ข่าวนี้ที่ 1

กูรูหวั่นบาทแข็งโป๊ก กระตุ้นฝรั่งเทขายหุ้น-เบรกฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

กูรูหวั่นบาทแข็งโป๊ก กระตุ้นฝรั่งเทขายหุ้น-เบรกฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

"โบรกเกอร์" ประเมินเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบกว่า 6 ปี กระตุ้นฝรั่งเทขายหุ้นไทยทำกำไร พร้อมชะลอเงินทุนไหลเข้า คาดจำกัด SET พุ่งไม่เกิน 1,700 จุด ชี้ฉุดหุ้นส่งออก-ท่องเที่ยว-อิเล็กทรอนิกส์-เกษตร แต่ช่วยหนุนกลุ่มโรงไฟฟ้า-พลังงาน-Domestic Play ลุ้น ธปท.ออกมาตรการดูแลค่าเงินอีกรอบ พยุงให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่า พร้อมจับตา กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ก.ย.นี้

*** บาทแข็งค่า กระตุ้นต่างชาติขายหุ้น
     บล.หยวนต้า (ประเทศไทย ) เปิดเผยบทวิเคราะห์ว่า  สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว และหลุด 30.50 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่ำสุดในรอบ 6 ปี 4 เดือนที่ 30.35 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งจริงอยู่ว่าเกิดขึ้นในช่วงค่าเงินทั่วโลกผันผวนก่อนทราบผลประชุม ธนาคารกลางยุโรป (ECB)  ซึ่งมีมติลดดอกเบี้ย Deposit Facility Rate ลง 10bps จาก -0.40% เป็น -0.50% ตามคาด แต่ประกาศโปรแกรมซื้อสินทรัพย์หรือ QE วงเงิน EUR2 หมื่นล้าน เริ่มต้น 1 พ.ย.2562 (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุดโครงการ) ต่ำกว่าตลาดคาดที่ EUR3.0-4.0 หมื่นล้าน  และ FOMC  เตรียมประชุมในวันที่ 18 ก.ย. 62 จึงอาจหนุนให้กระแสเงินไหลเข้าพักในสินทรัพย์ลงทุนไทย ที่เงินบาทกำลังเคลื่อนไหวมีเสถียรภาพในกรอบ 30.55-30.90 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่ปรากฎว่าต่างชาติไม่ได้ซื้อสินทรัพย์ลงทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเดือนนี้ขายตราสารหนี้ -6,608 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. 62 ที่ขายสุทธิ -32,130 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย -3,754 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. 62 ที่ขายสุทธิ -54,274 ล้านบาท  
    ทั้งนี้ประเมินว่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วจึงน่าจะมาจากปัจจัยอื่น ซึ่งเราคาดว่ามาจาก
    - อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และ 10 ปี ที่เพิ่มขึ้น 13 bps. และ 18 bps. อยู่ที่ 1.485% และ 1.645% ตามลำดับ ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงปรับตัวขึ้น จนกระตุ้นให้เกิดแรงเก็งกำไรในค่าเงินบาทระยะสั้น-
    -  แรงเร่งซื้อเงินบาทของผู้ส่งออก หลังจากหลุดแนวรับสำคัญแถว 30.50 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ เพื่อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าขึ้นต่อในอนาคตอันใกล้นี้
    - เงินทุนต่างชาติที่เข้ามารอซื้อ IPO ขนาดใหญ่ เช่น AWC ในปัจจุบัน และ CRC ในช่วงปลายปีเป็นต้น
    - แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. ที่อาจยังไม่ลดดอกเบี้ยในการประชุม 25 ก.ย. 62 ตาม ECB และ FOMC
     ผลกระทบต่อ SET Index เริ่มต่างจากอดีต เราประเมินผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อ SET Index และการไหลของกระแสเงินต่างไปจากอดีต ซึ่งถ้าพิจารณาจากข้อมูลสถิติ 10 ปีย้อนหลัง พบว่าการแข็งค่าของเงินบาทจะหนุนให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า และ SET Index ปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงปี 2552-2558 แต่หลังจากนั้นมา การแข็งค่าเงินบาทกลับไม่ได้เป็นบวกกับ SET Index และกลายเป็นตัวแปรที่กระตุ้นให้ต่างชาติขายหุ้น เพื่อทำกำไรทั้งจากส่วนต่างราคาหุ้นและการแข็งค่าของเงินบาท ถ้าอิงจากรูปแบบความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป การแข็งค่าของเงินบาทรอบนี้ ดูมีความเสี่ยงที่จะไปจำกัด Upside ของ SET Index ไม่ให้เกิน 1,700 จุด และดูมีความเสี่ยงที่จะไปกระตุ้นให้ต่างชาติซึ่งเริ่มชะลอการขายหุ้น พลิกกลับมาเร่งขายหุ้นต่อเนื่องอีกครั้ง

*** กดดันฟันด์โฟลว์ไหลเข้าจำกัด
    บล.เอเซีย พลัส จัดทำบทวิเคราะห์  ระบุทั่วโลกเริ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายกันมากขึ้น เริ่มจาก  ECB กลับมาลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปีครึ่ง บวกกับใช้มาตรการ QE เพิ่มเติม หนุนให้ Fund Flow ยังมีโอกาสไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง อย่างตลาดหุ้นในภูมิภาค หลังจากที่ต่างชาติขายสุทธิหนักในเดือน ส.ค. 8.3 พันล้านเหรียญ (ไทยถูกขายสุทธิ 1.76 พันล้านเหรียญ หรือ 5.4 หมื่นล้านบาท), เดือน ก.ย. แรงขายเบาลง และมีการสลับมาซื้อสุทธิเล็กน้อย 428 ล้านเหรียญ mtd (ไทยถูกขายสุทธิ 157 พันล้านเหรียญ หรือ 4.8 หมื่นล้านบาท) 
     และในช่วงที่เหลือของเดือน ก.ย. 62 ยังคาดหวังการลดดอกเบี้ยในการประชุมธนาคารกลางสำคัญๆ เช่น Fed และ BOJ เป็นต้น น่าจะมีเม็ดเงินจากต่างชาติย้ายมาลงทุนตลาดหุ้นในภูมิภาค รวมถึงไทยมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางที่อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตามภาพเงินบาทไทยที่แข็งค่ามาแล้วกว่า 6% (ytd) และอยู่ในโซนแข็งค่าสุดในรอบ 6 ปี เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันให้ Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยได้อย่างไม่เต็มที่
     ดังนั้นนักลงทุนต้องคอยติดตามว่า ธปท. จะมีมาตรการสกัดกั้นเงินบาทแข็งค่าออกมาอีกหรือไม่ หากมีมาตรการดังกล่าวจะช่วยหนุนเสถียรภาพของ Fund Flow ในการไหลเข้าตลาดหุ้น และถ้ามีความต่อเนื่องน่าจะหนุนให้ดัชนีเป้าหมายปลายปี 2562 ขยับขึ้นจาก 1655 จุด (ระดับ P/E 16.45 เท่า)ไปอยู่ที่ 1745 จุด (ระดับ P/E 17.3 เท่า)

 *** ฉุดหุ้นท่องเที่ยว-ชิ้นส่วนอิเล็กฯ-เกษตร-ส่งออก
    บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย )   ระบุว่า กลุ่มที่ได้และเสียประโยชน์จากเงินบาทแข็งอาจไม่ชัด ให้เน้นดูเป็นรายตัว เนื่องจากบ้านเราพึ่งพาการส่งออกมากถึง 70% ของ GDP การแข็งค่าของเงินบาทจึงกระทบกับเชิงลบกับบริษัทที่มีธุรกรรมการค้ากับต่างประเทศมากกว่ากระทบเชิงบวก ซึ่งกลุ่มหุ้นที่ไม่ชอบเงินบาทแข็งค่าอย่างมากคือ ท่องเที่ยว, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สินค้าเกษตร และถ้ามองไปข้างหน้าว่าการแข็งค่าของเงินบาทจะไปกดดันให้ กนง. ลดดอกเบี้ย กลุ่มแบงก์ที่ฟิ้นกลับเร็วในช่วงนี้ ก็อาจมีแรงขายกดดันเช่นกัน
    ด้านบล.ไอร่า  ระบุว่า ภาพรวมการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางหลายประเทศ   คาดส่งผลดีต่อกระแส Fund Flow คาดมีโอกาสไหลกลับ Emerging Market รวมถึงไทย แนะจับตาเงินสหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ขณะที่กลุ่มส่งออกได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเงินบาทที่กลับมาแข็งค่า
    
*** หนุนโรงไฟฟ้า-พลังงาน-Domestic Play 
     นอกจากนี้  บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า กลุ่มที่มักได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็ง คือ (1) ผู้นำเข้าสินค้ามาขายในประเทศ เช่น SYNEX, AIT, MFEC (2) กลุ่มโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติทีถูกลง และต้นทุนเงินกู้ยืมจากต่างประเทศที่ถูกลง เช่น GPSC (3) กลุ่มพลังงาน อาจมีกำไรจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนเงินกู้ยืมจากต่างประเทศที่ถูกลง เช่น PTT, PTTEP (4) กลุ่ม Domestic Play เช่น สื่อสาร, ค้าปลีก, รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งมักปรับตัวขึ้นเด่นในช่วงเงินบาทแข็ง เพราะได้รับผลกระทบจำกัดสุด หรือต่อให้มี ก็จะเป็นเชิงบวกมากกว่าลบ โดยภาพรวมสำหรับธีมเงินบาทแข็ง เราให้ระมัดระวังการเคลื่อนไหวของ SET Index ที่อาจพักตัวระยะสั้น รวมถึงหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่มีโอกาสถูกกดดันจาก Sentiment ที่ไม่เอื้อ แนะนำ “เก็งกำไร” ใน PTT/ ADVANC/ DTAC/ GPSC/ SYNEX/ AIT/ MFEC/ SABINA

*** ลุ้น ธปท.ออกกฎดูแลค่าเงิน
      บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส มองว่า  หากค่าเงินบาทแข็งค่าใกล้เคียง หรือหลุดแนว 30.5-30.6 บาท/ดอลลาร์ ธปท. จะดำเนินมาตรการดูแลค่าเงินบาท เชื่อว่าครั้งนี้ ธปท. จะต้องพิจารณาออกมาตรการแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อหยุงให้อ่อนค่า เหมือนในเดือน ก.ค.-ส.ค.2562 ที่ผ่านมา เช่น เมื่อ 12 ก.ค. 2562 ได้ออกมาตรการคือ ลดยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของต่างชาติ (Non-Resident) เหลือ 200 ล้านบาทต่อราย จากเดิม 300 ล้านบาท และเพิ่มความเข้มงวดคือ ให้รายงานการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงอาจจะต้องพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก
     นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวและมาตรการภาครัฐที่ออกมาในเดือน ส.ค. เม็ดเงินที่เข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจมิได้มากนัก คือ มาตรการกระตุ้นการบริโภค ส.ค. 2562 วงเงินรวม 3.16 แสนล้านบาท (ประมาณ 2% ของ GDP) หากพิจารณาจาเห็นได้ว่า 64%ของวงเงินทั้งหมด เป็นมาตรการให้สินเชื่อผ่านธนาคารของรัฐ เช่น ธกส. และธนาคารออมสิน, ช่วยเหลือเกษตรกรผ่านการให้สินเชื่อ, พักชำระหนี้กองทุน ซึงไม่ได้อัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ แต่ เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจโดยตรงมีเพียง มาตรการเงินในบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยเป็น 1,000 บาท ระยะเวลาแค่ ส.ค.-ก.ย.62 เท่านั้น และมาตรการชิมช็อปใช้ คนละ 1000บาท ความคืบหน้าคือไม่ได้รับความนิยม
    สอดคล้องกับ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุ การทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เรามองเป็นบวกต่อตลาด แต่อาจต้องจับตาดูค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น (30.4 บาท) แม้จะดีต่อ Flow ที่ไหลเข้าประเทศ แต่ลบต่อกำไรของกลุ่มส่งออก (เกษตร+อิเล็คทรอนิคส์-รถยนต์) อาจทำให้ ธปท.ต้องมีมาตรการชะลอการแข็งค่ารอบใหม่ออกมา
 
 *** จับตา กนง.ลดดอกเบี้ยรอบ ก.ย.นี้
     บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า  เงินบาทแข็งค่าและเศรษฐกิจไทยชะลอ เปิดทาง กนง.ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง โดยวัฎจักรดอกเบี้ยโลกเป็นขาลงชัดเจน หลังจาก ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กลับมาใช้ QE และสัปดาห์หน้าตลาดเชื่อมั่น 100% ว่า ในวันที่ 17-18 ก.ย.2562 ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ราว 0.25% จากดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 2.25% และนำมาสู่การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของไทย
     หากให้น้ำหหนักเฉพาะการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมวันที่ 25 ก.ย.2562 ในรอบนี้ จะลดดอกเบี้ยหรือไม่ จากเดิมก่อนหน้านี้ ASPS คาดว่าในรอบนี้โอกาสการปรับลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ของปีอีก 0.25% อยู่ที่ 1.25% น่าจะเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากมีไทยข้อจำกัดในการปรับลด คือ หากลดมาอยู่ที่ 1.25% จะเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เชื่อว่า กนง. น่าจะเก็บกระสุนเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ หรือปี 2563 
    อย่างไรก็ตามภาพแวดล้อมในปัจจุบันเปลี่ยน คือ ค่าเงินบาท/ดอลลาร์ วานนี้แข็งค่าลงแตะ 30.2 บาทเมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆในประเทศเอเซียที่อ่อนค่าเกือบทุกสกุล คือ ค่าเงินบาท/ดอลลาร์ แข็งค่ามากกว่าสมมุติฐาน โดยล่าสุดเงินบาทแกว่งตัวอยู่ที่ 30.6 บาท/ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 5 ปี 11 เดือน และหากนับตั้งแต่ต้นปีเงินบาทแข็งค่าราว 5.83%ytd และตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 31.5 บาทดอลลาร์ ตํ่ากว่าสมมติฐานที่ ASPS คาดปี 2562 ที่ 32บาท โดยเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้ราคาสินค้าส่งออกไทยสูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน กดดันการแข่งขันของผู้ส่งออก หากหลุดแนวรับ 30.16 มีโอกาสหลุดไปแตะ 30 บาท







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด