ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้น SET ครึ่งปีหลังทะยาน 1,850 จุด

ลุ้น SET ครึ่งปีหลังทะยาน 1,850 จุด

     โบรกฯ ประเมิน SET ครึ่งหลังปี 62 ทะยานต่อ มีลุ้นเห็น 1,850 จุด ก่อนทำนิวไฮในปีหน้า เหตุแบงก์ชาติทั่วโลกส่งสัญญาณออกนโยบายกระตุ้นศก.  - สงครามการค้าเห็นสัญญาณบวก ส่วนในประเทศมั่นใจศก.ฟื้นรับรัฐบาลใหม่ แต่เตือนระวังอาจมีแรงขายทำกำไร แนะลงทุนกลุ่ม Domestic Play ให้แนวรับ  1,650 - 1,620 จุด  ส่วนแนวต้าน 1,800 -1,850 จุด    

    นักวิเคราะห์ชั้นนำของไทยเริ่มออกมาประเมินทิศทางตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 โดยยังมองในเชิงบวกว่าดัชนีตลาดหุ้นยังไปต่อ จากปัจจัยบวกทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ หรือความคาดหวังการเจรจาการค้าสหรัฐฯ - จีนที่น่าจะออกมาในเชิงบวก รวมถึงท่าทีของธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลกที่เริ่มส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 
    โดยตลาดหุ้นไทยเมื่อวันศุกร์ที่  28 มิถุนายน 2562 ปิดการซื้อขาย ที่ระดับ 1,730.34 จุด ลดลง 1.30 จุด หรือ -0.08% มูลค่าการซื้อขาย  61,332.08 ล้านบาท โดยดัชนีฯ ครึ่งปีแรก 2562 ปรับตัวขึ้นมากว่า 166 จุด หรือ 10.64% จากสิ้นปี 2561  ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรก คิดเป็น 40,649.20 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ  23,387.46 ล้านบาท บัญชีบริาทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 17,677.94 ล้านบาท ส่วนรายย่อยชายสุทธิ 81,714.59 ล้านบาท  
             
*** บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดตลาดแกว่งตัวขึ้น ลุ้นเห็น 1,850 จุด       
    นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน- กลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะอยู่ในลักษณะแกว่งตัวขึ้น และมีโอกาสทดสอบเป้าหมายสำคัญที่ 1,800 จุด และหากผ่านไปได้ อาจจะมีโอกาสไปสู่ 1,850 จุด     โดยปัจจัยบวกที่เข้ามาสนับสนุนตลาดหุ้นไทยมาจาก นโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญของโลกทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ผ่อนคลายมากขึ้นโดยเฉพาะการส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่นโยบายการคลังของจีนที่คาดว่าจะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง และแนวโน้มสงครามการค้าที่มีแนวโน้มออกมาในเชิงบวก 
    นอกจากนี้สถิติย้อนหลังตลาดหุ้นเอเชียจะตอบรับในเชิงบวก ช่วงที่เฟดเตรียมจะลดอัตราดอกเบี้ยลง โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ 4 ครั้งล่าสุดเมื่อเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยติดต่อกัน 2 ครั้ง จะมีอัพไซต์เฉลี่ยอยู่ที่ 13-22% ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ดัชนีฯ ขึ้นไปทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2563                     
    ส่วนปัจจัยในประเทศมีเรื่องรัฐบาลชุดใหม่ และ MSCI เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นไทย และภาวะเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังที่จะฟื้นตัว เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2562 ไปแล้ว โดยเฉพาะภาคการส่งออก  

***  ชี้ตลาดรับข่าวร้ายไปหมดแล้ว - เชียร์ลงทุนหุ้น  Domestic Play   
    นายกรภัทร เปิดเผยถึงปัจจัยลบที่หลายฝ่ายกังวล ว่าจะมีผลต่อการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง ว่าส่วนใหญ่ตลาดจะรับรู้ไปพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการส่งออกของไทยที่ชะลอตัวลงมา ซึ่งยังคงประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยไว้ที่ 3.2%   รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 2/2562 ของบริษัทจดทะเบียน แม้ว่ามีแนวโน้มจะชะลอตัว แต่ในช่วง 2 ไตรมาสที่เหลือจะกลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่นตามการบริโภคในประเทศ และความเชื่อมั่นทางการเมือง  
    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศเรื่องสงครามการค้า ยังประเมินว่าการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯและผู้นำจีนในการประชุม G20 จะออกมาในรูปแบบการเลื่อนการขึ้นภาษี มากกว่ายกเลิก และมีโอกาสที่สหรัฐฯ จะยกประเด็นเรื่องการขึ้นภาษีนำเข้า 3 แสนล้านดอลลาร์ ขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในช่วงปลายไตรมาส 3/2562  แต่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้นตลาดจะรับข่าวไปแล้วพอสมควร  
    " G20 รอบนี้คงจบดี แต่ไม่ถึงกับยกเลิกเรื่องภาษีนำเข้า แต่คงเลื่อนออกไป และสหรัฐฯน่าจะนำกลับมาพูดอีกครั้งช่วงปลาย Q3 แต่ถึงเวลานั้นตลาดก็รับข่าวไปแล้ว แต่หากมีเซอร์ไพร์ส เชื่อว่าตลาดจะบวกแรงรับข่าวแน่นอน  " นายกรภัทร กล่าว          
    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นายกรภัทรแนะนำลงทุนในกลุ่ม Domestic Play เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่ยังไม่จบอย่างชัดเจน โดยประเมินหุ้นเด่น CPALL - ROBINS - KAMART - CPF - MINT - SCB - STEC - PYLON - TASCO  ประเมินแนวรับ  1,650 -1,620 จุด แนวต้าน 1,800 -1,850 จุด    

*** ASP คาด SET พีค Q3/62
    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 ว่า มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อไปทดสอบเป้าหมายสำคัญของปีที่ 1,760 จุด ในช่วงไตรมาส 3/2562 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากเม็ดเงินต่างชาติที่ยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในไตรมาส 2/2562 
    อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายปัจจัยที่ยังไม่ชัดเจน และอาจจะส่งผลให้ตลาดเผชิญแรงขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีได้ โดยปัจจัยในประเทศที่ยังรอความชัดเจนคือการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ แม้ว่าจะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนเข้ามาในตลาดหุ้นไทยช่วงไตรมาส 2/2562 ที่ผ่านมา แต่จากนี้เชื่อว่านักลงทุนจะรอดูผลการทำงาน และนโยบายต่างๆ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร 
    ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/2562 ที่จะประกาศออกมาในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 นี้ ประเมินว่าจะออกมาชะลอตัว ทั้งเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส และปีต่อปี ตามภาวะเศรษฐกิจในไตรมาส 2  ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังจะไปไม่ถึงระดับ 1,800 จุด 

***  เตือนระวังแรงขายโค้งสุดท้าย  
    นายเทิดศักดิ์ กล่าว้สริมว่า ส่วนปัจจัยเรื่องสงครามการค้ายังเป็นปัจจัยที่ยังมีผลต่อการลงทุนในครึ่งปีหลังอย่างมาก แม้ว่า ในการประชุม G20 ทางผู้นำสหรัฐฯ และจีนจะส่งสัญญาณการเจรจาระหว่างกัน แต่เชื่อว่าผลการเจรจาจะออกมาในลักษณะการเลื่อนการเก็บภาษีมากกว่าการยกเลิก และอาจจะมีสัญญาณเชิงลบขึ้นมาอีกครั้งในช่วงปลายปี  ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และกดดันให้หุ้นกลุ่มพลังงานของไทยยังเผชิญกับความผันผวน     
    โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำเลือกหุ้นลงทุนแบบรายกลุ่ม อย่างกลุ่มพลังงาน ในหุ้น PTT -PTTEP -PTTGC กลุ่มรับเหมา ในหุ้น CK และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ในหุ้น AMATA - FPT  ประเมินแนวรับในครึ่งปีหลังอยู่ที่ 1,700 จุด 
    " ตลาดน่าจะพีคไป 1,760 จุด ช่วง Q3 ก่อนจะหมดแรงในไตรมาสสุดท้าย ต้องระวังแรงขายทำกำไรให้ดี เพราะเงินไหลเข้ามาต่อเนื่อง มีโอกาสถูกทำกำไรและต่างชาติพร้อมขนเงินออกได้ตลอดเวลา รัฐบาลเองก็ยังไม่ชัด ถึงชัดก็ต้องมาดูว่าการทำงานจะเป็นยังไงซึ่งต้องประเมินกันต่อเนื่อง ส่วนสงครามการค้าเชื่อ G20 จะได้ผลแค่เลื่อนการเก็บภาษีเท่านั้น ไม่ใช่ยกเลิก ถ้าหลุด 1,700 จุด ไม่น่าจะดี ต้องมารีวิวกันใหม่   "  นายเทิดศักดิ์กล่าว     

*** บล.ทรีนีตี้ มอง SET ก.ค. ขยับกรอบ 1,680-1,750 จุด
    ?นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า SET Index ในเดือนกรกฎาคม 2562 มีโอกาสแกว่งตัวในกรอบ 1,680-1,750 จุด เนื่องจากนักลงทุนยังรอติดตามความชัดเจนของปัจจัยสำคัญ  ไม่ว่าจะเป็น ท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อประเด็นสงครามการค้า ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอด G-20 โดยหากทรัมป์มีการเลื่อนการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญฯ ออกไป ประเมินว่าไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตลาดคาดการณ์อยู่แล้ว แต่หากมีการบังคับเพิ่มภาษีทันที ไม่ว่าจะในระดับ 10% หรือ 25% ก็ตามประเมินว่าจะเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงได้
    ส่วนการประชุมของกลุ่ม OPEC+ ในวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2562 ซึ่งคาดว่าที่ประชุมจะมีมติต่ออายุการลดกำลังการผลิตวันละ 1.2 ล้านบาร์เรลออกไปจนกระทั่งถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อยและน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาน้ำมันดิบต่อไปได้ รวมถึงการประชุมของ ECB และ BoJ ในวันที่ 25 และ 29-30 กรกฎาคม 2562 ตามลำดับ โดยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางทั้งสองจะมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาใน Statement ที่ออกมาไปในเชิงผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงถัดไป และ 5 การประชุม FOMC ซึ่งจะทราบผลในช่วงดึกคืนวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ตามเวลาบ้านเรา โดย ณ ขณะนี้นักลงทุนในตลาดได้ให้ความน่าจะเป็นถึง 100% แล้วว่า Fed จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว อย่างไรก็ดี หากในที่ประชุมยังเห็นควรให้คงดอกเบี้ยไว้ อาจทำให้นักลงทุนผิดหวังจนเกิดแรงเทขายทำกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงได้
    ด้านปัจจัยในประเทศ มีความเป็นไปได้ในการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ซึ่งทรีนีตี้ยังคงมีมุมมองเดิมต่อประเด็นนี้คือไม่ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้จะเริ่มต้นบริหารงานด้วยการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรากหญ้าและเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้ออ่อนแอมากในช่วงหลัง
     สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำขึ้นขาย-ลงซื้อตามกรอบแนวต้าน-แนวรับดังกล่าว โดยหุ้นที่น่าสนใจลงทุน ประกอบด้วย 1.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ ได้แก่ CPALL, BJC, ROBINS 2. หุ้นที่ได้ประโยชน์หากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการลดดอกเบี้ยในช่วงถัดไป ได้แก่ TCAP, S11 3.หุ้นที่คาดว่าจะมีการจ่ายปันผลระหว่างกาล และมักปรับตัว Outperform ในช่วงไตรมาส 3 ของทุกๆ ปี ได้แก่ LH และ 4. หุ้นที่มี Valuation ถูกและราคายังคง Laggard ได้แก่ SCB, MINT
                    
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด