FinTech

COVID-19 จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการคริปโทเคอร์เรนซีโลก

COVID-19 จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการคริปโทเคอร์เรนซีโลก

 

COVID-19 จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการคริปโทเคอร์เรนซีโลก

โดย กวิน พงษ์พันธ์เดชา

คำว่าคริปโทเคอร์เรนซีมักทำให้นักลงทุนคิดถึงความผันผวน ความเสี่ยง และความไม่แน่นอน ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์มีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังต้องผ่านช่วงเวลาการย่อตัวที่รุนแรงอย่างไม่คาดคิด โดยในปี 2020 ราคาบิตคอยน์ได้มีการปรับตัวจาก $10,328.90 ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ลงไปถึง $5,032 ในวันที่ 17 มีนาคม หรือกว่า 50% ปัจจัยหลักเกิดจากการระบาดของเชื้อ COVID-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกต้องหยุดชะงัก อย่างไรก็ดี รัฐบาลมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้ออกมาตรการ Quantitative Easing (QE) เพื่อพยุงเศรษฐกิจ 

การพิมพ์เงินของสหรัฐฯ ในครั้งนี้มีปริมาณสูงเป็นประวัติการณ์ โดยในเดือนมกราคม ปี 2021 ค่า M0 Money Supply (Monetary Base) ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.24 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ขึ้นมาจาก 3.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน ปี 2020 อ้างอิงข้อมูลจาก Federal Reserve Bank of St. Louis การพิมพ์เงินกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระยะเวลา 4 เดือน เป็นการเพิ่มปริมาณดอลลาร์กว่า 66% และหากนับจากปริมาณเงินในปี 2008 ที่ 0.85 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ การพิมพ์เงินในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณมากขึ้น 516.47% มองอีกมุม กล่าวได้ว่ามีการพิมพ์เงินในรอบ 1 ปีที่ผ่านมากกว่าการพิมพ์เงินตั้งแต่สหรัฐฯ ก่อตั้งประเทศขึ้นเมื่อ 240 ปีที่ผ่านมา 


การอัดฉีดสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่ครั้งนี้ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์ต่าง ๆ อย่างหุ้น แต่ในครั้งนี้นักลงทุนที่กลัวอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวจึงแบ่งพอร์ตมาลงทุนในบิตคอยน์เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยบิตคอยน์เริ่มถูกมองว่าเป็นทองคำดิจิทัล (Digital Gold) และได้รับผลประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบิตคอยน์หายากขึ้นทุกวันและความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิด V-Shape Recovery ที่รุนแรงและรวดเร็ว จากราคาบิตคอยน์ต่ำสุดที่ $3,913.10 มีการพุ่งขึ้นกว่า 1,380% ปัจจุบันวันที่ 20 มีนาคม 2021 ราคาอยู่ที่ $58,168.40 ต่อบิตคอยน์ ทำให้มูลค่าทางตลาดของเหรียญทองคำดิจิทัลนี้เกิน 10% ของมูลค่าทางตลาดของทองคำ

การปรับตัวของราคาบิตคอยน์ในปี 2020 อันเนื่องมาจากวิกฤตไวรัสระบาด COVID-19 และมาตรการเยียวยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงเป็นการปรับตัวที่ไม่เหมือนที่ผ่านมาทั้งหมด นักลงทุนในบิตคอยน์จำนวนมากในครั้งนี้มาจากสถาบันการเงิน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนยักษ์ใหญ่ และนักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลก เช่น Paul Tudor Jones, Stanley Druckenmiller, PayPal, Square, Tesla, Grayscale Investment Trust, Microstrategy, Tesla และ George Soros เป็นต้น ที่นักลงทุนเหล่านี้เข้ามาลงทุนได้มีอยู่ 3 ปัจจัยหลัก คือ (1) การซื้อขายบิตคอยน์สามารถทำได้อย่างถูกกฎหมายผ่านบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตในแต่ละประเทศ  (2) มูลค่าตลาดที่ใหญ่และสภาพคล่องที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ในปริมาณที่มาก เหมาะสมกับขนาดของกองทุนที่ตนบริหาร และ (3) การจัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลมีความปลอดภัยสูงขึ้นผ่านเทคโนโลยีการจัดเก็บและมาตรการดูแลของภาครัฐที่รัดกุมขึ้น 

วิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดหนหนึ่งในประวัติศาสตร์ทำให้โครงสร้างระบบการเงินเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และผลกระทบในระยะยาวคือการอ่อนค่าของเงินตราของประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างดอลลาร์สหรัฐฯ  เรายังเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับปอนด์สหราชอาณาจักร และสกุลเงินอีกหลายกรณีในประวัติศาสตร์ เรย์ ดาลิโอ นักลงทุนสายมหภาคชื่อดัง ได้กล่าวไว้ว่า “ตั้งแต่ปี 1700 จนถึงปัจจุบัน มีสกุลเงินเกิดขึ้นราว 750 สกุล แต่ตอนนี้เหลือรอดอยู่แค่ 20% และสกุลเงินที่เหลืออยู่ล้วนผ่านการปรับลดมูลค่าแล้วทั้งสิ้น” โดยการปรับลดมูลค่าที่เกิดขึ้นก็ต้องมีสินทรัพย์อื่นที่ได้รับผลบวกในเชิงราคาที่นักลงทุนแห่กันไปซื้อและถือครองแทนสินทรัพย์เก่า ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินอื่น ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ โดยส่วนใหญ่วัฏจักรเครดิตที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 50-75 ปีและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 1945 หรือช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ 75 ปีที่แล้ว


สินทรัพย์ดิจิทัลถูกออกแบบมาให้มีการกระจายศูนย์ มูลค่ามีสหสัมพันธ์ (correlation) กับสินทรัพย์อื่น ๆ ต่ำและเหมาะที่จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือการกระจายความเสี่ยง ถึงแม้ว่านักลงทุนจะอยู่ประเทศไทย แต่โลกการเงินและเศรษฐกิจวันนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก หากมีการไหลของเงินจากต่างประเทศเข้าสินทรัพย์ดิจิทัล ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยก็จะขยับตามราคาโลก ไม่ต่างจากราคาทองคำที่อิงกับราคาโลก นักลงทุนในไทยจึงไม่มีความเสียเปรียบนักลงทุนต่างประเทศ เพราะสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนเดียวกันได้ง่ายและอย่างปลอดภัยผ่านบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องในประเทศไทย 

เพราะเหตุนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนจะหันมาศึกษาสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งหากสินทรัพย์ดิจิทัลถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่ง Asset Class ไม่ต่างกับสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้แล้ว นักลงทุนควรจะแบ่งเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตการลงทุนไม่มากก็น้อยให้กับสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทำกำไรในโลกยุคใหม่นี้ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในทุกมิติ 


ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ และวันนี้วงการสินทรัพย์ดิจิทัลได้มีการเจริญเติบโตขึ้นจนกลายเป็นทางเลือกใหม่ให้กับนักลงทุนที่อยากหาโอกาสใหม่ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณอย่างที่ไม่เคยมีมา

 

*โดย กวิน พงษ์พันธ์เดชา ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO บริษัท บิทาซซ่า จำกัด บทความนี้มีไว้ให้ข้อมูลเท่านั้น เนื้อหาที่นำเสนอไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน

 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh