ข่าวนี้ที่ 1

กูรูคัด 12 หุ้นเด่น กำไรโต-อัพไซด์บาน ชี้นิคมฯ-การแพทย์แจ่ม

กูรูคัด 12 หุ้นเด่น กำไรโต-อัพไซด์บาน ชี้นิคมฯ-การแพทย์แจ่ม

     โบรกฯ คัดหุ้นพื้นฐานแกร่ง-กำไรเด่นน่าลงทุน  พบ 12 ตัวอัพไซต์เหลือเพียบ พร้อมพ่วงหุ้นกลุ่มได้ประโยชน์จากช่วงไฮซีซั่นครึ่งปีหลัง นำโดยกลุ่มโรงพยาบาลรับลูกค้าต่างชาติเริ่มไหลกลับ - ค่าหัวประกันสังคมจ่อเพิ่มปีหน้า ด้านกลุ่มนิคมฯรับอานิสงส์รัฐฯ กระตุ้นศก.เฟส 2 ดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน ขณะที่ส่งออก-ท่องเที่ยวก็เข้าสู่ฤดูกาลขาขึ้นเช่นกัน  
        
    ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (2-6 ก.ย.62) เคลื่อนไหวในแดนบวก ก่อนจะปิดสัปดาห์ที่ 1,670  จุด เพิ่มขึ้นมา 19 จุด จากต้นสัปดาห์ ขณะที่นักวิเคราะห์ได้ออกมาคัดหุ้นกลุ่มที่พื้นฐานแข็งแกร่งและน่าลงทุน โดยเฉพาะหุ้นที่เข้าสู่ไฮซีซั่นในช่วงครึ่งปีหลัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงพยาบาล - กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม - กลุ่มส่งออก และท่องเที่ยว          
     
*** คัด 12 หุ้น พื้นฐาน - กำไรแจ่ม
    บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นโลกฟื้นตัวแรง โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยภายนอกผ่อนคลายลง ทั้งความคืบหน้าในการเจรจาสงครามการค้าจีนกับสหรัฐ ความคาดหวังการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ขณะที่ในประเทศรอมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 2 เน้นการลงทุนภาคเอกชนเป็นหลัก ช่วยหนุนให้ SET Index มีโอกาสเดินหน้าต่อในช่วงนี้ กรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,660 – 1,680 จุด
    โดยฝ่ายวิจัยฯ ทำการคัดกรองในเชิงปริมาณ เพื่อค้นหาหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งกำไรโดดเด่น ที่ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นได้แรงกว่าตลาด จากหุ้นทั้งหมดที่ฝ่ายวิจัยฯทำการศึกษา 173 บริษัท (สูงสุดในอุตสาหกรรม) โดยมีเงื่อนไข ว่าต้องมี Upside สูง (ราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าทางพื้นฐานอยู่มาก)  , มีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในปี 2562 – 2563 , มีค่า Beta >1 (มีโอกาสฟื้นตัวแรงกว่า SET Index)
     ฝ่ายวิจัยฯเชื่อว่าหุ้นทั้ง 12 บริษัท มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี ในยามที่ตลาดหุ้นฟื้นตัว Top pick เลือกหุ้นในตารางดังกล่าว พร้อมกับได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐ ทั้งในมาตรการกระตุ้นการส่งออก รวมถึงการลงทุนภาคเอกชน คือ TU(FV@B 23), AMATA(FV@B 35.70) 

     Fair Value       Upside         PER 19F      Div Yield 19F(%)     Beta     Return (ytd)     Growth 19-20F  
STEC 29.25 56.40% 16.3 2.14 1.34 -9.30% 16.00%
PTTEP 166 36.10% 12 4.1 1.39 4.00% 9.10%
JWD 12.3 35.20% 16.9 3.16 2.12 3.07% 27.80%
AMATA 35.7 33.50% 16.3 2.45 2.07 29.90% 38.20%
SAT 22 32.50% 7.8 7.28 1.23 6.50% 3.00%
TU 23 31.40% 22.2 2.57 1 5.60% 31.20%
WORK 29 27.80% 25.7 2.53 1.09 -3.90% 16.60%
MCS 11.3 22.80% 10.4 5.85 1.39 38.40% 19.60%
BCP 33 21.19% 13.9 4.22 1.01 -15.80% 20.80%
KBANK 192 20.80% 10 2.52 1.07 -15.70% 2.00%
BANPU 15 19.00% 10.8 5.56 1.35 -14.20% 10.10%
MINT 47 18.20% 27.5 1.17 1.19 15.40% 16.70%

*** หุ้นโรงพยาบาลเข้าสู่ไฮซีซั่น 
    บล.หยวนต้า เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล เป็นอีกกลุ่มที่จะโดดเด่นในครึ่งปีหลัง  เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ  โดย ใน Q3/62 จะได้ลูกค้ากลุ่มตะวันออกกลางจะเริ่มกลับมาใช้บริการมากขึ้น  หลังจากจากหมดเทศกาลรอมฎอน ของชาวมุสลิม โดยครึ่งปีหลัง 62 เทียบ YoY คาด ผลประกอบการของหุ้นหลักในกลุ่มโรงพยาบาล จะกลับมาเติบโตในระดับ Low Single Digit  (เทียบกับ ครึ่งปีแรก62  ที่ติดลบ 3%)  
     อย่างไรก็ตามภาพรวมปี 2562  ประมาณกำไรปกติกลุ่มโรงพยาบาลภายใต้ coverage  5 บริษัทที่ 11,405 ล้านบาท ปรับลดลง 1%YoY  ขณะที่กำไรปกติ หุ้นหลักในกลุ่มโรงพยาบาล 9 บริษัท  ซึ่งรวมประมาณการของ consensus (BCH- BDMS- BH- CHG -THG- EKH- PR9- RJH- LPH) ที่ 17,495 ล้านบาท  ลดลง 1%YoY  เช่นเดียวกัน 
    
***  EKH  BCH และ RJH  เด่นสุด - กลุ่มประกันสังคมก็น่าสนใจ 
      บล.หยวนต้า  หากเปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงิน หลังจากที่ประกาศผลประกอบการ  Q2/62 ของกลุ่มโรงพยาบาล ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไปราว 10%  ราคาหุ้นหลายบริษัทได้ปรับลดลง สะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควร  เมื่อเปรียบเทียบ PE BAND ย้อนหลัง 5 ปี พบว่าหุ้นที่ซื้อขายต่ำกว่า -1SD ได้แก่  BCH  BH  และ RJH   แต่เมื่อเปรียบเทียบ ROE และ PE หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล พบว่า หุ้นที่มี PE  ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม และมี ROE ที่น่าสนใจ ได้แก่  BH  RJH และ EKH  
    หรือหากเปรียบเทียบ EV/EBITDA  พบว่า EKH BH BCH RJH  และ PR9 มีอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 19.80 เท่า  ซึ่งหมายถึงมูลค่าหุ้นต่อกำไรที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม  ส่วนเปรียบเทียบการเติบโตของกำไรใน ปี 2562  พบว่า  EKH มีกำไรเติบโตโดดเด่นสุด +30%YoY  จากการเติบโตของศูนย์ IVF  รองลงมาได้แก่ RJH  +25%YoY  จากการเติบโตของศูนย์เฉพาะทาง และนโยบายการควบคุมต้นทุน   ส่วนในปี 2563  THG กำไรจะเติบโตเด่นสุด 125% YoY จากฐานที่ต่ำในปีนี้  การรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากโครงการ Jin Wellbeing County และ อัตรากำไรที่ดีขึ้น จาก THG บำรุงเมืองที่จะถึงจุดคุ้มทุนใน Q3/62  และ Welly Hospital ที่จะถึงจุดคุ้มทุนที่ EBITDA ในปีหน้า  
      นอกจากนี้ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อประเด็นข่าวที่ทางสมาคมโรงพยาบาลเอกชน มีการยื่น ขอให้ทางสำหรับงานประกันสังคมปรับขึ้นค่าเหมาจ่ายรายหัว  สำหรับงวดปี  2563 ซึ่งปกติจะมีการปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 ปีครั้ง  ซึ่งครั้งล่าสุดคือในปี 2560 ซึ่งมี การปรับเพิ่มขึ้น 6.5% YoY เป็น 2,850   และยังไม่มีการปรับเพิ่มอีกเลยจนถึงปัจจุบัน   ขณะที่ปี 2563 มีการยื่นขอปรับขึ้นสำหรับค่าเหมาจ่ายรายหัว ราว 10%   ปรับเพิ่มค่าผู้ป่วยในใช้จ่ายสูง 15%  ภาระเสี่ยง 15%  ค่าร้องเรียนและการ จำหน่ายผู้ป่วย 10%   โดยเฉลี่ยที่ยื่นขอปรับขึ้น  12% เป็น  3,033 ล้านบาท   โดย หุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ จากการปรับขึ้นค่าหัวประกันสังคม  ได้แก่  BCH สัดส่วนรายได้ประกันสังคมครึ่งปีแรกที่ 35%   RJH (45%)  CHG (34%)  LPH (33%)  CMR (25%)  และ VIBHA ซึ่งแม้โรงพยาบาลไม่ได้รับประกันสังคม แต่ได้ผลบวกทางอ้อมจากการถือหุ้น CMR ราว 83.75% 
    
*** กลุ่มนิคมฯ เตรียมผงาด รับมาตรการกระตุ้นศก.รอบใหม่ 
     บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพคเกจ Thailand Plus ตามที่บีโอไอเสนอ กระตุ้นและเร่งรัดการลงทุน 7 ด้าน  ทั้งสิทธิประโยชน์ภาษี  ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การจัดหาพื้นที่รองรับนักลงทุนต่างชาติ โดย หุ้นนิคมฯได้ประโยชน์โดยตรง AMATA, WHA, ROJNA, NNCL 
    บล.เอเซีย พลัส  เปิดเผยว่า ประชุม ครม. เศรษฐกิจ ที่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่ 2  มุ่งเน้นกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น ได้แก่ ให้สิทธิลดหย่อนภาษี  และการเสนอพื้นที่รองรับการลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เช่น จีน, สหรัฐ และยุโรป เป็นต้น   เชื่อว่ามาตรการต่างๆจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางตรงได้ โดยเฉพาะเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (FDI) ซึ่งจะเป็นผลดีต่อหุ้นในกลุ่มนิคม และกลุ่มขนส่ง-โลจิสติกส์ เช่น AMATA(FV@B 35.70) , FPT (FV@B 20.10) และ JWD(FV@B 12.30)
         
*** ส่งออก - ท่องเที่ยวก็ไฮซีซั่นเหมือนกัน  
    บล.คันทรี่กรุ๊ป เปิดเผยว่า   ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะพิจารณากลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA - WHA) กลุ่มส่งออก (CPF - GFPT HANA - KCE - TU) กลุ่มโรงพยาบาลและท่องเที่ยว (AOT-  BDMS- BCH- CHG- CENTEL- ERW- MINT) ที่ได้อานิสงค์จากปัจจัยฤดูกาล อย่างไรก็ตามหากดัชนีเริ่มปรับตัวเข้าใกล้ 1680 แนะนักลงทุนเริ่มพิจารณาแบ่งขายทำกำไรบางส่วน
    AMATA (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 26.5 บาท) แม้ราคาปัจจุบันกับราคาเป้าหมายของทางเราจะไม่เหลือ Upside อย่างไรก็ตามยังมองว่าสามารถ Trading ได้ตามจิตวิทยาเชิงบวกไม่ว่าจะจากการย้ายฐานมาผลิตมายังไทยจากผู้ประกอบการจีนที่ได้ รับผลกระทบจากสงครามการค้าสะท้อนจากยอดขายที่ดินในช่วงครึ่งปีแรก 62 ที่ 294 ไร่แต่ปรากฎว่า 70% มาจากลูกค้าจีน ขณะที่แนวโน้มครึ่งหลังปีนี้ คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องจากฐาน Backlog ที่มีอยู่กว่า 3.7 พันล้านบาท 
    TU (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 22.2 บาท) Q2/19 มีกำไรปกติน่าประทับใจที่ 1.58 พันลบ. (+34%YoY +46%QoQ) โดยที่เรามองว่าแนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีจะสดใสต่อเนื่องตามการเน้นปริมาณขายให้มากขึ้นประกอบกับต้นทุนปลาทูน่าที่บริษัทซื้อมาใ นราคาต่ำ ส่วนด้านการฟ้องร้องคดีนั้นผู้บริหารเปิดเผยว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเหลืออีก ไม่มากแล้วเนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ตั้งสำรองไปแล้วกว่า 90%







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด