ข่าวนี้ที่ 1

SET ดิ่งเหว 40 จุด ข่าวร้ายรุมเร้า เลี่ยงแบงก์-โรงไฟฟ้า-ส่งออก

SET ดิ่งเหว 40 จุด ข่าวร้ายรุมเร้า เลี่ยงแบงก์-โรงไฟฟ้า-ส่งออก

ดัชนีหุ้นไทยดิ่งลงแรง 40 จุด  รับปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน หุ้นกลุ่มแบงก์ถูกกดดันจากนโยบายลดดอกเบี้ยเงินกู้ช่วย SME ซ้ำเติมการลดค่าธรรมเนียม ขณะที่กลุ่มพลังงานทดแทน ถูกกดดันจากนโยบายชะลอรับซื้อไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี ด้านโบรกฯ มองตลาดหุ้นไทยช่วง เม.ย.-พ.ค. มีโอกาสเป็นขาลงมากกว่าที่คาด แนะเลี่ยงลงทุนหุ้นที่ยังมีความเสี่ยง ทั้งแบงก์-โรงไฟฟ้า-ส่งออก
    ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทย วันที่้ 4 เม.ย. 61 ปรับตัวลงแรง จากแรงกดดันทั้งในประเทศ หลัง KBANK ยอมรับลดเป้ารายได้ค่าธรรมเนียม และ รมว.คลัง ออกมาระบุหวังให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยช่วยเหลือเอสเอ็มอี ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้ายังมีความกังวล หลัง รมว.พลังงานประกาศชะลอรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 5 ปี ขณะที่สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ยังเป็นแรงกดดันหลัก ล่าสุดจีนประกาศมาตรการตอบโต้การค้าสหรัฐแล้ว โดย ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,724.98 จุด ลดลง 40.26 จุด หรือ -2.28% มูลค่าการซื้อขาย 93,160.59 ล้านบาท โดยหุ้น 5 อันดับ ที่กดดันดัชนีได้แก่ PTT- KBANK-BBL-IVL-SCC
  

**** กลุ่มแบงก์ร่วงหนัก
    บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กสิกรไทย   ระบุ กระแสข่าว รมว.คลัง อยากให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อช่วยเหลือ SME กดดันหุ้นกลุ่มธนาคารปรับลงรุนแรง 2.1% ถ่วงตลาดเกือบ 5 จุด  โดยมองว่า การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง MRR MLR และ MOR ของธนาคารพาณิชย์ไทยมันไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเคยเกิดขึ้นตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (มักจะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย.-พ.ค.) แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าหลังจากที่ธนาคารฯทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาแล้ว ราคาหุ้นมักจะมีการฟื้นตัวและกลับมาที่เดิมได้ทุกครั้ง ยกตัวอย่าง ช่วงต้น พ.ค.60 กระแสข่าวการปรับลดอัตราดอกเบี้ยกดให้กลุ่มธนาคารปรับลงกว่า 4% แต่หลังจากปรับลดไปแล้ว กลุ่มธนาคารสามารถฟื้นตัวกว่า 5.3% ในอีก 2 เดือนถัดมา
          นอกจากประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ย กลุ่มธนาคารยังอยู่ภายใต้แรงกดดันของการปรับลดประมาณการณ์รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย หลังจากที่มีการยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมการโอนและการชำระบิล ราคาหุ้นจึงมีโอกาสที่จะปรับลดลงไปอีกระยะ การเข้าซื้อสะสมจึงควรเป็นในลักษณะ Dollar cost average หรือทยอยเข้าซื้อทีล่ะส่วน โดย KS Research ยังคงเลือก BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม
          นอกจากกลุ่มธนาคารแล้ว กลุ่มการเงินก็เจอปัจจัยลบความกังวลผลกระทบของ พ.ร.บ.ห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา และความกังวลว่า ก.คลังจะเข้ามาควบคุมการปล่อยสินเชื่อของ nonbank ส่งผลให้ MTLS และ SAWAD ปรับร่วง 5.6% และ 4.7%
          ประเด็นของ พ.ร.บ.ห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา 15% ต่อปี ยังคงมีความเสี่ยงในเรื่องการตีความ เพราะไม่ได้ระบุว่าจะเป็น flat rate หรือ effective rate หรือคิดรวมค่าธรรมเนียมหรือไม่ ถือเป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มสินเชื่อ non bank ระยะสั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน
 
***  ลดเป้ากำไร KBANK หลังรายได้ค่าฟีติดลบ
    บล.เอเซีย พลัส ระบุ KBANK ยอมรับว่าต้องปรับเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปี 2561 เป็นติดลบ 6-8% yoy จากเดิมที่คาดไม่เติบโต เพื่อให้สะท้อนสถานการณ์ธุรกิจโดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่ได้รับผลกระทบจากเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่ (ฟรีบนธุรกรรม on-line) ทำให้ราคาหุ้นตอบรับข่าวเชิงลบอย่างมาก เนื่องจาก KBANK เป็นธนาคารที่มีรายได้จากธุรกรรม on-line banking สูงสุดในกลุ่ม ธ.พ.ใหญ่  ฝ่ายวิจัยจึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2561-62 ลงเฉลี่ย 10% จากเดิม เพื่อสะท้อนการปรับลดรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ลง หลังลดประมาณการคาดกำไรสุทธิเติบโต 10.4% yoy และ 8.1% yoy แรงขับเคลื่อนหลักจากธุรกรรมสินเชื่อและค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ที่ลดลง
    Fair value ปี 2561 ภายหลังลดประมาณการเหลือ 227 บาท (เดิม 250 บาท) ที่ PBV 1.45 เท่า (GGM ที่ ROE 12%) แม้หุ้นปรับฐานลงมาก แต่ sentiment ลบจากประเด็นการลดประมาณการแรง จึงเน้นให้เข้าลงทุนเมื่อราคาอ่อนตัว ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการหุ้นธนาคารอื่นๆ ในกลุ่มฯ เพื่อสะท้อนประเด็นลบดังกล่าว พร้อมเตรียมปรับลดคำแนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร เป็นน้อยกว่าตลาด จากเดิม เท่าตลาด 
    บล.ทรีนิตี้  ระบุ จากประมาณการใหม่ ทำให้เราประเมินราคาเป้าหมายใหม่ของ KBANK สำหรับปี 61 อยู่ที่ 205 บาท อิง PBV 1.3 เท่า แม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะปรับตัวลงมาแรง แต่ยังมี Upside ค่อนข้างจำกัด เราจึงแนะนำเพียง “ถือ”

*** กลุ่มโรงไฟฟ้าร่วงต่อเนื่อง
    หลัง รมว.พลังงาน ออกมาประกาศจะชะลอรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในช่วง 5 ปีจากนี้ ทั้งรูปแบบผู้ผลิตไฟจากเอกชนรายเล็ก(SPP) และรายเล็กมา(VSPP) เพราะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบเพียงพอกับความต้องการใช้อยู่แล้ว และที่ผ่านมาการส่งเสริมจากรัฐทั้งในรูปแบบ Adder และ Feed in tariff มีผลให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-25 สตางค์ต่อหน่วยในปัจจุบัน จึงไม่จำเป็นต้องหาพลังงานทดแทนมาเสริม ประกอบกับต้องการชะลอดูแนวโน้มเทคโนโลยีพลังงานทดแทนว่าจะมีราคาต่ำลงและอาจไม่แพงกว่าการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน
     บล.ฟินันเซีย ไซรัส  กลุ่มโรงไฟฟ้า ราคาหุ้นที่ปรับลงระยะนี้ ไม่มีข่าวลบเฉพาะตัว แต่เป็นประเด็นทั้งอุตสาหกรรม ที่รมว.พลังงานเห็นควรชะลอการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนไปก่อน ถ้าไม่มี Capacity ใหม่ หุ้นเหล่านี้จะไม่มี growth จึงไม่ควรซื้อขายบน PE สูง แต่บางตัวก็ลงต่ำกว่าพื้นฐานเกินไป เพราะโรงไฟฟ้าปัจจุบันยังดำเนินการปกติ เช่น BGRIM (TP 32), EA (TP 47), GUNKUL (TP 5), TPCH (TP 18) เป็นต้น
     ด้านบทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุ  หุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน ลดลงต่อเนื่อง หลังจากกระทรวงพลังงานมีนโยบายชะลอรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนช่วง 5 ปี (61-65) เเป็นจิตวิทยาเชิงลบต่อกลุ่มพลังงานทดแทน เพราะปัจจุบันปริมาณซัพพลายไฟฟ้าของไทยอยู่ในภาวะล้นตลาด มีปริมาณสำรองไฟฟ้าสูงกว่า 30% เมื่อเทียบกับระดับปกติที่ 15% ทำให้ฝ่ายวิจัย ASP คาดว่าจะไม่มีการประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) รอบใหม่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้
    โดยปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทำได้ 8,600 เมกะวัตต์ คิดเป็น 43.9% ของกำลังการผลิตตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ฉบับปี  58-79 ที่ 1.96 หมื่นเมกะวัตต์ เป็นแผนระยะยาว 20 ปี จึงเหลือกำลังการผลิตอีกราว 1.1 หมื่นเมกะวัตต์ ที่จะเกิดช่วง 19 ปีนี้ เฉลี่ยตกปีละแค่ 580 เมกะวัตต์เท่านั้น การเปิดประมูลจึงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
          สำหรับการลงทุนในสถานการณ์แบบนี้ แนะเลือกหุ้นผู้ประกอบการที่มีกำลังผลิต (Backlog) ในมือจำนวนมาก สามารถผลักดันการเติบโตช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เช่น GUNKUL ราคาเหมาะสม 5.05 บาท เพราะมี Backlog ถึง 6 โครงการ กำลังการผลิตรวม 279 เมกะวัตต์ ทยอยผลิตเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้เป็นต้นไป
          หุ้นพลังงานทดแทนที่อดีตมีการซื้อขายที่พี/อีระดับสูงเพราะคาดหวังการเติบโต แต่หลังจากนี้เชื่อว่าจะไม่สูงและจะเห็นราคาหุ้นปรับฐานลงมา เช่น EA ก่อนหน้านี้ซื้อขายกันบนพี/อีที่สูงกว่า 70 เท่า PSTC เคยมีพี/อีสูงกว่า 110 เท่า ซึ่งล้วนสูงกว่าค่าเฉลี่ย กลุ่มฯ ที่ 26.2 เท่า

*** ตลท.มองสงครามการค้าจีน-สหรัฐ กดดัน
    นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน แม้จะกระทบกับไทยน้อยมาก เนื่องจากไทยส่งออกวัตถุดิบไปสหรัฐฯ ค่อนข้างน้อย  
    ขณะที่ตลาดจีน บรรดาบริษัทจดทะเบียนของไทย ส่งออกไปจีนเพียง 10% เมื่อเทียบกับการส่งออกรวมในแต่ละปี 
    ทั้งนี้มองว่าตลาดหุ้นไทยยังสามารถเข้าทยอยลงทุนได้ หากต้องการผลตอบแทนในระยะกลาง - ยาว เนื่องจากพื้นฐานยังเติบโตดี ซึ่ง  นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% ซึ่งเป็นปัจจัยสะท้อนภาวะเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง
    ล่าสุด สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนประกาศมาตรการตอบโต้ทางการค้าต่อสหรัฐฯ  โดยจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 106 รายการเพิ่มเติมในอัตรา 25% ซึ่งรวมถึงถั่วเหลือง ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ และอากาศยาน ??โดยการประกาศมาตรการตอบโต้ดังกล่าวมีขึ้นในขณะนี้ ซึ่งเป็นการตอบโต้อย่างทันควัน หลังสหรัฐฯประกาศรายชื่อสินค้านำเข้าจากจีนที่จะถูกขึ้นบัญชีเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษจีนต่อกรณีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน  กล่าวว่า มาตรการตอบโต้ทางการค้าดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าราว 50 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับมาตรการลงโทษทางการค้าของสหรัฐฯที่มูลค่าใกล้เคียงกันนี้ ??นอกจากนี้  จีนอาจมีมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมอีก หากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯมีผลบังคับ หลังผ่านพ้นช่วงประชาพิจารณ์แล้ว 
   
*** แนะกลยุทธลงทุน
    บล.กสิกรไทย แนะกลยุทธ์การลงทุน เม.ย.-พ.ค.61 เป็นช่วงที่มีปัจจัยลบปกคลุมค่อนข้างเยอะ ในขณะที่ปัจจัยบวกใหม่ๆไม่มี ทำให้ SET Index มีโอกาสที่จะลงมากกว่าที่คาด ซึ่งเดิมทีเราได้แนะนำให้ซื้อสะสมที่ 1,760 จุด (ปัจจุบันอยู่ที่ 1,750 จุด) ก็ยังคงมุม มองครึ่งหลังของปีดัชนีจะมีการฟื้นตัวเพื่อไปทดสอบ 1,914 จุด ดังนั้นการลงมาต่ำถึง 1,750 จุดจึงสามารถซื้อสะสมเพิ่มหรือถือกลุ่มหุ้นที่เคยแนะนำต่อได้    แนะนำ CHG DELTA AOT
    นางจิตรลดา เลขาพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ไอร่า ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือน เม.ย.61 ยังมีความผันผวน แม้คาดว่าจะมีแรงเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 1/2561 โดยกลุ่มธนาคารจะประกาศในช่วงกลางเดือนนี้อย่างไรก็ตามคาดมูลค่าซื้อขายอาจเบาบางจากช่วงวันหยุดเทศกาล และอาจได้รับปัจจัยกดดันจากประเด็นการเมือง ภายใต้การยื่นร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งอาจส่งผลต่อ Road Map เลือกตั้ง ในเดือนก.พ. 62 รวมถึง Fund Flow จากแรงขายสุทธิต่อเนื่องของต่างชาติ แต่คาดยังได้รับการชดเชยจากแรงซื้อของสถาบันในประเทศ 
     ส่วนของประเด็นต่างประเทศคาดว่า สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะมีสัญญาณคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามยังแนะติดตามนโยบายของสหรัฐฯ ที่อาจสร้างความผันผวน และส่งผลต่อความเชื่อมั่นลงทุน เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อมี.ค. ที่ผ่านมาได้ โดยมีกรอบทางเทคนิค 1,756 - 1,852 จุด ทั้งนี้ แนะนำลงทุนในหุ้นที่ผลประกอบการไตรมาส 1/2561 มีแนวโน้มเติบโตดี เช่น BANPU, CHG, CPN, GCAP, MONO, PTTGC, SCC และ SPA
    บล.บัวหลวง  แนะเลี่ยงหุ้นที่ผลกระทบยังไม่เคลียร์ จากประเด็นร้อนล่าสุดที่มีผลต่อ Earnings & Outlook ของแต่ละกลุ่มฯ (เช่น แบงก์ โรงกลั่น โรงไฟฟาพลังงานทดแทน ส่งออก) และเลือกลงทุนหุ้นของแต่ละกลุ่มที่มีปัจจัยหนุนในช่วง 2Q โดยราคาที่ลงมาตามภาวะตลาด มองเป็นโอกาสในการลงทุนครั้งใหม่ (เช่น พลังงาน Upstream, โรงพยาบาล, ค้าปลีก, สินเชื่อบุคคล เป็นต้น
 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด