ข่าวนี้ที่ 1

ตลท.ยัน SET ปีนี้ผันผวนลดลง ต่างชาติมั่นใจศก.แกร่ง

ตลท.ยัน SET ปีนี้ผันผวนลดลง ต่างชาติมั่นใจศก.แกร่ง

    ตลท.คาด SET ปี 62 ผันผวนลดลงจากปีก่อน ยันเลื่อนเลือกตั้งไม่กระทบ ชี้ต่างชาติยังเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยแกร่ง สะท้อนเงินนอกยังไม่ไหลออก แต่พักอยู่ในตราสารหนี้  ฟากหุ้นไทยพุ่งแรงลุ้นเจรจาการค้าสหรัฐกับจีนคืบ-น้ำมันโลกรีบาวน์ ด้าน "สมคิด" มั่นใจ จีดีพีปี 61 โต 4-4.2% รับลงทุนรัฐ-เอกชนหนุน เชื่อเลือกตั้งหนุนภาพรวม ด้าน KTB คาดปีนี้ศก.โต 4.1% - ส่งออก 4-5%  

*** "ภากร" คาด SET ปีนี้ผันผวนลดลง ยันเลื่อนเลือกตั้งไม่กระทบ
    
    นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า คาดตลาดหุ้นไทยปีนี้ผันผวนลดลงจากปีก่อน เพราะปีนี้ไม่มีปัจจัยใหม่ที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดหุ้นเช่นเดียวกับปีก่อน อาทิ ประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ , ทิศทางดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้สภาพคล่องหายไปจากตลาดหุ้นอย่างรวดเร็ว
    โดยปัจจัยที่กล่าวมาในปีนี้ยังไม่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงมากไปกว่าเดิม ทั้งเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย,สภาพคล่องที่ลดลง แต่มองประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงราคาน้ำมัน มองว่า 2 ปัจจัยนี้ยังไม่แน่นอนสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นไทยอยู่
     มองปัจจัยภายนอกมีน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากกว่า เพราะเมื่อพิจารณาภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ที่ผ่านมายังแข็งแรง ทั้งการเงินและการคลังไม่มีปัญหา ส่วนบริษัทจดทะเบียนยังสามารถทำกำไรได้ดี ด้านการเมืองในประเทศแม้เลื่อนการเลือกตั้งมองไม่ได้มีผลเพราะยังมีเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอน
    "ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เม็ดเงินต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้น  แต่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยระยะยาว เพราะต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแรง ค่าเงินยังไม่อ่อนค่าจึงเป็นจุดแข็งของบ้านเรา แต่ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นเพราะเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก" นายภากรกล่าว
    อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องติมตามในอนาคตคือ การลงทุนของรายย่อยในตลาดอนุพันธ์ต่างๆ (Dirivative) ทั้ง DW หรือ Set50 Futures เพราะนักลงทุนบางรายแทนที่จะลงทุนโดยตรงผ่านหุ้น แต่หันมาลงทุนในสินค้าดังกล่าวแทน 

*** หุ้นพุ่ง 17 จุด ขานรับเจรจาการค้าคืบ-น้ำมันดิบโลกรีบาวด์
    
    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ์ นักกลยุทธ์การลงทุน  บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้พุ่งแรง ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเจรจาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่มีแนวโน้มดีขึ้น และราคาน้ำมันดิบที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากผ่านจุดต่ำสุด ส่งผลให้เกิดแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามา แต่อย่างไรยังคง ต้องติดตามถึงการเจรจาระหว่างสหรัฐฯและจีนต่อว่าจะส่งผลออกมาในทิศทางใด ซึ่งบริษัทเชื่อว่าในระยะสั้นจะเห็นการรีบาวน์ของดัชนี โดยมีโอกาสขึ้นไปทดสอบที่ 1,600 จุด 
    สำหรับการลงทุนในช่วงนี้ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/61 เติบโตดีต่อเนื่อง โดยมีหุ้น Top Pick PTTEP,CPALL และ MAJOR
 
*** `สมคิด` มั่นใจจีดีพีปี 61 โต 4-4.2% เชื่อหลังเลือกตั้งศก.ฟื้น

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มั่นใจในปี 61 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ 4-4.2% โดยมีแรงขับเคลื่อจากการลงทุนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้านการท่องเที่ยวเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว ขณะที่ปีนี้มองว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีหรือไม่ จะต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความสงบหรือไม่ การสานต่อนโยบายจะต่อเนื่องหรือไม่
    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม คือ การดำเนินนโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย สะท้อนจากในช่วงที่ผ่านมา พบว่า การส่งออกปรับตัวลดลง นอกจากนี้ความไม่แน่นอนของสหรัฐยังส่งผลกระทบต่อตลาดเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นทั่วโลกที่ผ่านมาผันผวนเช่นเดียวกัน
    “สถานการณ์ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายของสหรัฐ การที่อังกฤษจะออกจากอียู หรือแม้แต่เยอรมันจะเลือกตั้ง ทุกอย่างเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะกับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูง เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน จีน ไทย และนอกจากด้านการค้าแล้ว สิ่งที่กระทบต่อมาคือ การเงินทั่วโลก เห็นได้จากตลาดหุ้นเมื่อถูกกระทบ หรือ เมื่อไหร่ที่หุ้นตก ความมั่งคั่งจะหายไปเลย ทำให้ตอนนี้ทุกคนมองว่า ปีหมูทอง จะเป็นหมูอยู่หรือไม่ ขณะที่การเลือกตั้ง ถือเป็นเรื่องที่นักลงทุนอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ ว่าจะเป็ฯอย่างไร นโยบายจะต่อเนื่องหรือไม่”นายสมคิด กล่าว   
 
*** หวังรัฐบาลใหม่สานต่อนโยบาย ดันศก.ฟื้นต่อ

    นายสมคิด กล่าวว่า ในปีนี้จะมีการเลือกตั้งแน่นอน แต่จากวันนี้จนถึงวันเลือกตั้ง รัฐบาลชุดปัจจุบัน จะเดินหน้าและดูแลเศรษฐกิจ หรือ ประคองเศรษฐกิจให้เติบโตได้จนถึงวันส่งไม้ต่อให้ได้ ขณะที่รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามานั้น จะต้องมองถึงประโยชน์ส่วนรวม ร่วมกันแก้ไขปัญหา อย่าคิดแต่ด่าทอ หรือทะเลาะกัน ไม่เช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อภายในประเทศได้ แต่หากทุกอย่างไปได้ด้วยดี นโยบายยังต่อเนื่อง การลงทุนยังมีต่อ เชื่อว่า หลังการเลือกตั้ง สถานการณ์เศรษฐกิจและภาพรวมในประเทศจะดีขึ้นแน่นอน
    “เรามองว่า เลือกตั้งมีแน่นอน และคาดว่าช่วงกลางปีจะได้เห็นรัฐบาลชุดใหม่ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร แต่ที่ต้องจับตามอง คือ หากรัฐบาลใหม่เข้ามา นโยบายไปได้ดีในช่วงครึ่งปีหลัง ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ สถานการณ์ในประเทศจะดีแน่นอน ขณะที่นักการเมืองก็อย่าทะเลาะกัน ด่ากัน แต่อยากให้ทำงานร่วมกัน ช่วยกัน อย่านึกถึงประโยชน์ส่วนตัว หรือแต่กับพรรคการเมืองตัวเองเท่านั้น แต่ต้องรู้จักการร่วมกันระหว่างพรรคด้วย”นายสมคิด กล่าว
    อย่างไรก็ตามในภาวะที่ยังมีความผันผวน ไทยยังคงมีโอกาสที่จะเติบโตได้ดีต่อไปได้ ด้วยการทำตัวเองให้มีจุดเด่นมากที่สุด ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลง และปฎิรูปด้านเศรษฐกิจให้เป็นที่สนใจของนักลงทุน เพื่อให้นักลงทุนหันเข้ามาลงทุนในไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือเวียดนาม
    นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไปศึกษาการลงทุนเส้นทางเชื่อมโยงระหว่าง EEC ไปยังเส้นทางชายฝั่งทะเลอันดามัน และอ่าวไทย หรือ Southern seaboard  รวมถึงเส้นทางเชื่อมโยงตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ Northern seaboard เพื่อให้เกิดการเดินทางที่สะดวกต่อการลงทุนและการท่องเที่ยว 
 
*** KTB คาดจีดีพีปี 62 โต 4.1% ส่วนส่งออกคาดโต 4-5%
    
    นางรุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ 4.1% ลดลงจากปี 2561 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.3%  โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และเล็กที่จะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล มาพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและขยายตลาดใหม่ๆได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผู้สูงอายุ เช่น สถานพยาบาลและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะปัจจุบันตลาดผู้สูงอายุในไทยและอาเซียนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
    ขณะที่การส่งออกของไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 4-5% โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม คือ มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ด้านอัตราดอกเบี้ยของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.75% ต่อปี ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้ประกอบการเองจะต้องทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามความเหมาะสม จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ที่จะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย
    อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าไทย อาจจะได้รับผลกระทบด้านการค้าที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ขณะที่ภาวะในประเทศไทยยังต้องเจอกับความเสี่ยงหนี้ภาคครัวเรือน ที่จะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อบุคคล รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศที่มีอยู่สูง ทั้งนี้ มองว่า แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐยังมีความจำเป็น หากจะให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่า 4% เนื่องจากเศรษฐกิจฐานรากยังมีความเปราะบาง

*** รมว.พาณิชย์ เล็งหั่นเป้าส่งออกปีนี้เหลือโตต่ำกว่า 8%

    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในปี 2562 ยอมรับว่ามีปัจจัยเสี่ยงและท้าทายทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ในการส่งออกของไทยอาจต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 8% ขณะที่ปีที่ผ่านมาคาดว่าการส่งออกจะเติบโตได้ที่ 7-8% เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลังมีปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน เข้ามากระทบค่อนข้างมาก
    “ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายของเศรษฐกิจไทย เพราะมีตัวแปรสำคัญ คือ โลกที่ไม่ปกติ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจที่ทำมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างกัน ขณะที่ในประเทศมีเรื่องของการเมืองที่ยังไม่นิ่งเข้ามาเป็นปัจจัยเสี่ยงในประเทศอีก เพราะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ คือจะกระทบกับเศรษฐกิจ และการส่งออกของไทยได้ โดยปีนี้ เราตั้งเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 8% ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ เราอาจจะต้องปรับตัวเลขลงมา”นายสนธิรัตน์ กล่าว
    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 8% โดยสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการ คือ การหาตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะตลาดรอง เช่น ตามมณฑลต่างๆของจีน การรุกตลาดฮ่องกงที่เป็นประตูการค้าสำคัญของจีน รวมถึงตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา อินเดีย และอาเซียน 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด