ข่าวนี้ที่ 1

FETCO ลั่นหลังเลือกตั้งฝรั่งซื้อหุ้นไทยแสนลบ.-7 พรรคหนุนต่อ LTF

FETCO ลั่นหลังเลือกตั้งฝรั่งซื้อหุ้นไทยแสนลบ.-7 พรรคหนุนต่อ LTF

       "สภาธุรกิจตลาดทุนไทย"มั่นใจหลังการเลือกตั้งต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทย 1 แสนลบ. ดันดัชนีสิ้นปีแตะ 1,800 จุด พร้อมฝากการบ้านรัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญตลาดทุน ด้านพรรคการเมืองแห่ขายฝัน  เอาใจมนุษย์เงินเดือนประสานเสียงต่ออายุ LTF หากได้เป็นรัฐบาล     ลั่นจะกระตุ้นตลาดหุ้น เปิดตลาดเงินดิจิทัล เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกระตุ้นศก. หวังเห็น SET แตะ 2,500 จุด ใน 4 ปี   

*** FETCO มั่นใจ หลังเลือกตั้งเงินไหลกลับ 1 แสนลบ.  
    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยในงานสัมมนา "นโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลหลังเลือกตั้ง"  เปิดเผยว่า หลังประกาศให้มีการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเชื่อว่าจะมีเม็ดเงินที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณ 5 หมื่นล้านบาท มองเป็นผลบวกต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย เนื่องจากที่ผ่านมานักลงทุน โดยเฉพาะต่างชาติให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง ทำให้ที่ผ่านมา เม็ดเงินยังไม่ไหลกลับเข้าไทย แต่หันไปเข้าประเทศอินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์แทน
    ทั้งนี้มองว่าหลังเลือกตั้ง จะมีเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับกว่า 1 แสนล้านบาท และดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีจะแตะ 1,800 จุด
    "ฟันด์โฟลว์ปีก่อนไหลออก 3 แสนล้านบาท ต้นปีมาไหลเข้าหลักพันเท่านั้น โดยหลังเลือกตั้งคาดเม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับมา 1 แสนล้านบาท สบายๆ ซึ่งหากย้อนกลับไปดู 5 ปีก่อนเงินไหลออก 6 แสนล้านบาทเลยด้วยซ้ำ โดยเรายังเชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้จะแตะ 1,800 จุดได้"นายไพบูลย์ กล่าว

*** หวังรัฐบาลใหม่ กระตุ้นตลาดทุนมากขึ้น 
    นายไพบูลย์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ตลาดทุนไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่มองความมีเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะหากหลังเลือกตั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก หรือ ได้เกินกว่า 300 เสียง ก็จะทำให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพราะขณะนี้ต่างชาติยังไม่มั่นใจถึงอายุการทำงานของรัฐบาลใหม่ นักลงทุนคาดการณ์ว่า หากอายุรัฐบาลอยู่ไม่ถึงปีครึ่งก็จะสานต่อนโยบายได้ลำบาก
    ทั้งนี้ คาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับตลาดทุนให้มากขึ้น เพราะมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตลาดเงิน และ ตลาดสินเชื่อ เพราะตลาดทุนเป็นตลาดที่ใหญ่ และ เป็นศูนย์กลางในการระดมทุน ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้ง ยังเป็นแหล่งระดมทุนของเอสเอ็มอี หรือ รายใหญ่ ทำให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนการระดมทุนที่ต่ำมากกว่าการกู้เงินกับธนาคารพาณิชย์
    "อยากฝากให้พรรคการเมืองเน้นการทำนโยบายระยะยาว เน้นโครงสร้างพื้นฐาน หรือ EEC เพราะยังมีความจำเป็นอยู่ และ สานต่อนโยบายเดิม หรือ การสร้างเงินออมในระบบให้มากขึ้น เพราะในอนาคตเราจะเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น แม้นโยบายประชานิยม หรือนโยบายระยะสั้นสามารถทำได้ แต่ไม่อยากให้เป็นนโยบายหลักของพรรคการเมือง เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้างอยู่"นายไพบูลย์ กล่าว

 *** 7 พรรคประสานเสียง ต่อ LTF 
    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา เปิดเผยว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะต่ออายุกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) อย่างแน่นอน เพราะเห็นว่า การออมเงิน เป็นเรื่องสำคัญ และถือเป็นฐานในการขยายตัวของเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง รวมถึงยังเป็นตัวสำคัญในการสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับตลาดทุนไทยด้วย ดังนั้นจึงมองว่า การต่ออายุ LTF ไม่มีปัญหา 
     ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี กรรมการคณะนโยบายพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ถือเป็นแกนหลักที่ทำให้เกิดกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ดังนั้น จึงมองว่า เรื่องการออมเป็นเรื่องสำคัญ หากเป็นรัฐบาลได้ก็พร้อมที่จะอายุแน่นอน รวมถึงการพิจารณาแนวทางกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนให้ได้รับประโยชน์ทางภาษีได้ด้วย  
     นางสาวนฤมล สอาดโฉม กรรมการบริหารพรรค พลังประชารัฐ กล่าวว่า ยืนยันว่า หากเป็นรัฐบาลจะต่ออายุเรื่องดังกล่าวแน่นอน และประชาชนไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ รวมถึงจะผลักดันกองทุนบำนาญแห่งชาติให้เกิดขึ้นให้ได้ รวมถึงอะไรที่เป็นอุปสรรคที่ตลาดทุนไทยต้องการ ก็พร้อมจะรับฟังและนำไปพิจารณา โดยพรรคพลังประชารัฐยินดีที่จะทำเต็มที่ เพื่อตลาดทุนไทย 
     
*** ย้ำการออมเป็นเรื่องสำคัญ - เป็นความสุขปชช. 
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การออม และปากท้องของชาวบ้าน เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเห็นด้วยที่จะต่อมาตรการนี้ออกไปนานๆ  
    นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า LTF ที่เกิดขึ้นนั้น ตั้งใจเพื่อทำเป็นการชั่วคราว จึงมีการกำหนดอายุเกิดขึ้นเช่นเดียวกับเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปกติจะอยู่ที่ 10% แต่ลดลงมาและต่ออายุทุกปี แต่ในเวลาของการเลือกตั้ง เชื่อว่า คงไม่มีพรรคการเมืองไหนจะบอกว่าไม่ต่อ เพื่อทำให้คะแนนของพรรคลดลง แต่ก็มองว่า คนในวงการ หรือ คนทำนโยบายก็ต้องพิจารณาถึงอนาคต ว่า เมื่อถึงเวลาจะต้องปรับขึ้น หรือ หมดสิทธิทางภาษีแล้วนั้น จะต้องทำด้วยความนุ่มนวล เช่น หากจะเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นหลักการที่ต้องพิจารณา แต่ต้องยืนยันว่า สิ่งไหนที่เป็นนโยบายออกมาและประชาชนมีความสุข เชื่อว่า ภาคการเมืองคงยกเลิกได้ยาก 
     นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า หากพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น ยืนยันว่าจะต่ออายุกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แน่นอน เนื่องจากเป็นนโยบายสำคัญของพรรคที่ต้องการให้ประชาชนเกิดความต้องการในการออมมากยิ่งขึ้น  
     นายพิชัย นรพทะพันธุ์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่สนับสนุนให้ไม่ต่อมาตรการ LTF ซึ่งในอนาคต จะพัฒนากองทุนให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

*** "เพื่อไทย" ชูแผนเพิ่มค่าแรง - สานต่อ  EEC   
    นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยในงานว่า นโยบายเศรษฐกิจของในพรรคเพื่อไทยยังคงนโยบาย ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะการเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ   และขยายโอกาส โดยเฉพาะการดูแลราคาสินค้าเกษตร ทั้งเรื่องข้าว อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อไทยพร้อมที่จะสานต่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงปรับกฎเกณฑ์และระเบียบที่สำคัญ เพื่อให้การดำเนินการมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น  
     “สิ่งที่เราทำยังคงเป็นเรื่องการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส เหมือนเดิม โดยเฉพาะเรื่องรายจ่ายนั้น อาจจะทำผ่านในรูปแบบของภาษี ที่แม้ว่าทำแล้วจะทำให้รายได้รัฐลดลงไป แต่ถือเป็นการเพิ่มรายได้ หรือแบ่งเบารายจ่ายของภาคประชาชน และสิ่งที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนฐานรากมีรายได้ เพราะถือเป็นกำลังสำคัญ ในการขับเคลื่อนประเทศได้เป็นอย่างดี”นายกิตติรัตน์ กล่าว     
 
*** "ประชาธิปัตย์"  ตั้งเป้า 4 ปีดันหุ้นไทยแตะ 2,500 จุด  เปิดตลาดเงินดิจิทัล  
    นายกรณ์ จาติกวณิช ประธานกรรมการคณะนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยในงานสัมมนา นโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย จัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทยว่า ใน 4 ปีข้างหน้า อยากเห็นดัชนีในตลาดหุ้นไทยแตะที่ระดับ 2,500 จุด นอกจากนี้ยังอยากเห็นการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (ตลท.) แห่งที่ 2 โดยจะเน้นการซื้อขายหลักทรัพย์ประเภทคริปโตเคอเรนซี่ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปเข้าถึงการลงทุน และระดมทุนในรูปแบบที่แตกต่างจากปัจจุบัน ในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว  
    นอกจากนี้ ปัจจุบัน พบว่า บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีบริษัทที่ค้าขายด้านเทคโนโลยีค่อนข้างน้อย หรือมีสัดส่วนไม่ถึง 7% ขณะที่สหรัฐสัดส่วนหุ้นที่ซื้อขายด้านเทคโนโลยีเกินกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาด ดังนั้นจึงอยากให้สัดส่วนการซื้อขายหุ้น หรือ บริษัทที่เป็นเทคโนโลยีเข้ามาจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้นในตลาด ซึ่งหากเป็นไปได้ จะถือว่าตลาดทุนไทยประสบความสำเร็จในเรื่องของการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป  
     ขณะเดียวกัน ในปัจจุบัน พบว่า รายชื่อบริษัทที่มีมูลค่าสูง และจำนวนมาก หรือ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นของบริษัทที่มีอำนาจผูกขาด หุ้นสัมปทาน หรืออาศัยใบอนุญาต และส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็น คือ มีบริษัทที่ไม่ต้องอาศัยความได้เปรียบจากเรื่องดังกล่าวมาสร้างรายได้ หรือ อยากเห็นบริษัทที่สร้างรายได้ด้วยมูลค่าของตัวเองเพิ่มมากขึ้นในตลาดหุ้นไทย

*** "ชาติพัฒนา" ดันตลาดโลว์แคป ดัน SME เข้าตลาดหุ้น   
    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา เปิดเผยว่า  เบื้องต้นนโยบายสำคัญ และถือเป็นนโยบายเร่งด่วน คือ เน้นไปที่เศรษฐกิจฐานรากเป็นสำคัญ สำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศนั้น ยังอยากให้การลงทุนในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) เนื่องจากมองว่า จะช่วยลดงบประมาณของภาครัฐได้ ด้านตลาดทุนไทยนั้น อยากผลักดันให้บริษัทใหม่ๆเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่ต้องการให้เกิดเพิ่มมากขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการสร้างมาตรฐานในธุรกิจขนาดย่อม เช่น การเพิ่มตลาดโลว์แคป  
    “ นโยบายของพรรคสำคัญ คงเน้นเรื่องช่วยแก้เศรษฐกิจ เราจะเพิ่มตลาดโลว์แคปให้เกิดขึ้นในตลาดทุนไทยให้ได้ เพื่อที่จะผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอี หรือพวกธุรกิจขนาดย่อม เข้ามาจดทะเบียน หรือมีโอกาสเกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่านอกจากจะเพิ่มแหล่งระดมทุนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอีเพิ่มมากขึ้นด้วย ”นายสุวัจน์ กล่าว

*** "ภูมิใจไทย" เน้นความเท่าเทียม - หนุนโครงสร้างพื้นฐานดันศก. 
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภูมิใจไทย เปิดเผย ว่านโยบายของพรรค ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในทุกด้าน เพื่อสร้างความเท่าเทียม และ ที่สำคัญต้องทำให้ทุกคนสามารถเลี้ยงปากท้องได้บนความพอเพียง ทำให้พรรคมีสโลแกน ลดอำนาจรัฐ เพื่อปากท้องประชาชน พร้อมเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพิ้นฐาน  และทำให้ตลาดทุนเป็นที่ออมที่ปลอดภัย 
     นอกจากนี้มองว่า จากประสบการณ์เป็นผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะพบปัญหา และ อุปสรรค จากการติดต่อหน่วยงานภาครัฐมาโดยตลอด โดยเฉพาะคำว่าดุลยพินิจ ซึ่งอยากจะตัดคำนี้ออก หากพรรคได้เข้ามาบริหารประเทศ ขณะที่พบว่าหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง มีอิสระในการทำงานที่ภาคการเมืองไม่สามารถแทรกแซงได้
    "ยกตัวย่างหน่วยงานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ก.ล.ต. ที่ภาคการเมืองไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงกระบวนการทำงานได้ โดยอยากให้หน่วยงานอื่นๆ ที่มีอำนาจในการดำเนินการอนุมัติเรื่องต่างๆ นำหลักการของก.ล.ต. มาปรับใช้เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจ "นายอนุทิน กล่าว
    ส่วนความเห็นส่วนตัวอยากให้รัฐบาลมีการประกาศเลือกตั้งทุกวัน เพราะเห็นได้ชัดว่าหลังประกาศการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นไทยดีดตัวขึ้นทันที สะท้อนว่าตลาดหุ้นมีการตอบรับกับข่าวดังกล่าว

*** "พลังประชารัฐ" ย้ำ ตลาดทุนเป็นของคนไทยทุกคน 
    นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  เปิดเผยว่าหากจะพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน ต้องมีนโยบายหลักมี 3 ด้าน คือ สวัสดิการประชารัฐ เศรษฐกิจประชารัฐ สังคมประชารัฐ โดยสวัสดิการประชารัฐ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไทยทุกคนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสและความเท่าเทียม ซึ่งจะเป็นหลักประกันที่มั่นคงในชีวิต เช่น เรื่องรายได้ และ การศึกษา ส่วนเศรษฐกิจประชารัฐ เพื่อการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี และสังคมประชารัฐ เป็นการกระจายความเจริญไปยังทุกๆ พื้นที่ เพราะเพียงแค่กระจายอำนาจคงไม่เพียงพอ แต่ต้องแก้ปัญหาคนเข้ามาทำงานในเมือง
    สำหรับการเพิ่มบทบาทของตลาดทุนที่มีต่ออนาคตของประเทศไทยถือว่าเป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน และ ครอบคลุมทุกมิติ เพราะการพัฒนาในทุกด้านมีความเชื่อมโยงกัน โดยในช่วง 4 ปี หลังการเลือกตั้งนั้น อยากเห็นตลาดทุนเป็นของคนไทยทุกคน และ ดึงศักยภาพของบุคลากรในแวดวงตลาดทุนไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นด้วย
    "สวัสดิการประชารัฐไม่ใช่การแจก แต่เป็นการที่จะให้คนไทยมีในสิ่งที่ควรมี โอกาสที่ควรจะมีมาตั้งนานแล้ว ก็ควรจะมี นี่ คือ การแก้ไขความเหลื่อมล้ำ มีหลายมิติ เรามักพูดเรื่องรายได้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ แต่ยังมีด้านอื่น เช่น ด้านสาธารณสุข การศึกษา สุดท้าย สิ่งเหล่านี้หากปล่อย และ สั่งสมไปนานๆ จะทำให้ติดกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งมาจากความเหลื่อมล้ำ การขาดโอกาส เราต้องทำให้คนไทยมีสวัสดิการที่จำเป็น"นายอุตตม กล่าว
 
*** "ชาติไทยพัฒนา" ชี้ตลาดทุนยังไม่มั่นคง
    นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ชาติไทยพัฒนา เปิดเผย ว่า  พรรคต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง โดยจะแยกดูแลระหว่างภาคเกษตร และ มนุษย์เงินเดือน ซึ่งขณะนี้มองว่าตลาดทุนยังไม่มีความมั่นคง โดยจะต้องช่วยกันพัฒนา และ ทำให้คนสามารถเข้าถึงตลาดทุนให้ได้ เพราะตลาดทุน คือ หัวใจหลักของเศรษฐกิจประเทศ
    "ภาคเกษตรจะลดต้นทุนการเกษตรเพื่อนำเงินเข้าประเทศจากที่ไทยมีจุดเด่นเรื่องอาหาร และ ทำให้การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ถัดมาของประเทศ โดยต้องต้องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไปด้วย ไม่ใช่กระจุกแค่เพียงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง"นายสัมพันธ์ กล่าว

 


 


 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด