ข่าวนี้ที่ 1

เปิดโผ 7 หุ้นอันตราย เสี่ยงโดน Block Trade ถล่มขายทำกำไร

เปิดโผ 7 หุ้นอันตราย เสี่ยงโดน Block Trade ถล่มขายทำกำไร

     โบรกฯ ส่องหุ้นกลุ่มที่มี Block Trade สูง เสี่ยงเจอแรงขายทำกำไร คัด 7 ตัวจี๊ด  JAS-GULF-EPG- STPI-TKN- EGCO และ CBG หลังพบทั้งมูลค่า - สถานะคงค้างสูง แถมราคาเกินพื้นฐาน ขณะที่ตลาดหุ้นเดือนส.ค.ยังเจอข่าวร้ายเพียบ ส่อแววลงถึง 1,640 จุด พร้อมเตือนระยะยาวหากศก.ทรุดหนัก อาจกดหุ้นไทยลงสู่ 1,400 - 1,200 จุด ใน 2-3 ปี ฟาก DOHOME วัดใจนลท.  ฝ่ากระดานแดงเข้าเทรดวันแรก        

***  เปิดโผหุ้นกลุ่มที่มี Block Trade สูง เสี่ยงเจอแรงขายทำกำไร
    ฝ่ายวิจัยบล.เอเซียพลัส (ASPS) เปิดเผยว่า  ในภาวะ SET Index อยู่ในภาวะแกว่งผันผวนสูง หนึ่งในกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเข้าลงทุน คือ หุ้นที่มีมูลค่าคงค้างในธุรกรรม Block Trade หรือมีสถานะคงค้าง (OI) ใน Single Stock Futures (SSF) ระดับสูงเพราะหากเกิดแรงขายทำกำไรออกมาเชื่อว่าจะมีโอกาสเกิดความผันผวนมากกว่าปกติ โดยฝ่ายวิจัยฯ ได้คัดกรองกลุ่มหุ้นที่เข้าเกณฑ์ข้างต้น โดยแบ่งเป็น 2แง่มุมดังนี้ 
    1.หุ้นที่มีมูลค่าคงค้างใน Block Trade สูงสุด 10 ลำดับแรก และให้ผลตอบแทนตั้งแต่ 23 พ.ค. 62จนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นกว่า 10% ได้แก่ 
 CBG-CPALL-JAS-GULF-TRUE-ADVANC-KTC-PRM-GPSC-WHA 
    
หุ้นที่มีมูลค่าคงค้างใน Block Trade สูงสุด 10 ลำดับแรก

  มูลค่าคงค้าง ราคาเปลี่ยนแปลง  % upside เทียบราคา
  (พันล้านบาท) 23พ.ค.-2ส.ค.62 เป้าหมายปี 62 
CBG 2.95 32% n.a.
CPALL 2.07 12% -8
JAS 1.27 13% -28
GULF 1.04 26% -28
TRUE 1.01 26% -5
ADVANC 0.77 12% -1
KTB 0.39 19% n.a.
PRM 0.38 42% 2
GPSC 0.35 24% 3
WHA  0.35 10% 5


ที่มา บล.เอเซียพลัส 

    2. หุ้นที่มีสถานะคงค้าง (OI) ปัจจุบันใน SSF ใกล้เคียงกับสถานะคงค้าง (OI) สูงสุดเดิมตั้งแต่ต้น 2562  10 อันดับแรก โดยที่ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ 23 พ.ค. 62 จนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นกว่า 10% ได้แก่ MTC-TTCL-SAMART-EPG-STPI-GULF-TKN-EGCO-CPALL - GUNKUL

หุ้นที่มีสถานะคงค้าง (OI) ปัจจุบันใน SSF ใกล้เคียงกับสถานะคงค้าง (OI) สูงสุดเดิมตั้งแต่ต้น 2562  10 อันดับแรก

  % ความต่าง ราคาเปลี่ยนแปลง  % upside เทียบราคา
  ของ OI  23พ.ค.-2ส.ค.62 เป้าหมายปี 62 
MTC 0.00% 22.70% -6
TTCL 0.00% 32.50% 23
SAMART 3.30% 41.80% n.a.
EPG 9.80% 31.40% -12
STPI 9.90% 41.60% -10
GULF 12.60% 26.00% -28
TKN 16.50% 29.60% -13
EGCO  18.40% 11.20% -11
CPALL 21.60% 11.60% -8
GUNKUL 30.30% 11.80% -14

 
ที่มา บล.เอเซียพลัส  

*** สแกน 7 หุ้น น่าห่วง ราคาเกินพื้นฐาน  
    ทังนี้หุ้นในกลุ่มดังกล่าวที่ควรเพิ่มระมัดระวังเป็นพิเศษหรือหลีกเลี่ยงการลงทุนในระยะสั้น คือ JAS - GULF - EPG-  STPI- TKN- EGCO และ CBG* เพราะนอกจากจะมีมูลค่าคงค้างใน Block Trade และสถานะคงค้าง (OI) ใน SSF ในระดับสูงแล้ว หากเปรียบเทียบกับมูลค่าพื้นฐานฝ่ายวิจัยฯประเมินยัง  พบว่าราคาปัจจุบันสูงกว่า FV เกิน 10% 
    CBG* เป็นหุ้นที่ฝ่ายวิจัยฯไม่ได้ทำการศึกษาแต่ราคา ปัจจุบันเกิน FV ของ Consensus 15.7%

 *** ตลาดหุ้นส.ค. ข่าวร้ายเพียบ ส่อแววลงแตะ 1,640 จุด 
    นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้  เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือนสิงหาคม 2562 จะมีแนวรับที่ 1,640 - 1,660 จุด และมีแนวต้านที่ 1,710 -  1,730 จุด แม้ว่าปัจจุบันตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับใกล้กับแนวรับแล้ว แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น เพราะกังวลเรื่องสหรัฐฯ จะจัดเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 10% ในวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากสหรัฐฯ ประกาศใช้จริงจะส่งผลลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลก ประกอบกับนักลงทุนคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไทยจะออกมาลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน 
     ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยลบเรื่องการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI Emerging Market ที่เตรียมเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-Share จาก 5% เป็น 15% ทำให้ต้องปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยลง ซึ่งประเด็นการปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI นั้นคาดว่าจะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทยประมาณ 9,000 ล้านบาท 
    ประเด็นหนุนหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม บล.ทิสโก้ประเมินว่าเงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลเข้า หลังจาก ฟิทช์ เรทติ้งส์ และมูดี้ส์ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทยเป็นบวก อนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของไทยลดลงต่อเนื่องต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 จึงคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยอีกประมาณ 50,000 ล้านบาท หลังจากช่วง 6 ปีที่ผ่านมามีสถานะขายสุทธิหุ้นไทยไปกว่า 600,000 ล้านบาท อีกทั้งในเดือนกันยายนจะมีปัจจัยหนุนจากการประชุมธนาคารกลางสำคัญต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งคาดว่าแต่ละแห่งจะประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง หรืออาจจะใช้นโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า 
    กลยุทธ์การลงทุน  แนะนำให้เลือกลงทุนหุ้นรายตัว เน้นที่หุ้นขนาดกลาง และขนาดเล็กที่ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาด และหุ้นที่คาดว่าจะมีผลประกอบการดี จ่ายปันผลสูง โดยมีหุ้นเด่นในเดือนสิงหาคมคือ BCP, CK, HANA, PLANB, PYLON, ROJNA และ TPIPP 
    
*** หวั่นศก.ทรุดหนัก กด SET 2-3 ปี ลงสู่ 1,400 - 1,200 จุด 
    นายวิวัฒน์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่ควรจับตามองจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีคือ เศรษฐกิจทั่วโลกจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ ถึงแม้ว่าขณะนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และนักลงทุนทั่วโลกคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และ 2 ครั้งในปีหน้า แต่การลดอัตราดอกเบี้ยลงไม่ได้การันตีว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นเสมอไป เพราะในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา Fed ลดอัตราดอกเบี้ยลงไปทั้งสิ้น 9 ครั้ง มีเพียง 4 ครั้งที่เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวต่อ และอีก 5 ครั้ง เศรษฐกิจกลับชะลอตัวลงและเข้าสู่ภาวะถดถอยในที่สุด  
    “ตัวชี้วัดหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาพูดถึงเศรษฐกิจถดถอยคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 เดือน ของสหรัฐฯ มากว่า 2 เดือนแล้ว แสดงให้เห็นว่านักลงทุนทั่วโลกเริ่มมองว่าเศรษฐกิจระยะยาวจะมีปัญหา ทั้งนี้ หากปีหน้าเกิดเศรษฐกิจถดถอยจริง ตัวเลขเศรษฐกิจจะเริ่มโตลดลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเริ่มปรับลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ซึ่งในกรณีเลวร้าย คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะปรับลดใช้เวลา 2 - 3 ปี ไปอยู่ที่ 1,400 - 1,200 จุด หรือลดลงประมาณ 500 จุด จากดัชนีปิดปี 2562 ที่ 1,750 จุด หากเป็นเช่นนั้นแนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำ ซึ่งมองว่าปีนี้ราคาทองคำจะปิดปีที่ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ พร้อมเปิดสถานะ Long Put Options และ Short Futures” นายวิวัฒน์กล่าว 

*** DOHOME ฝ่ากระดานแดง เข้าเทรด  
     ?ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มสินค้า รับหลักทรัพย์ หุ้นสามัญ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) (DOHOME)เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน และเริ่มทำการซื้อขายวันที่ 06 ส.ค. 2562 อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม บริการ หมวดธุรกิจ พาณิชย์ จำนวนหุ้นจดทะเบียนกับตลท.และจำนวนหุ้นชำระแล้ว 1,856,160,000 หุ้น ราคา Par 1.00 บาทต่อหุ้น ทุนชำระแล้ว 1,856,160,000.00 บาท จำนวนหุ้น IPO 465,040,000 หุ้น
    จำนวนหุ้น IPO ประกอบด้วย หุ้นเพิ่มทุนที่เสนอขายประชาชนทั่วไป จำนวน 456,160,000 หุ้น หุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมที่เสนอขายประชาชนทั่วไป จำนวน 8,880,000 หุ้น ราคา IPO 7.80 บาท
    DOHOME มีลักษณะธุรกิจ ค้าปลีก ค้าส่ง และให้บริการด้านวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจร จำนวนหุ้นสำหรับการจัดสรรส่วนเกิน 56,160,000 หุ้น บริษัทมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินซึ่งยืมจากกรรมการและ/หรือผู้บริหารที่เป็นผู้ก่อตั้ง (Founders) ของบริษัทฯ จำนวนรวม 56,160,000 หุ้น
    ผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย ไตรมาสที่ 1 ปี 2562 มีกำไรสุทธิ 246.68 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 185.63 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 32.97%

*** ระดมทุนใช้หนี้ - ปันผลไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไร    
    นายอดิศักดิ์ ตั้งมิตรประชา กรรมการผู้จัดการ DOHOME เปิดเผยว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ขยายธุรกิจ เช่น การเปิดสาขาขนาดใหญ่รูปแบบใหม่ที่มีขนาดพื้นที่เล็กลงตามหัวเมืองสำคัญ โดยยังคงแนวคิด “ครบ ถูก ดี” รวมถึงการพัฒนาโมเดลขยายสาขาขนาดเล็กภายใต้ชื่อ “Dohome To Go” โดยรูปแบบโมเดลขนาดเล็กจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยได้มากขึ้นและมีความคล่องตัวในการขยายสาขาเครือข่าย อีกทั้ง จะนำเงินทุนไปพัฒนาระบบสารสนเทศ ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานต่อไป
    หลัง IPO DOHOME มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แก่ กลุ่มครอบครัวตั้งมิตรประชา ซึ่งถือหุ้นรวม 71.9% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว  โดย DOHOME มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในแต่ละปี ในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด