ข่าวนี้ที่ 1

กูรู เชื่อปี62 SET Index 2,000 จุด -หุ้นอิง ศก.เป็นพระเอก

กูรู เชื่อปี62 SET Index 2,000 จุด -หุ้นอิง ศก.เป็นพระเอก

            เซียนหุ้นประสานเสียง SET ปี 62 ยืนในกรอบ 1,850-2,000 จุด ได้ปัจจัยบวกภายในหนุน แต่ภาพระยะสั้น -กลาง ยังผันผวน แนะเล่นสั้นใช้กราฟเก็งกำไร  ส่วนลงทุนยาวหาจังหวะเก็บหุ้นอิง ศก.ภายใน WHA,AMATA,EASTW,BBL,KBANK, ADVANC,DTAC, SEAFCO, CPALL ขณะที่ "ทองคำ" ยังเป็นสินทรัพย์น่าลงทุน ด้าน  FINNOMENA เปิดชื่อ 5 กองทุนที่ดีที่สุด 

            เมื่อวันเสาร์ (3 พ.ย.) ที่ผ่านมา กลุ่ม efin ได้จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปี Better Trade 2018  ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้ธีมงาน "โอกาส หรือ อากาศ"  โดยในงานนี้มีนักวิเคราะห์ชื่อดังและผู้เชี่ยวชาญในวงการตลาดเงิน ตลาดทุน ร่วมเป็นวิทยากร และวิเคราะห์ถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยปีหน้า รวมถึงปัจจัยบวก ปัจจัยลบ กลยุทธ์และโอกาสในการลงทุน รวมทั้งไอเดียในการเลือกซื้อกองทุน LTF/RMF     

***เอเซียพลัส มองกรอบ SET ปี62 1,840-1,850 จุด 


            นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวในงานสัมมนาช่วง "วิเคราะห์โอกาส" โดยประเมินกรอบดัชนีปี 62 ที่ 1,840 - 1,850 จุด อิง P/E 16 เท่า บนสมมุติฐานของ EPS ที่ 115 บาท/หุ้น หรือเติบโตจากปีนี้ 6.4% ปัจจัยสนับสนุนมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงโตได้ต่อเนื่อง และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)ที่รัฐบาลผลักดันให้เกิดขึ้นและทำให้เป็นตัวกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน
            ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยปัจจุบันเริ่มมีการมีพูดคุยกันโดยตรงระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน หากยังคงมีความยื้อเยื้อต่อไปก็อาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าในปี62 อาจจะเริ่มเห็นผลกระทบจากประเด็นดังกล่าว สะท้อนไปยังตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)ของจีน,สหรัฐฯ และไทย มีทิศทางที่ปรับตัวลดลง โดยอาจจะส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย 

*** ธีมการลงทุนในปี 62 ชูกลุ่ม Domestic play

            นายเทิดศักดิ์ กล่าวต่อว่า ธีมการลงทุนในปี 62 แนะลงทุนหุ้นในกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ หรือตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic play) ซึ่งมี 5 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้ 
            (1) กลุ่มค้าปลีก เลือก  CPALL จากที่เคยเทรด P/Eสูง ปัจจุบันเทรดที่ P/E ต่ำกว่าอดีตมาก ราคาจึงเริ่มน่าสนใจในการเข้าลงทุน กำไรเริ่มถึงจุดพลิกฟื้นขึ้นไป ประเมินมูลค่าเหมาะสมปีหน้าที่ 80 บาท  
            (2) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับอานิสงส์โครงการอีอีซีเลือก WHA,AMATA และ EASTW ทำธุรกิจขายน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรมในเขตนิคมฯ รายได้ไม่ผันผวน ปันผลดี ราคาขายน้ำก็ขยับสูงขึ้นในปีหน้า 
            (3) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เลือก SEAFCO กำไรเป็นแนวโน้มขาขึ้น เป็นบริษัทในกลุ่มรับเหมาที่มี Backlog สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และไตรมาส 3 คาดว่ากำไรจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน   
            (4) กลุ่มไอซีที เลือก DTAC โดยมองว่าปัจจุบันเกมมือถือเปลี่ยนไปแล้ว หมดยุคให้บริการสัมปทานที่มีต้นทุนสูงมาสู่ระบบใบอนุญาต ซึ่งต้นทุนต่ำกว่า ดังนั้นสิ่งที่จะเปลี่ยนไปหลักๆ มี 2 เรื่อง คือ  1.แม้รายได้แค่ทรงๆ แต่เมื่อต้นทุนปรับลงกำไรก็ปรับขึ้น และ 2.แนวโน้มต้นทุนค่าคลื่นความถี่จะไม่สูงไปกว่านี้ สังเกตจากการเปิดประมูล 2 รอบที่ผ่านมา ไม่มีบริษัทไหนอยากเข้าประมูล ทำ
ให้ การจะเพิ่มต้นทุนค่าคลื่นแนวโน้มจะน้อยลง และยิ่่งไปสู่ 5G ต้นทุนน่าจะต่ำกว่านี้  
            ภาพของการแข่งขันจากนี้ไป จะไม่มีการแย่งฐานลูกค้ากันแล้ว เพราะเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าจำนวนเลขหมายคงไม่เพิ่มไปกว่านี้ แต่จะมุ่งประเด็นการแข่งขันไปที่การเพิ่มรายได้ต่อเลขหมาย ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ไม่มีค่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน ดังนั้น กำไรของบริษัทในกลุ่มไอซีที จึงน่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ตัวที่น่าจะเห็นการพลิกกลับของกำไรแรงสุดคือ DTAC  
            (5) กลุ่มธนาคาร มากับวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น โดยกลุ่มแบงก์ที่มีฐานลูกค้ารายใหญ่ จะมีความพร้อมในการปล่อยสินเชื่อ
รองรับในช่วงที่เอกชนขยายการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ และจะยิ่งได้อานิสงส์มากในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น นั่นคือ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ประเมินมูลค่าเหมาะสม 233 บาท และธนาคารกสิกรไทย (KBANK)ราคาลงมาแรงจนเริ่มน่าสนใจ มูลค่าเหมาะสม 252 บาท ในช่วงที่ราคาหุ้น KBANK ปรับลงแรงทำให้อัพไซด์เพิ่มขึ้น   

*** ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี  มองดัชนีปีหน้า 2,000 จุด 


            นายณัฐวัฒน์  อ้นรัตน์  รองกรรมการผู้จัดการ บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวในช่วง "วิเคราะห์โอกาส"  โดยระบุว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 62 มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2,000 จุด โดยอิงค่า P/E ของตลาดที่ 15 เท่า โดยการที่รัฐบาลยังคงยืนยันกำหนดระยะเวลาการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.2562 ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นปริมาณการซื้อขาย
            ขณะเดียวกันคาดการณ์ว่า นักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความน่าสนใจในการลงทุนมากกว่ากลุ่มประเทศเกิดใหม่อื่น ดังนั้น จึงเชื่อว่าโดยรวมแล้วจะมีกระแสเงินทุนจากต่างชาติเข้าประเทศไทยในช่วงปี 2562 หลังจากมีความชัดเจนด้านการเลือกตั้ง
            "แรงขายต่างชาติลึกมากแล้ว คำถามคือ จะเข้ามาไหมผมเชื่อว่ายังไงก็ต้องเข้า เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่เลือกตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง ฟันด์โฟลว์น่าจะมา เขารออยู่เพราะบางกองทุนตอนนี้ยังเข้ามาไม่ได้" นายณัฐวัฒน์ กล่าว 
             ทั้งนี้ การที่นักลงทุนต่างชาติเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กลุ่มการแพทย์ และหุ้นบางตัวในกลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้เชื่อว่ากลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มธนาคาร รวมถึงกลุ่มหุ้น laggard เช่น อุปโภคบริโภค จะ outperfome ตลาดในปี 2562
            สำหรับ 11 หุ้นเด่นในปี 2562 ได้แก่ BBL,KBANK,PTTEP,PTTGC,CPALL,ROBINS,TRUE,AOT,CENTEL,LH และ QH
            กลยุทธ์ในการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2561 คาดว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในลักษณะ side way แนะนำนักลงทุนหาจังหวะลงทุนในกรอบ หากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นรวดเร็วแนะนำขายเพื่อทำกำไร ขณะเดียวกันหากราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วให้แนะนำซื้อ  
            "ถ้า flow เข้าเชื่อว่าจะถึง 2,000 จุด แต่ปัญหาคือจะเข้าที่ไทยหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่มองว่าประเทศไทยดีที่สุด ดังนั้น จึงต้องรอ flow กับการเลือกตั้ง ส่วนช่วงสั้นจะต้องจับตาว่าเดือน พ.ย.นี้ flow จะเข้าหรือไม่ถ้าไม่เข้าหุ้นไทยก็คงจะลงไม่มากเพราะพื้นฐานบริษัทยังแข็งแกร่งอยู่ จึงแนะนำให้ลงทุนระยะสั้น" นายณัฐวัฒน์ กล่าว

*** กสิกรไทย แนะกลยุทธ์เล่นสั้นกับยาว, กลางไม่น่าสนใจ


            นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย กล่าวในช่วง "วิเคราะห์โอกาส" ว่า กลยุทธ์การลงทุนจากนี้ไป การเก็งกำไรระยะสั้น และการลงทุนระยะยาว จะมีความน่าสนใจมากกว่าการลงทุนในระยะกลาง แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุนของแต่ละคน ซึ่งหุ้นที่น่าสนใจมี 4 ตัวคือ SPALI,SIRI,ADVANC และ PTTEP นอกจากนี้ ยังแนะนำจัดพอร์ตส่วนหนึ่งลงทุนในกองทุนเปิดเค ตลาดเงิน (K-MONEY) กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อเป็นที่พักเงินไว้รอการลงทุนในรอบถัดไป   

            "ผมให้กลยุทธ์จากนี้ไป..สั้นน่าเก็งกำไร ,กลางไม่น่าถือ ,ยาวน่าซื้อ แต่ก็ขึ้นอยู่กับนักลงทุนว่าท่านเป็นคนสไตล์ไหน" นายเผดิมภพ กล่าว 
            1.การเก็งกำไรในระยะสั้น (ช่วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้) ให้เล่นในลักษณะเมื่อมีข่าวดีหุ้นรีบาวน์ก็ขายทำกำไร พอมีข่าวร้ายหุ้นลงแรงให้เป็นจังหวะซื้อ ซึ่งก็มักจะมีจังหวะแบบนี้ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ตามข่าวรายวัน เช่น การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน การเจรจาแต่ละครั้งจะมีผลต่อตลาดหุ้น หรือประเด็นการคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อโลก คนตีความว่าเงินเฟ้อจะลงตามราคาน้ำมันและจะทำให้หุ้นขึ้น  แต่พอน้ำมันขึ้น-เงินเฟ้อขึ้น หุ้นก็ตก รอบตรงนี้เป็นจังหวะของการเก็งกำไร เป็นต้น   
            กลุ่มหุ้นที่น่าจะเข้าเก็งกำไร แนะกลุ่ม commodity เช่น PTTEP ซึ่งราคาจะผันผวนตามน้ำมันดิบในตลาดโลก สามารถหาโอกาสเข้าเก็งกำไรได้ 
            2.การลงทุนระยะกลาง  (ช่วง 6 เดือน ถึง 1 หรือ 2 ปี) ยังไม่น่าสนใจเพราะจะยังมีอุปสรรคในการลงทุนอยู่มาก นั่นคือ การที่ผู้เล่นรายใหญ่และมีอิทธิพลต่อตลาดอย่างนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ยังไม่กลับมาซื้อหุ้นไทย รวมถึงประเด็นความเสี่ยงจากการที่สหรัฐอเมริกาจะลดขนาดงบดุล และเริ่มดึงเงินกลับประเทศ และธนาคารกลางยุโรปจะเริ่มหยุดการทำ QE ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องโลกหายไป การลงทุนในระยะกลางจึงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับปัจจัยเหล่านี้ 

            3.การลงทุนระยะยาว  (ซื้อแล้วถือไว้ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป) นักลงทุนสามารถเลือกซื้อหุ้นที่พื้นฐานดีและราคาปรับลงมาแรง เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ผ่านมาได้ตอบรับปัจจัยลบไปมากแล้ว ทั้งเรื่องมาตรการคุม LTV และงบไตรมาส 3 ที่จะออกมาไม่ดีแต่จะไปดีในไตรมาส 4 จากการเร่งทยอยโอนโครงการ เลือก SPALI,SIRI เป็นหุ้นเด่น ซึ่งหากเป็นนักลงทุนสไตล์โมเมนตัมอินเวสเตอร์ (MI) เมื่อหุ้นรีบาวน์ได้กำไรสัก 5% ก็จะขายทำกำไร  แต่หากใครเลือกที่จะลงทุนในระยะยาวก็สามารถถือต่อได้   
            นอกจากนี้ ยังมีหุ้นกลุ่มสื่อสารที่น่าสนใจ เลือก ADVANC แม้กำไรไตรมาส 3 แย่กว่าที่คาด แต่จากนี้การแข่งขันจะลดลงเพราะทุกค่ายมีคลื่นในมือพอๆ กัน ดังนั้น ผลงานไตรมาส 4 จะเริ่มพลิกฟื้น  


***FINNOMENA เปิดชื่อ 5 กองทุนที่ดีที่สุด 

            นายเจษฎา สุขทิศ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FINNOMENA และนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย กล่าวในช่วง "โอกาสทองของกองทุน" ว่า การลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาปรับตัวลดลงแรง แต่อย่างไรก็ตามมองว่า ภาพรวมระดับหนี้สินทั่วโลกยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ด้านดัชนีรายงานการจัดซื้อทั่วโลกยังเกินระดับ 50% ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นกัน มองลงทุนระยะยาวยังเป็นโอกาส
           อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าหากจะมีวิกฤตอาจเกิดกับประเทศจีน เพราะดัชนีชี้นำเศรษฐกิจดูไม่ค่อยดีเห็นได้จากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนัก อาทิ ภาษีรถยนต์ ด้านตลาดหุ้นเมื่อดู D/E พบว่าจีนเกิน 1 เท่า อาทิ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต อยู่ที่ 1.6-1.7 เท่า , ดัชนี CSI300 อยู่ที่ 2 เท่าแต่ท้ายสุดแล้วมั่นใจว่าผู้นำอย่าง สี จิ้นผิง จะเอาอยู่
            นอกจากนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามในวันที่ 6 พฤศจิกายน คือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยสถิติพบว่าช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้งผลตอบแทนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ 9% และก่อนหน้านี้บรรยากาศหุ้นที่ย่อตัวลงลึก จึงมั่นใจได้ว่าประเด็นดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้ภาพรวมตลาดหุ้นพังและน่าจะบวกได้ตามสถิติ
            อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจโพลพบว่าพรรครีพับลิกันภายใต้ผู้นำประธานาธิบดี ทรัมป์ จะได้รับคะแนนเสียงข้างมากในสภาบน และพรรคเดรโมแครตจะได้รับคะแนนเสียงข้างมากในสภาล่าง แต่หากพลิกโผพรรคเดรโมแครตชนะเลือกตั้งทั้งสภาบนและล่างอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนได้
            ด้านการลงทุนทองคำกลับมาเป็น Save Haven อีกครั้ง ปริมาณการถือครองทองคำของ ETF ปรับเพิ่มขึ้นในรอบปี ด้านธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาสะสมทองคำอีกครั้ง 450 ตัน
            ภาพรวมของการลงทุนในกองทุนแนะนำควรเลือกลงทุนโดยดูผลตอบแทนระยะยาว นอกจากนี้ควรดูข้อมูลย้อนหลัง 3, 5, 10 ปี โดยสังเกตว่ากองทุนไหนที่ปรับตัวลดลงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดในภาวะย่ำแย่ควรเลือกตัวนั้น 
             ทั้งนี้ ได้คัดสรรกองทุนที่เป็น Best-in-class หรือกองทุนที่ดีที่สุด ได้แก่ 
            1.กองทุนเปิด ทิสโก้ สแตรทิจิก ฟันด์ (TSF) 
            2.กองทุนเปิดเค หุ้นยูเอส ดัชนีเอ็นดีคิว 100 ชนิดจ่ายเงินปันผล (K-USXNDQ-A(D))
            3.กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว (UOBLTF)
            4.กองทุนเปิด ทิสโก้หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ชนิดหน่วยลงทุน B(TEGRMF-B)และ 
            5.กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (T-NFRMF)

*** ทรีนีตี้ ชี้"ทองคำ" ยังเป็นสินทรัพย์น่าลงทุน 


             นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการและกรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้  กล่าวในช่วง "ฉวยโอกาสจากนอกประเทศ" โดยระบุ ว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2561 ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะแกว่งอยู่ในกรอบ 1,600-1,720 จุด โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ Bond Yield ที่ อยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ผันผวน วิกฤติของอิตาลี ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม คือ ความชัดเจนการเลือกตั้งภายในประเทศ ที่จะเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยที่สำคัญ 
             “สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน จะเริ่มเห็นทางออกในวันที่ 26-28 พ.ย.นี้ ในการประชุม G-20 ที่ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งจะต้องติดตามว่าจะออกมาในรูปแบบใด แต่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้าเอเชียรวมถึงไทย ในรูปแบบการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และเชื่อว่ากลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์คือ หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เพราะสหรัฐ มีแผนจะยกระดับการเพิ่มภาษีสินค้าจากจีน และอาจจะเพิ่มภาษี 20% ในสินค้ากลุ่มยานยนต์จากทั่วโลกในปี62 ด้วย” นายวิศิษฐ์ กล่าว 
             สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนนั้น มองว่า ในช่วงที่หุ้นปรับตัวลดลงมา อาจเป็นจุดที่น่าจะเข้าไปซื้อสะสมอีกครั้งสำหรับการถือครองในระยะ 6 เดือน โดยหุ้นที่น่าสนใจ คือ กลุ่มที่ผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมายังคงเติบโตดี และมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ขณะ
ที่ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน

          

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด