนาคม 2562 มีหุ้นแนะนำทั้งหมด 3 ธีม คือ หุ้นที่คาดว่าจะได้รับการปรับน้ำหนักเพิ่มจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของ MSCI และมีพื้นฐานที่ดี ได้แก่ BDMS, DTAC, RATCH และ SCC หุ้นที่คาดจะถูกปรับประมาณการกำไรขึ้น ได้แก่ JWD และ MAJOR และหุ้นที่คาดว่ากำไรไตรมาสที่ 1/2562 จะออกมาคือ ได้แก่ BEM, RS และ STEC
      บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง แนะการลงทุนเดือนมีนาคม   ประเมินกรอบการแกว่งตัว SET บริเวณ 1,620-1,680 จุด โดยคาดว่าจะเป็นเดือนที่มีความผันผวนสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา จากปัจจัยการเมืองโลก/ในประเทศ คงคำแนะนำ ถือเงินสดไม่ต่ำกว่า 40% พร้อมเน้นลงทุนในกลุ่มไฟฟ้า (EGCO) , รถไฟฟ้า (BEM) กลุ่มท่องเที่ยว (SPA) และกลุ่มค้าปลีก (CPALL) และเลือก PTTEP เป็นตัวแทน Global play
    บล.เอเซีย พลัส ระบุ ??หลังจากงบ 4Q61 ต่ำกว่าคาด เพราะเกิดจาก การรับรู้  Stock Gain/ Stock Loss ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์  ทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้น  หรือ  EPS ลดลงจากเดิม 9.85% เหลือ 97.89  บาท (จากเดิม  108.58  บาท)  และเนื่องมีการปรับสมมติฐานใหม่คือ  1) ราคาน้ำมันดูไบ 65 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เทียบกับ 70 เหรียญฯ ในปี 2561  2) อัตราแลกเปลี่ยนจาก 33 บาท ต่อ  ดอลลาร์ เหลือ 32 บาท สะท้อนเงินบาทที่แข็งค่ามากกว่าคาด  และ 3) รับรู้ต้นทุนค่าแรงตามพรบ. คุ้มครองแรงงานที่คาดว่าจะสูงเกือบ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2562 จึงปรับประมาณการ EPS ปี 2562 ลง 6% เหลือ 105.42 บาทต่อหุ้น แต่ยังเติบโต ( EPS Growth)  ราว 8%yoy  ทำให้ดัชนีเป้าหมายปี 2562 หากกำหนด P/E 16 เท่าเดิม จะมี upside จำกัด  กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้เลือกลงทุนเป็นรายหุ้น  ประกอบด้วย หุ้นปันผลเด่นดังที่มีหุ้นสมบัติคือผันผวนน้อยกว่าตลาดแต่มีเงินปันผลและ upside สูงหรือ  1L2H และหรือหุ้นปันผลที่สูง ดังที่นำเสนอใน Market Talk ตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา   และหุ้นที่มีกำไรโดดเด่น ใน 1Q62

*** คัด 5 กลุ่มหุ้นเด่น Q1/62 
    บล.เอเซีย พลัส ยังได้เลือกหุ้นที่คาดว่าจะมีผลกำไรโดดเด่นใน 1Q62  ได้แก่ดังต่อไปนี้ 
      1. กลุ่มปิโตรเลี่ยม   ที่คาดว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และราคาน้ำมันปัจจัยได้ฟื้นตัวจากปลายปี 2561 และขึ้นมายืนเหนือสมมติฐานของ ASPS โดยอยู่ที่  66 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ได้แก่ PTT(FV@B56) คาดกำไรสุทธิ 1Q62 จะพลิกกลับมาเติบโตจาก 4Q61 แม้มีแนวโน้มราคาขายปิโตรเลี่ยมเฉลี่ยที่ลดลง แต่จะหนุนจากการที่ไม่มีการบันทึกขาดทุนสต๊อกน้ำมันในระดับสูงเช่นที่เกิดขึ้นใน 4Q61 รวมทั้งกำไรจากบริษัทร่วมที่กลับมาเติบโต  ยกเว้น PTTEP(FV@B168) คาดกำไรปกติงวด 1Q62 จะอ่อนตัวลงQoQ กดดันจากปริมาณและราคาขายเฉลี่ยปิโตรเลียมที่ลดลง   
     2. หุ้นโรงไฟฟ้า: EGCO(FV@B275) คาดกำไรสุทธิคาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 4Q61 เพราะจะไม่มีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในระดับสูงเช่นในงวดที่ผ่านมา และผ่านพ้นช่วง low season รวมถึงการกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลัง หลังมีการ shutdown โรงไฟฟ้าในงวด 4Q61 ไปแล้ว
     RATCH(FV@B60) คาดกำไรปกติงวด 1Q62 จะพลิกกลับมาเติบโตจากงวด 4Q61 ตามผลของฤดูกาล รวมถึงโรงไฟฟ้าที่หยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงไปในงวด 4Q61 กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มที่ในระดับปกติ และคาดในงวดนี้จะไม่มีแผน shutdown โรงไฟฟ้าเพื่อหยุดซ่อมบำรุงจำนวนมาก 
 BGRIM(FV@B32.5) คาดกำไรปกติงวด 1Q62 จะเพิ่มขึ้นจาก 4Q61 หนุนจากรับรู้โรงไฟฟ้าโซลาร์ Solar 2017 เต็มไตรมาส, โรงไฟฟ้า BPLC1 ที่กลับมาเดินเครื่องปกติ, ค่า Ft ที่เพิ่มขึ้น และค่า SG&A คาดจะลดลงตามฤดูกาล
     EA(FV@B51) คาดกำไรปกติงวด 1Q62 จะเติบโตจากงวด 4Q61 จากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังลมจากช่วง high season ตามฤดูกาล และรับรู้โรงไฟฟ้าพลังลมหนุมาน 2 โครงการ ที่เพิ่ง COD
      3. กลุ่มปิโตรเคมี-โรงกลั่น
     PTTGC(FV@B79) แนวโน้มกำไรสุทธิ น่าจะเพิ่มจากงวด 4Q61  เพราะน่าจะมี stock gain เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวข้างต้น แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานปกติคาดจะลดลง   เพราะในงวด 1Q62 ยังมีแรงกดดันจาก spread ปิโตรเคมีทั้งสายโอเลฟินส์  และสายอะโรเมติกส์ รวมถึงค่าการกลั่น (GRM) อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ที่ลดลง แต่จะมีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงเดือน มี.ค.- เม.ย. เพราะจะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลหยุดซ่อมบำรุงหลายแห่งทั่วโลก 
     TOP(FV@B78)  เช่นเดียวกัน คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ น่าจะเพิ่มจากงวด 4Q61  เพราะน่าจะมี stock gain เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวข้างต้น แต่คาดกำไรปกติมีโอกาสอ่อนตัวจาก 4Q61 ตามค่าการกลั่น 1QTD อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ที่มีการอ่อนตัวลงเช่นกัน  ยกวเน spread ผลิตภัณฑ์พาราไซลีนที่ยังทรงตัวใกล้เคียงกับงวด 4Q61  
     IRPC(FV@B6.7) เช่นเดียวกัน คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ น่าจะเพิ่มจากงวด 4Q61  แต่คาดแนวโน้มกำไรปกติงวด 1Q62 จะปรับตัวลดลงจากงวด 4Q61 เพราะนอกจากธุรกิจโรงกลั่นคาดอ่อนตัวลงตามค่าการกลั่น   และ มีแผนหยุดเดินเครื่องหน่วยกลั่น 1 เดือน ในช่วงปลายเดือน ก.พ.  
     IVL(FV@B55) คากกำไรสุทธิจะฟื้นตัว เข้าสู่ช่วงฤดูกาลสะสมสต๊อกของลูกค้าเพื่อการผลิตในช่วงถัดไป (re-stock)  รวมถึงจะรับรู้โครงการที่เพิ่งซื้อเข้ามาในช่วงปลายปีเต็มที่ทั้งไตรมาส   
      4. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง 
    SCC(FV@B500) คาดกำไรสุทธิงวด 1Q62 จะฟื้นตัวจากงวด 4Q61 หนุนจากทั้ง 3 ธุรกิจ คือ ธุรกิจปิโตรฯ จะดีขึ้น qoq ธุรกิจปูน-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างขยายตัวได้แรงหนุนจากโครงการภาครัฐและเอกชน รวมทั้งธุรกิจ Packaging เติบโตจากงวด 1Q61  แต่คาด SCC จะต้องมีการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานเพิ่มเติมราว 2.0 พันล้านบาท
     TPIPL(FV@B2.75) คาดแนวโน้มกำไรสุทธิงวด 1Q62 เติบโตโดนเด่นมากทั้ง qoq และ yoy หนุนจากปริมาณการใช้ปูนในประเทศที่กลับมาเติบโต และคาดรายขายจะขยับขึ้นด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังได้ผลบวกจากต้นทุนไฟฟ้าที่ลดลง หลัง TPIPP เริ่ม COD โรงไฟฟ้าถ่านหิน
    SCCC(FV@B269) คาดแนวโน้มกำไรสุทธิงวด 1Q62 เติบโตเพิ่มขึ้นจากงวดก่อนหน้า หนุนจากราคาและปริมาณขายปูนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ยังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลตอบแทนโดยเฉพาะโรงงานที่กัมพูชาและเวียดนามอย่างเต็มไตรมาส
      5. กลุ่มโรงพยาบาล
     BDMS(FV@B30) คาดกำไรสุทธิ 1Q62 จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายหุ้น RAM สุทธิ 5.4 พันล้านบาท หากไม่รวมรายการดังกล่าว คาดการเติบโตได้ปกติ ยังคงหนุนจากการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนโครงการลงทุนต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา
    BCH(FV@B21) คาดกำไรสุทธิ 1Q62 จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากงวดก่อน  เพราะกำไรจากโรงพยาบาลอินเตอร์ (WMC)  ที่เพิ่มขึ้น

*** สมคิด วอนนักการเมืองพูดน้อย ๆ หวั่นกระทบเชื่อมั่น
    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคประกาศไม่สนับสนุน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ เพราะมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจนั้น การออกมาพูดหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับการเมืองไทย เพราะที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่ให้จัดตั้งการเลือกตั้งก็สามารถทำได้ แต่กลับไม่ได้เป็นแบบนั้น ดังนั้นจะเรียกว่าสืบทอดอำนาจได้อย่างไร เพียงแต่ท่านเลือกที่จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง เพราะสิ่งที่ท่านต้องการคือการทำงานสานต่อสิ่งที่ทำไว้เพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น
         “ที่มีคนบอกว่า รัฐบาลทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ต้องถามว่า คนพูดมีสมองหรือไม่ มันน่าอับอาย จนป่านนี้แล้วมาพูดแต่ไม่ร่วมกันแก้ มันเป็นเรื่องที่ผมกังวล และล่าสุดหัวหน้าบางพรรค บอกว่าไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี มองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ แต่การที่คนหนึ่งเป็นคสช. เป็นนายกฯ แต่ให้มีเลือกตั้ง และยอมเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคการเมืองบางแห่งจะเรียกว่าสืบทอดอำนาจได้อย่างไร และอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนมาเพื่อให้เกิดรัฐบาลผสม ใครเขียนไม่รู้ รู้แต่ออกมาเป็นรัฐบาลผสมแน่นอน และพรรคแกนหลักก็ไม่กี่พรรค คะแนนตอนนี้ก็พอเดาได้ แต่มีคนบอกว่า ซ้ายไม่เอา ขวาไม่เอา แล้วจะตั้งรัฐบาลอย่างไร การเมืองจะไม่ถึงทางตันหรือ บางอย่างไม่ต้องพูดก็ได้ มาพูดเรื่องนโยบายดีกว่า หรือไม่มีนโยบายให้พูด ผมว่าอย่างหลัง ก็ไปคิดนโยบายมา ไม่มีใครอยากเป็นรัฐบาลไปตลอดชาติ”นายสมคิด กล่าว
             นายสมคิด ยังกล่าวว่า ในขณะนี้มันเกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้นกับนักลงทุนในเรื่องของประเด็นการเลือกตั้ง ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลด้วยความเรียบร้อยหรือไม่ ประกอบกับยังมีบางพรรคการเมืองตอบโต้กันไปมา ทำให้เอกชนไม่เชื่อมั่นซึ่งหากเป็นอย่างนั้น อยากให้พรรคการเมืองพูดกันน้อยๆ น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่าการพูดมาก เพราะเชื่อว่าคงมีคนไทยไม่กี่คนที่อยากเห็นการเมืองไปสู่ทางตัน
            “ ที่ผ่านมามันจะมีพรรคการเมืองที่ต้องการเป็นแล้วเป็นอีก แต่มีผลงานหรือเปล่า อยากให้ประชาชนตัดสินเอง เคยเห็นผลงานไหม แต่บอกว่า ซ้ายไม่เอา ขวาไม่เอา ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้เรียกว่าสืบอะไร”นายสมคิด กล่าว

*** หวังรัฐวิสาหกิจข่วยขับเคลื่อนศก.เดินหน้า
             นายสมคิด กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายฝ่ายโจมตีว่า รัฐบาลทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหาย ต้องรีบเข้ามาแก้ไข ดังนั้น ต้องย้อนไปว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ใครเป็นคนเข้ามาฟื้นฟูประเทศ ตอนนั้นเศรษฐกิจซบเซาขยายตัวได้แค่ 0.9% เท่านั้น แต่ตอนนี้เริ่มดีขึ้น มีโครงการต่างๆ มากมายที่ทำออกมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บ้านล้านหลัง การสร้างความเข้มแข็ง การดูแลคนชรา การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นต้น คือสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำ เพื่อให้ประเทศไทยมีพัฒนาการดีขึ้น ปลอดการคอรัปชั่น      
              “อีกไม่กี่เดือน หรือประมาณ 2-3 เดือนหลังจากนี้ เชื่อว่า รัฐวิสาหกิจจะช่วยเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า เพราะตอนนี้ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจมันมีความท้าท้าย ส่งออกโลกก็ไม่ดี เอกชนก็มีความไม่แน่นอนในการลงทุนเพราะต้องดูความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง การเมืองก็ตีกันแบบนี้ รัฐวิสาหกิจจะต้องเร่งลงทุน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI การรถไฟแห่งประเทศไทย ทุกอย่างจะต้องเดินหน้า รวมถึงการลงทุนมาบตาพุด แหลมฉบังจะต้องไปตามแผน “นายสมคิด กล่าว
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด