สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 27 มิถุนายน 2561 | 17:14

กูรูห่วงหุ้นไทยหลุด 1,500 จุด หวั่นสงครามการค้าบานปลาย

กูรูห่วงหุ้นไทยหลุด 1,500 จุด หวั่นสงครามการค้าบานปลาย

    "เอเซีย พลัส"  ห่วงสงครามการค้ากระจายวงกว้าง  ฉุดเศรษฐกิจโลก ชี้การกีดกันการค้าของสหรัฐกับจีน มีโอกาสฉุดดัชนีปี 62 อยู่ที่ 1,483 จุด EPS ร่วงต่ำกว่า 100 บาทต่อหุ้น พร้อมประเมินหุ้นไทยไตรมาส 3/61 ยังผันผวนสูง เงินต่างชาติไหลออก แนะลงทุนหุ้นปลอดภัยจากดอกเบี้ยขาขึ้น ด้าน "หยวนต้า" คงเป้าดัชนีปีนี้ที่ 1,870 จุด บน EPS ที่ 109.45 บาท/หุ้น  มองสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ "ลอมบาร์ด โอเดียร์  ชี้ตลาดหุ้นไทยยังผันผวนอีก 2-3 เดือน 

*** "เอเซีย พลัส" ห่วงหุ้นไทยหลุด 1,500 จุด 
    นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส หรือ ASP เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีหลังของปี 61 เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น จากสงครามการค้าโลกที่ขยายกว้าง โดยขณะนี้ไม่ใช่แค่สหรัฐฯกับจีนเท่านั้นที่เป็นคู่พิพาทกัน แต่สหรัฐฯยังเปิดศึกการค้ากับยุโรป เม็กซิโก และแคนาดา ทำให้หลายประเทศดังกล่าว ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯเช่นกัน หล่งจากสหรัฐฯได้ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมทั่วโลกไปก่อนหน้านี้
    จากการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่าการกีดกันทางการค้าทุกๆ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะกระทบต่อการค้าโลกปี 61 หดตัวราว 9% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการค้าโลกอยู่ที่ 38 ล้านล้าดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่วงเงินกีดกันการค้าจากสหรัฐฯอาจปรับขึ้นไปแตะ 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น และไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น แต่ผู้ผลิตสินค้าสนับสนุนการส่งออก (Supply Chain) ก็กระทบไปด้วย
    ขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบจากสินค้าที่แพงขึ้น ตามมาด้วยแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและกระทบเศรษฐกิจโลกในท้ายที่สุด โดยที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก (GDP) ปี 61-62 ตามที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้อยู่ที่ขยายตัว 3.9% เป็นการเติบโตจากฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯและยุโรป
    "ประเด็นสงครามการค้า ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อหุ้นไทยในปี 62 โดยประเมินว่าหากสหรัฐฯใช้มาตรการทางภาษีถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีโอกาสกดดัชนีหุ้นไทยให้อยู่ในระดับต่ำว่า 1,500 จุด หรืออยู่ที่ 1,483 จุด และกำไรต่อหุ้น(EPS) จะลดลงประมาณ 20% อยู่ที่ 98.51 บาทต่อหุ้น จากปี 61 ที่คาด EPS อยู่ที่ 110.78 บาทต่อหุ้น เนื่องจากไทยมีการส่งออกถึง 60-70% ทำให้ได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่จะมีการเพิ่มภาษี หงกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ ยานยนต์ และหุ่นยนต์ ซึ่งเอเชีย ผลิตและส่งออกอย่างมาก"

*** ดอกเบี้ยเฟดยังกดดันเงินไหลออก
    นางภรณี ประเมินช่วงที่เหลือของปีนี้ แนวโน้มของกระแสเงินทุน (Fund Flow) ยังไหลออกต่อเนื่อง เพราะคาดดว่าสหรัฐฯจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด นับตั้งแต่ต้นปี 61 จนถึงปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นภูมิภาคเอเชียกว่า 1.93 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหุ้นไทยถูกขายมากที่สุดในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย และฟิลลิปปินส์) อย่างไรก็ตามมองว่าจากนี้ไปแรงขายหุ้นภูมิภาคน่าจะจำกัด สะท้อนจากการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือนพ.ค. 61 อยู่ที่ 23.2% รวมกับการถือผ่าน NVDR อีก 7.01% เป็น 30.20% ถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับสูงสุดที่ 36.88% เมื่อสิ้นเดือนมี.ค. 55 สอดคล้องกับสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่าไตรมาส 3/61 ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยเฉลี่ยเล็กน้อย 771 ล้านบาท
    “ไตรมาส 3 และช่วงครึ่งปีหลัง เรื่องสงครามการค้าจะรุนแรงขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เรื่องดอกเบี้ยก็เช่นกัน สหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด เงินทุนก็จะยังไหลออก สองเรื่องนี้จะเป็นประเด็นหลักที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย”นางภรณี กล่าว

*** ลดเป้ากำไรตลาดเหลือ 1.1 ล้านลบ.
    สำหรับภาพรวมกำไรตลาดในไตรมาส 2/61 จะอ่อนตัวลงจากไตรมาสแรก แต่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมี อาจจะได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน แต่ทางฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรตลาดปี 61 มาอยู่ที่ 1.10 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ 110.70 บาท/หุ้น จากประมาณการเดิมที่ 1.12 ล้านล้านบาท และ EPS ที่ 112.39 บาท/หุ้น
    ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมามีการปรับฐานเกิดขึ้น ทำให้ระดับ Expected P/E ลงมาอยู่ที่ราว 15 เท่า และมี upside ราว 7% โดยอิง P/E 16 เท่า ทำให้ได้ดัชนี SET Index เป้าหมายที่ 1,771 จุด ในสิ้นปีนี้ ซึ่งปัจจุบันคาดว่าจะไม่ถึงระดับดัชนีเป้าหมายในช่วงสิ้นปีนี้ ดังนั้นจึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น 40% ของพอร์ต จากเดิม 30% โดยกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นกลุ่ม Domestic Play ใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มปลอดภาระหนี้ กลุ่มมีหนี้กับสถาบันการเงินน้อย กลุ่มมีภาระดอกเบี้ยจ่ายในอัตราคงที่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่จะได้รับประโยชน์จากควคืบหน้าการลงทุนภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน ที่มีสัญญาณดีขึ้น
    ขณะที่กลุ่มที่ให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า แต่อย่างไรก็ตามมองว่าตลาดหุ้นตอบรับความกังวลจากประเด็นสงครามการค้าไประดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังต้องดูทาทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯว่าจะมีท่าทีอ่อนข้อลงหรือไม่

*** "หยวนต้า" เชื่อ 1-2 เดือนคลี่คลาย
    นางสาวมยุรี โชวิกรานต์ หัวหน้าสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด  ยังคงเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,870 จุด กำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 109.45 บาท หรือเติบโต 10.52% สำหรับในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงและเร็ว เนื่องจาก MSCI มีการปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นในภูมิภาค รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากความวิตกกังวลจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ จีน ยุโรป และกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาส่งสัญญาณว่าในปีนี้จะขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 4 ครั้ง จากเดิมคาด 3 ครั้ง ส่งผลให้เงินทุนไหลออก และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกแล้วสุทธิ 178,861 ล้านบาท ??รวมถึงยังเป็นผลจากการทำธุรกรรมแบบบล็อกเทรดซึ่งเป็นวิธีการซื้อขายที่ให้บันทึกรายการจับคู่ซื้อขาย Single Stock Futures ที่ราคา และจำนวนสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้วเข้ามายังระบบการซื้อขายของ TFEX ซึ่งต้องมีปริมาณการซื้อขายไม่ต่ำกว่าที่ TFEX กำหนด ได้รับความสนใจจากนักลงทุนค่อนข้างมาก โดยมีมูลค่าสูงถึง 38,000 ล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมา
    “มองว่า สงครามการค้าคงไม่ยืดเยื้อ เชื่อว่าจะถอยกันคนละก้าว เพราะหากยังคงทำต่อ อาจกระทบกับประเทศคู่ค้าของทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน ยุโรป รวมถึงกระทบกับภาคเอกชนของแต่ละประเทศด้วย ดังนั้น เชื่อว่าภายใน 1-2 เดือน จะเห็นการคลายตัวของปัญหาดังกล่าว”นางสาวมยุรี กล่าว

*** แนะลงทุนหุ้นปันผล-ทนความเสี่ยงได้ดี
    ตลาดหุ้นไทยจากนี้ไปมองว่า โครงสร้างตลาดโดยรวมหุ้นใหญ่ยังคงเป็นหุ้นที่ชี้นำตลาดได้ดี ในขณะที่หุ้นเล็กยังคงฟื้นตัวได้อย่างจำกัด ส่วนการลงทุน แนะนำหุ้นปันผล เนื่องจากทนแรงเสียดทานต่อปัจจัยเสี่ยงได้ดี โดยครั้งนี้แนะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอที่น่าสนใจในการลงทุนในครึ่งแรกของปีนี้ เช่น LH ที่คาดว่าครึ่งปีแรกจะให้ผลตอบแทน 3.9% TTW 3% KKP 3% INTUCH 3% QH 2.9% PSH 2.9% SENA 2.7% และ HREIT 2.5% เป็นต้น
    ทั้งนี้ ยังมองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในกรอบ 1,600-1,620 จุด เป็นจุดเหมาะสมที่จะเข้าไปซื้อได้ หรือ บน P/E ที่ค่าเฉลี่ย 14.5 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่อยู่ที่ 15.2 เท่า และจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุนปัจจุบัน คือ ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ก่อนที่จะมีการขึ้นเครื่องหมาย XD โดยแนะนำว่า ให้นักลงทุนเข้าไปซื้อหุ้นพื้นฐานดีช่วงก่อน 2 เดือนที่จะขึ้นเครื่องหมายดังกล่าว และขายออกก่อนที่จะขึ้นเครื่องหมาย 1 วัน ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ถึง 5% และหากซื้อก่อน 1 เดือน และขายก่อนขึ้น XD 1 วัน มีโอกาสได้ผลตอบแทน 2.6%
    อีกกลุ่ม คือ กลุ่มที่กำไรดี และราคาปรับลดลงกว่า 10% เช่น KKP ที่มองว่าจะเติบโตดีทั้งไตรมาสต่อไตรมาส และเติบโตดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีการจ่ายเงินปันผลทั้งปีมากกว่า 4% เนื่องจากมีรายได้จากค่าธรรมเนียม IPO กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ และหุ้นโอสถสภา ??หุ้น PTTGC เนื่องจากราคาลงมามากกว่า 10% และ P/E ที่ 8-9 เท่า เนื่องจากบริษัทน่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน ??และ BJC ที่ราคาหุ้นลงมาเกือบ 20% ซึ่งมองว่ากำลังซื้อยังเป็นเชิงบวก โดยคาดการณ์กำไรปีนี้ที่ 20-30% เมื่อเทียบกับปีก่อน ดังนั้น หุ้นทั้ง 3 ตัว เมื่อราคาลงมาเยอะกับคาดการณ์การเติบโตดีในอนาคต จึงมองว่าน่าจะเป็นจังหวะที่ดีที่จะเข้าไปลงทุน

*** "ลอมบาร์ดฯ"ชี้หุ้นไทยยังผันผวนอีก 2-3 เดือน
    ดร.แซมมี่ ชาร์ หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ ลอมบาร์ด โอเดียร์ กล่าวว่า ประเทศไทยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเศรษฐกิจเติบโตได้ดี ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ โดยทำให้ต้นทุนทางการเงินก็ต่ำไปด้วย ซึ่งไม่มีเหตุผลที่จะกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นดอกเบี้ย โดยปัจจัยต่างๆส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนมีการเติบโตที่ดี แต่ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยมีการแกว่งตัว หรือ ปรับตัวลดลง ซึ่งมาจากเหตุผลปัญหาทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน โดยไทยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในเอเชีย จึงไม่สามารถหลีกหนีผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้
    อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 เดือนต่อจากนี้เชื่อว่าความกดดันจากการค้าจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อไป ซึ่งส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย แต่ต้องเข้าใจว่ากำไรจากบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยหากความกังวลนั้นหมดไปก็จะทำให้เงินทุนไหลกลับมา ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพ.ย.นี้ โดยเป็นช่วงเลือกตั้งของสหรัฐ
    "นักลงทุนควรพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งปัจจัยพื้นฐานของไทยถือว่าอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่ง จึงอยากให้มองข้ามความกังวลนั้นไป ซึ่งตอนนี้ควรทยอยลงทุนในยามที่จังหวะเหมาะสม และ อุตสาหกรรมที่ควรลงทุนยังน่าสนใจทุกเซ็กเตอร์"นายแซมมี่ กล่าว
    ชี้หุ้นกลุ่มพลังงานยังแนะนำให้ซื้อ และ ลงทุนในระยะยาวได้ ประเมินราคาน้ำมันที่ 70-75 เหรียญต่อบาร์เรล จากความต้องการน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง แม้จะมีพลังงานทางเลือกเกิดขึ้นมามาก แต่เชื่อว่าน้ำมันยังเป็นพลังงานหลักต่อไปในเวลา 5-10 ปีข้างหน้า

*** ประเมินศก.ไทยครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง
    ดร.แซมมี่ ชาร์  ประเมินเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังเติบโตได้ดี เพราะส่งออกยังเป็นพระเอก การบริโภคในประเทศยังเติบโต การท่องเที่ยวก็เติบโตได้ดีเช่นกันทำให้ความต้องการสินเชื่อมีมากขึ้น
    "ปัจจัยในประเทศเราถือว่าดีมาก ดุลบัญชีเดินสะพัดก็ดี ทุนสำรองระหว่างประเทศก็ดี ซึ่งพื้นฐานเศรษฐกิจเราก็แข็งแกร่ง ขาดแค่ความเชื่อมั่นเท่านั้น ถ้าก้าวข้ามผ่านไปได้ก็ไม่มีเรื่องใดที่ต้องกังวล"นายแซมมี่ กล่าว
    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง และ ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค นำโดยสหรัฐ ยุโรป และ กลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยเศรษฐกิตหลักๆมีฐานะทางการเงินและการคลังที่เข้มแข็ง 
    ขณะที่นโยบายภาครัฐอยู่ในเชิงผ่อนคลาย และ เศรษฐกิจขยายตัวสม่ำเสมอส่งผลถึงความสามารถในการสร้างกำไรของภาคธุรกิจ แม้จะมีผลกระทบจากการกีดกันทางการค้า ซึ่งนักลงทุนควรจัดพอร์ตการลงทุนตามพื้นฐานที่แท้จริงของเศรษฐกิจ ศักยภาพการสร้างผลกำไรของบจ. โดยกระจายการลงทุนให้หลากหลายทั้งเงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้นกู้แปลงสภาพ หุ้น และ โภคภัณฑ์ สำหรับตราสารทุนภูมิภาคที่น่าสนใจ คือ ยุโรป และ กลุ่มประเทศเกิดใหม่ เนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงกลางของระยะฟื้นตัว และ ยังมีเวลาที่จะเติบโตได้ต่อ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด