ข่าวนี้ที่ 1

GULFทุ่ม 1.3 หมื่นลบ. ลุยโครงสร้างพื้นฐาน-กูรูหวั่นหุ้นเต็มมูลค่า

GULFทุ่ม 1.3 หมื่นลบ. ลุยโครงสร้างพื้นฐาน-กูรูหวั่นหุ้นเต็มมูลค่า

      "บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดี เวลลอปเมนท์" ประกาศทุ่ม 1.3 หมื่นลบ. ลงทุนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง โครงการมาบตาพุด-แหลมฉบัง และมอเตอร์เวย์  หวังดันสัดส่วนรายได้ในอนาคตแตะ 20% พร้อมพับแผนลงทุนโรงไฟฟ้าในอเมริกา เหตุไม่คุ้มค่า หันลุยโรงไฟฟ้าพลังน้ำในจีนแทน กำลังผลิต 2,500 MW ด้านราคาหุ้นนิวไฮไม่หยุด พุ่งทดสอบ 160 บาท โบรกฯเริ่มหวั่นราคาเต็มมูลค่า          
    
*** ทุ่ม 13,000 ลบ. ลุยท่าเรือ - มอเตอร์เวย์ 
    นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหาร และนายรัฐพล ชื่นชมจิตต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยในงาน “Opportunity Day”ว่า บริษัทจะต้องใช้เงินลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้น ประมาณ 13,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 , โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 3 และโครงการงานและบำรุงรักษา (O&M) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) และสายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (M81) ที่เพิ่งชนะประมูล
    ทั้งนี้คาดว่า สัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน หลังจากที่จะเริ่มเปิดดำเนินการทั้งหมดในช่วงปี 2570 จะอยู่ที่ระดับ 10-20% ของสัดส่วนรายได้รวม โดยจะมี IRR อยู่ที่10%
    โดยโครงการมอเตอร์เวย์ขั้นตอนต่อไปต้องรอคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนที่จะเปิดซองที่ 3 (ข้อเสนอเพิ่มเติมอื่นๆ) และยื่นให้ ครม. อนุมัติ  ทั้งนี้การเข้าประมูลเป็นความร่วมมือระหว่าง GULF (40%), BTS (40%), STEC (10%), RATCH (10%)   เช่นเดียวกับโครงการท่าเรือมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบัง ที่รอ ครม. อนุมัติเช่นกัน   

***  ลุยอาเซียนต่อ แต่พับแผนในอเมริกา เหตุไม่คุ้มลงทุน  
    บริษัทยังมีโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทั้งโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) 2 แห่ง กำลังการผลิตรวม 5,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โครงการ GSRC ตั้งอยู่ในอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กำลังการผลิตรวม 2,500 เมกะวัตต์ โดยคืบหน้าแล้ว 30-40% คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในช่วงปี 2564 -2565 และโครงการ GPD ที่ตั้งอยู่ใน จ.ระยอง กำลังการผลิต 2,500 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากู้เงินจากสถาบันทางการเงินทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ คาดว่าจะ COD ได้ในปี 66-67     
    ส่วนการลงทุนธุรกิจ LNG ที่ประเทศเวียดนาม คาดจะมีความชัดเจนในปี 63 โดยรูปแบบจะเป็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ LNG ขนาดกำลังการผลิตรวม 6,000MW และธุรกิจซื้อขายก๊าซ LNG
    นอกจากนี้ยังได้เจรจากับพันธมิตรจีนเพื่อร่วมก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ สปป.ลาว ขนาดกำลังการผลิตประมาณ 2,500 MW เบื้องต้นบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 30-35% ทั้งนี้คาดจะได้ข้อสรุปของการเตรียมแผนลงทุนในปี 63
    บริษัทได้ชะลอการลงทุนโรงไฟฟ้าที่สหรัฐฯ หลังจากที่มองว่าโครงการดังกล่าวจะยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน  และหันมาเน้นการลงทุนอื่น ๆ ในภูมิภาคมากขึ้น และมุ่งเน้นในโครงการที่มีผลตอบแทนที่ดี และสามารถพัฒนาโครงการได้ต่อเนื่องในอนาคต 
    ขณะเดียวกันใช้นวัตกรรมทางการเงินเพื่อปรับโครงสร้างลดต้นทุนทางดอกเบี้ย ให้มีต้นทุนทางการเงินลดลงอีกประมาณ 1-1.5% ส่วนรายได้ในปี 62 ยังคงมั่นใจทำได้ตามเป้าหมายแตะ 3 หมี่นล้านบาท สูงขึ้นกว่าปีก่อนที่ 2 หมื่นล้านบาท ตามการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าที่ COD กำลังการผลิตรวม 5,919 เมกะวัตต์ 

*** ราคาหุ้นนิวไฮ ทดสอบ 160 บ. 
    ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF วานนี้ (2 ก.ย.62 ) ปิดที่ระดับ 158.50 บาท  เพิ่มขึ้น 13.50 บาท หรือ 9.31%   มูลค่าการซื้อขาย 2,389.21 ล้านบาท
    บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า นอกเหนือจากการพัฒนาล่าสุดในการประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่และแผนการที่จะขยายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง GULF ยังคงได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง อีกทั้งเรื่องราวการเติบโตของผลประกอบการที่แข็งแกร่งนั้นมีความปลอดภัยแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะอ่อนแอ ดังนั้น GULF จึงเป็นหนึ่งในกลุ่มสาธารณูปโภคที่เราเลือก เรา Roll over ราคาเป้าหมายไปปี 2020 ที่ 160 บาท แนะนำ ซื้อ

*** ท่าเรือแหลมฉบังยังเสี่ยง หลังคู่แข่งฟ้องเรื่องไม่เป็นธรรม  
    บล.เคทีบี เปิดเผยว่า  โครงการใหม่ที่ชนะประมูลคือ  มอร์เตอร์เวย์  ต้องรอคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนที่จะเปิดซองที่ 3 (ข้อเสนอเพิ่มเติมอื่นๆ) และยื่นให้ ครม. อนุมัติ คาดแล้วเสร็จใน Q4/62 โดยโครงการดังกล่าวให้ผลตอบแทนในลักษณะ gross cost ซึ่งหากอิงอัตราผลตอบแทนที่ราว 15% (EIRR) คาดจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่หุ้นราว 1 บาท
    โครงการท่าเรือมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบัง คาดเซ็นสัญญาได้ใน 4Q19 ปัจจุบันโครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 (GULF 70%, PTT 30%) สัญญา 30 ปี โดยมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปี 2564 เป็นต้นไป ขณะนี้อยู่ระหว่างรอ ครม. อนุมัติคาดรู้ผลใน Q4/62  ส่วน LNG Terminal ซึ่งเป็นโครงการส่วนต่อขยาย บริษัทอธิบายเพิ่มเติมว่าในสัญญาไม่ได้ระบุเงื่อนไขว่าจะต้องสร้าง แต่จะสร้างก็ต่อเมื่อมีลูกค้ารองรับแล้ว คาดคลายความกังวลเรื่องโครงการจะไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 (GULF 40%, PTT 30%, CHEC 30%) อยู่ระหว่างเจรจากับการท่าฯ คาดรู้ผลใน Q4/62  เช่นกัน อย่างไรก็ตามโครงการ เนื่องจากมีการนำเรื่องฟ้องศาลปกครองจากคู่แข่งถึงการถูกตัดสิทธิไม่เป็นธรรมจากคณะกรรมการฯ ซึ่งหากศาลปกครองเห็นด้วยว่ามีมูลโครงการจะต้องถูกระงับไปก่อน
    โครงการโรงไฟฟ้า LNG ที่เวียดนาม 6GW ยังต้องใช้เวลา ปัจจุบันบริษัทได้นำเรื่องเสนอกระทรวงที่เกี่ยวข้องในเวียดนามแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ คาดใช้เวลาอีกพอสมควรจนกว่าจะได้ข้อสรุป (ในอดีตการเจรจาโครงการขนาดใหญ่ใช้เวลาราว 3-5 ปีก่อนได้ข้อสรุป ทั้งนี้จนถึงปัจจุบัน GULF ใช้เวลาเจรจาไปแล้วประมานครึ่งปี)

***คาดกำไรโตเฉลี่ย 26.3% ถึงปี 66 
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า   GULF  เป็นผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของไทยที่มีทั้งโรงไฟฟ้า lPP, SPP, VSPP ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิง Conventional หรือ Renewable โดยล่าสุดมีกำลังการผลิตในมือตามสัดส่วนการถือหุ้นทั้งสิ้น 6.9 พัน MW แต่มีเพียงแค่ 2.7 พัน MW เท่านั้นที่ผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ยังเหลืออยู่อีก 4.2 พัน MW หรือกว่า 1.6 เท่า ที่จะทยอยผลิตเชิงพาณิชย์ช่วงปี 2563-67 นอกจากนี้ในปัจจุบันได้มีการขยายธุรกิจไปยังโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น เนื่องจากโมเดลธุรกิจมีความเสี่ยงต่ำ มีการรับรู้รายได้ที่ค่อนข้างแน่นอนคล้ายกับโรงไฟฟ้าที่ถนัดอยู่แล้ว ทั้งนี้ล่าสุด       ในส่วนของทิศทางกำไรปกติปี 2562-66 คาดเติบโตเฉลี่ยต่อปี 26.3% (CAGR) จากการทยอยผลิตเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าอีก 4.7 พัน MW ซึ่งหลักๆมาจากโรงไฟฟ้าโซลาร์และลมเวียดนาม, โรงไฟฟ้าก๊าซฯโอมาน และโรงไฟฟ้า lPP ใหญ่ 2 โรง คือ GSRC ปี 2564-65 และ GPD ปี 2566-67   

***  หวั่นราคาหุ้นสะท้อนทุกโครงการไปแล้ว  
    บล.เอเซียพลัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังต้องติดตาม 4 โครงการดังต่อไปนี้   
    (1) ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 (รวมในประมาณการแล้ว 9 บาท/หุ้น) คาดจะเซ็นสัญญาได้ในเดือน ต.ค. นี้  
    (2) ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 (ประเมิน 5 บาท/หุ้น) ยังมีความเสี่ยงจากการฟ้องร้องของผู้ร่วมประมูลอีกราย ซึ่งอาจทำให้ขั้นตอนพิจารณาถูกระงับลง  
    (3) โรงไฟฟ้า LNG to Power ที่เวียดนาม 6,000 MW (ประเมิน 24 บ./หุ้น หากถือหุ้น 50%) คาดได้ข้อสรุปภายในปี 2562 นี้
    (4) งาน O&M มอเตอร์เวย์ 2 สาย ( GULF  ถือ 40%) ยังไม่รวมในประมาณการ เพราะกำลังอยู่ระหว่างการประมูลซึ่งจะทราบผลต้นปี 2563
    อีกทั้งยังอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ลาวมากกว่า 1,000 MW รวมถึงโรงไฟฟ้าก๊าซฯ และโรงไฟฟ้าพลังลมในประเทศโอมาน ที่ยังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอีกมาก แต่ยังไม่มีความชัดเจน
    ราคาหุ้นที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรงสะท้อนมูลค่าทุกโครงการโรงไฟฟ้าที่ชัดเจน รวมถึงมาบตาพุดเฟส 3 ไปมากแล้วจน PER'62 สูงถึง 82 เท่า และถึงแม้หากจะรวมมูลค่า 2 โครงการใหม่ที่ยังไม่ชัดเจน (ท่าเรือแหลมฉบัง -LNG เวียดนาม)ที่ 29 บ. ได้ราคาเป้าหมายที่ 127 บ.  แนะนำ "ขาย"







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด