ข่าวนี้ที่ 1

PTTEP กระอักพิษบาทอ่อน! ฉุดกำไร Q2 ทรุดหนัก 52%

PTTEP กระอักพิษบาทอ่อน! ฉุดกำไร Q2 ทรุดหนัก 52%

    "ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม" เปิดงบไตรมาส 2/61 มีกำไรสุทธิ 3.59 พันลบ. วูบหนัก 52% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังเจอพิษบาทอ่อนค่าฉุดงบกว่า 7,184 ลบ. ยอมรับค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกในช่วงครึ่งปีหลังตามปัจจัยภายนอกประเทศกดดัน เล็งหันคุมต้นทุนการผลิต มั่นใจทั้งปีคุมได้ตามแผนที่ 30-31 ดอลลาร์/บาร์เรล


*** บาทอ่อนฉุดกำไรสุทธิวูบ52%

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เผยผลประกอบการไตรมาส 2/61 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,590.27 ล้านบาท ลดลงถึง 52% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7,535.56 ล้านบาท ทำให้ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 16,970.98 ล้านบาท ลดลง 14.37% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 19,819.75 ล้านบาท
    แม้จะมีกำไรปกติในไตรมาส 2/61 ถึง 10,774 ล้านบาท แต่จากรายการขาดทุนที่ไม่ใช่จากการดำเนินงานปกติที่สูงถึง 7,184 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการขาดทุนและค่าใช้จ่ายภาษีจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐระหว่างไตรมาส ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่กระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัท ส่งผลให้กำไรสุทธิในงวด 6 เดือนแรก ทำได้เพียง 16,970.98 ล้านบาท ลดลง 14.37% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
    สำหรับค่าเงินบาทคาดว่ายังคงมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในครึ่งหลังของปี โดยมีปัจจัย ได้แก่ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินการคลังของประเทศอุตสาหกรรมหลัก สงครามการค้าของชาติมหาอานาจที่อาจกดดันการส่งออกของไทย และการเคลื่อนไหวตามสกุลเงินหลักในภูมิภาค ประกอบกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจยุโรปและความขัดแย้งทางการเมืองในหลายภูมิภาค อย่างไรก็ตามมีปัจจัยที่ต้องติดตามประกอบด้วย การเติบโตของเศรษฐกิจไทยและความชัดเจนในนโยบายการเลือกตั้ง ประกอบกับความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงปลายปี
    ทั้งนี้ ผลประกอบการของบริษัทฯจะได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ในรูปของภาษีเงินได้จากอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของสกุลเงินที่ใช้ในการยื่นภาษีกับสกุลเงินที่ใช้ในการบันทึกบัญชี แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีผลต่อกระแสเงินสด สาหรับอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นนั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อภาระดอกเบี้ยของบริษัทเนื่องจากโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยของบริษัทปัจจุบันเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ทั้งหมด

*** มั่นใจยังรักษาต้นทุนขายได้ตามแผน

    ด้านต้นทุนขายในไตรมาส 2/61 บริษัทมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 46.94 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ 31.51 ดอลลาร์/บาร์เรล และมีปริมาณการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 302,846 บาร์เรล/วัน ซึ่งบริษัทฯเชื่อว่าทั้งปีจะสามารถรักษาต้นทุนต่อหน่วยสำหรับปี 61 ได้ในระดับ 30 - 31 ดอลลาร์/บาร์เรล ตามแผน
    โดยเน้นการควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการดาเนินงานตามแนวทางต่าง ๆ อาทิ ลดจานวนวันและค่าใช้จ่ายในการเจาะหลุม เพิ่มประสิทธิภาพการสร้างและออกแบบแท่นผลิต เจรจาเพื่อลดต้นทุนการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะจัดจ้างในอนาคต รวมถึงบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ เช่น การลดจานวนเรือ การลดการสั่งซื้ออุปกรณ์การผลิตเพื่อมาเก็บไว้

*** คาดไตรมาส 3/61 ปริมาณการขายแตะ 3.08 แสนบาร์เรล/วัน

    คาดว่าปริมาณการขายในไตรมาส 3/61 จะอยู่ที่ประมาณ 308,000 บาร์เรล/วัน และทั้งปี 61 เฉลี่ยประมาณ 310,000 บาร์เรล/วัน โดยปริมาณการขายปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากการรับรู้ปริมาณการขายเพิ่มเติมของโครงการบงกชที่เข้าซื้อสัดส่วนเพิ่ม 22.22% ในช่วงปลายเดือนมิ.ย. 61 ขณะที่คาดว่าต้นทุนต่อหน่วยในไตรมาส 3/61 จะอยู่ในช่วง 31-32 ดอลลาร์/บาร์เรล

*** ราคาน้ำมันดิบดูไบครึ่งปีหลัง 65-75 ดอลลาร์/บาร์เรล

    บริษัทคาดแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบในครึ่งหลังของปี 61 จะอยู่ในช่วง 65-75 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างต่อเนื่องของเวเนซุเอลาและอิหร่านที่ถูกมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา ประกอบกับการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐอเมริกาที่ชะลอตัวจากข้อจำกัดด้านท่อขนส่งน้ำมัน นอกจากนี้เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นว่ากลุ่มประเทศโอเปกและกลุ่มนอกโอเปกจะขยายเวลาความร่วมมือในการจำกัดกำลังการผลิตออกไปถึงปี 62 หลังจากที่ข้อตกลงเดิมจะจบในสิ้นปี 61 เนื่องจากบริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดิอาระเบีย (Aramco) มีแผนเข้าตลาดหุ้น (IPO) ในปี 62
    ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบ โดยเฉพาะจากประเทศในกลุ่มโอเปกนำโดยซาอุดิอาระเบียและรัสเซียที่ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อทดแทนการผลิตที่หายไปจากลิเบีย อิหร่าน และเวเนซุเอลา รวมไปถึงการที่สหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายตั้งกาแพงภาษีกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะจีน ซึ่งอาจมีการตอบโต้กลับจนกลายเป็นสงครามการค้า (Trade War) และการเลือกตั้งในอิตาลีในปลายปี 61 ที่อาจมีผลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

    สำหรับสถานการณ์ LNG ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ายังคงอยู่ในสภาวะล้นตลาด โดยกำลังการผลิตรวมจากโครงการเดิมและโครงการใหม่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3% เป็น 320 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าความต้องการใช้ที่จะอยู่ประมาณ 310 ล้านตัน อย่างไรก็ตามคาดว่าราคาเฉลี่ยของ LNG จะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก โดยราคา Asian Spot LNG สำหรับปี 61 ตลาดคาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วงราคาเฉลี่ยที่ 7.3 - 9.6 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู (ข้อมูลจาก PTT PRISM, FGE และ Wood Mackenzie)
    อย่างไรก็ตามราคา LNG ในตลาดโลกอาจมีความผันผวนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ต้องจับตามอง อาทิ ปัจจัยกดดันราคาจากปริมาณการผลิต LNG ที่เพิ่มขึ้นจากโครงการใหม่ ๆ ในขณะที่ปัจจัยสนับสนุนมาจากการผลิต LNG ที่ไม่เป็นไปตามแผนและความต้องการ LNG ที่เพิ่มขึ้นกว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย รวมไปถึงนโยบายทางพลังงานของประเทศต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ ได้มีการคาดการณ์ว่าสภาวะตลาด LNG จะเริ่มกลับเข้าสู่จุดสมดุลหลังจากปี 65

*** เดินหน้าขยายลงทุน

    บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างขยายการลงทุนต่อเนื่อง โดยในขณะนี้แหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบอุบลภายใต้โครงการคอนแทร็ค 4 อยู่ระหว่างเตรียมการพัฒนา ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 65 ที่กำลังผลิตน้ำมันดิบ 25,000 บาร์เรล/วัน และก๊าซธรรมชาติที่ 50 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
    ขณะที่โครงการอยู่ระหว่างการสำรวจทั้งบนบกและในทะเล อาทิ โครงการ เมียนมาร์ เอ็ม 3 คาดว่าจะเสนอแผนพัฒนาโครงการต่อรัฐบาลเมียนมาได้ภายในไตรมาส 3/61 โดยโครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ระหว่างสำรวจมีทั้งหมด 7 โครงการ ทวีปอเมริกา 5 โครงการ ออสเตรเลีย 1 โครงการ และแอฟริกา 3 โครงการ    







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด