ข่าวนี้ที่ 1

ความเชื่อมั่น นลท.ต่ำสุดรอบ 2 ปี ลุ้นรัฐบาลกระตุ้น-ดึงฟันด์โฟลว์

ความเชื่อมั่น นลท.ต่ำสุดรอบ 2 ปี ลุ้นรัฐบาลกระตุ้น-ดึงฟันด์โฟลว์

 "สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO)" เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า (ส.ค.62)  ลดลงต่ำสุดรอบ 2 ปี  หลังสงครามการค้ายืดเยื้อ  หวังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ผลักดันนโยบายช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น ชะลอผลกระทบจากต่างประเทศ เชื่อช่วยดึงเงินไหลเข้าประเทศปีนี้ไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท ด้าน"คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน" จับตารัฐบาลใหม่ หวั่นจัดทำงบประมาณประจำปี 63 ล่าช้า กระทบแผนการลงทุนรัฐ

*** ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนต่ำสุดรอบ 2 ปี
     นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนมิ.ย.พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ส.ค.62) ปรับลดลง 16.56% จาก 104.49 ลงมาอยู่ที่ 87.20   ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่เดือนส.ค.ปี 60 และปรับมาอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) เป็นเดือนที่ 3 โดยกลุ่มบัญชีหลักทรัพย์ลดลงมากที่สุดจากระดับ 127.27 มาอยู่ที่ 71.43 เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน สถานการณ์การเมืองในประเทศ และภาวะเศรษฐกิจในประเทศ
    สำหรับทิศทางการลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า  สถานการณ์สงครามการค้า ยังเป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด เนื่องจากมีแนวโน้มยืดเยื้อและขยายสู่อุตสาหกรรมทางทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและจีน รองลงมา คือ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณางบประมาณภาครัฐปี 63 ล่าช้าออกไป แต่นักลงทุนบางส่วนมองสถานการณ์การเมืองและนโยบายภาครัฐที่ต่อเนื่องหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นการลงทุนได้

*** หวังรัฐบาลใหม่ออกนโยบายกระตุ้น
    นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า การมีรัฐบาลชุดใหม่ ถือเป็นข่าวดี โดยอยากให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค เพราะขณะนี้เศรษฐกิจและการส่งออกชะลอตัว เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ดังนั้น รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดแรงขับเคลื่อนต่อ นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาสานต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
          อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นห่วง คือ การบริหารจัดการในพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ เพราะรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนเพียง 254 เสียง เกินมาเพียง 4 เสียง ซึ่งต้องติดตามการผสมผสานนโยบายพรรคร่วมรัฐบาลกว่า 20 พรรคการเมืองให้มีเสถียรภาพและบริหารจัดการกิจกรรมในสภาผู้แทนราษฎรให้ได้

*** เชื่อครึ่งปีหลังฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
    ทั้งนี้คาดหวังว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะผ่านไปได้ด้วยดี  และมีการผลักดันนโยบายสำคัญ  น่าจะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศได้เดือนละ 10,000 ล้านบาท หรือเป็นเม็ดเงินปีนี้กว่า 60,000ล้านบาท   จากต้นปีนี้ถึงปัจจุบัน ที่เงินทุนยังไหลออกสุทธิให้สามารถกลับมาเป็นไหลเข้าสุทธิได้  
    "จากที่ก่อนหน้านี้ต่างชาติซื้อสุทธิวันเดียว 5,000 ล้านบาท จะหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสถึงระดับ 1,750 จุดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยหุ้นกลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์ คือ กลุ่มการบริโภคและรับเหมาก่อสร้าง"

*** การเมืองชัด ส่งสัญญาณเงินไหลเข้าตราสารหนี้
     นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณอาจจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ประกอบกับการเมืองไทย ที่มีความชัดเจนในการรัฐบาลใหม่ และนักลงทุนยังมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้เงินทุนต่างชาติไหล ส่งสัญญาณกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยจำนวนมากในเดือนมิถุนายน  จากยอดขายสุทธิ 50,000 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2562 เหลือขายสุทธิ 26,000 ล้านบาท ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2562 โดยนักลงทุนถือครองตราสารหนี้ระยะยาวที่มีอายุมากกว่า 1ปี จำนวน 847,000 ล้านบาท ส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นเพียง 93,000 ล้านบาท 

*** กกร.หวังการเมืองผลักดันเศรษฐกิจ
    นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า จากการที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/62 เติบโต 2.8% ต่ำสุดในรอบ 17 ไตรมาส ได้รับแรงฉุดจากการส่งออกที่หดตัว ขณะที่ภาพรวมการใช้จ่ายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังเป็นตัวหนุนให้เศรษฐกิจไทย ?และในช่วงที่เหลือของปี 2562 สถานการณ์สงครามการค้าดูยังยืดเยื้อ  ทำให้การส่งออกของไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากขึ้นจนกระทั่งอาจจะไม่สามารถขยายตัวเป็นบวกได้ในปีนี้
    นอกจากนี้ ปัจจัยการเมืองภายในประเทศที่ยังต้องจับตาการจัดตั้งรัฐบาล และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่ล่าช้าออกไป ซึ่งจะส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบลงทุน ก็เพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะขยายตัวชะลอลงกว่าที่เคยประเมินไว้เช่นกัน ??ที่ประชุม กกร. จึงมีความเป็นห่วงและหวังว่าสถานการณ์ต่างๆ จะทยอยมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ ทั้งนี้ กกร. จะมีการทบทวนและประเมินภาพเศรษฐกิจอีกครั้ง 

***  คาด SET ทะลุ 1,680 จุด รับรัฐบาลใหม่ 
     นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ และนายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3/62 คาดว่ามีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 1,680 จุด เนื่องจากตอบรับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งมองว่าจะดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยนโยบายแรกๆ ที่รัฐบาลจะทำคือ เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือ การปรับค่าแรงขั้นต่ำ นโยบายกองทุน LTF  ที่จะสิ้นสุดในสิ้นปีนี  นอกจากนี้รัฐบาลยังมีงบประมาณเหลืออยู่ 2 แสนล้านบาทที่สามารถใช้กระตุ้นหรืออัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจได้ 
     ทั้งนี้ในระยะสั้นเดือนมิถุนายนนี้มองกรอบดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,590-1,680 จุด แต่ ระยะยาวยังมีความกังวลในเรื่องการขัดแย้งทางโครงสร้างการค้า ซึ่งจากกรณีสงครามการค้าดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทปรับลดเป้าหมายตลาดหุ้นไทยในระยะ 12 เดือนข้างหน้า เหลือ 1,725 จุด จากเดิม 1,750 จุด สะท้อนภาพรวมตลาดที่ยังอึมครึม
     " มิถุนายนนี้คาดว่าต่างชาติน่าจะซื้อสุทธิได้ เพราะเค้ามอง 2 ประเด็นคือ อัพไซต์ของหุ้นซึ่งช่วงที่ผ่านมาหุ้นไทย 1,700-1,800 จุด อาจจะแพงไป แต่พอลงมา 1,600 จุดมันเลยมีส่วนต่างตรงนี้ เรื่องที่ 2 คือค่าเงินบาทมีสเถียรภาพสูงมากเมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาค ซึ่งถ้า 2 ปัจจัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันจะช่วยหนุนเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาได้ รวมทั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาทำให้ปลดล็อกบางกองทุนเรื่องข้อจำกัด เช่น ให้ลงทุนในประเทศที่มีประชาธิปไตยซึ่งจะเป็นกองประเภท Active Fund " นายสุนทรกล่าว 
     ช่วงไตรมาส 3/62 ยังคงแนะนำหุ้นกลุ่มพาณิชย์  เช่น CPALL และ HMPRO รับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ  กลุ่มรับเหมางานโยธา CK และ STEC จากการเร่งประมูลโครงการภาครัฐจากรัฐบาลชุดใหม่ , กลุ่มปิโตรเคมี SCC จากการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (rerating) จากสวนแบ่งกำไรสูงขึ้นจากธุรกิจนอกกลุ่มเคมีภัณฑ์ ต้นทุนแนฟทาถูกลง , กลุ่มธนาคารขนาดใหญ BBL และ SCB จากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) ลดลง , กลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน TFFIF มีอายุสัยญาเหลือ 29 ปี รายได้มั่นคง ผันผวนต่ำ , กลุ่มนิคมอตสาหกรรม AMATA รับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และกลุ่ม ICT โดยชอบ TRUE มากสุด รับประโยชน์การจัดสรรคลื่น 700 MHz การขยายชำระคลื่น 900 MHz  
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด