FinTech

ความท้าทายของ Cryptocurrency สู่การเป็น Mass Adoption สำหรับโลกการเงิน

ความท้าทายของ Cryptocurrency สู่การเป็น Mass Adoption สำหรับโลกการเงิน

 

12 ปีก่อน ถ้ามีใครสักคนพูดว่า Bitcoin จะมีราคาถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเป็นสินทรัพย์คงคลังของโลกการเงินยุคใหม่ ก็คงจะไม่มีใครเชื่อ ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกสงสัยว่าเจ้าสกุลเงินดิจิทัลหรือ Cryptocurrency ที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเข้าใจยากอย่าง “Blockchain” นี้จะนำไปใช้ประโยชน์ และเติบโตจนเกิดการยอมรับในระบบนิเวศทางธุรกิจในระยะยาวได้อย่างไร

มาถึงวันนี้ “Cryptocurrency” ได้สร้างพื้นที่ของตัวเองจนใกล้เคียงความเป็น Mass Adoption เราได้เห็นการระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดและเร็วที่สุดในโลกการลงทุน เราเห็นปริมาณการซื้อขายและลงทุนในตลาด Cryptocurrency ทั้งจาก นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่และรายย่อย ที่เพิ่มสูงขึ้นจนปัจจุบันมีมูลค่าถึงกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

เราได้เห็นบริษัทในตลาดทุน Nasdaq และ NYSE ซึ่งขณะนี้ ถือ Bitcoin รวมกันมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ($ 60 Billions) หรือประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 6% ของมูลค่าทั้งตลาด Bitcoin เช่น บริษัทเทคโนโลยีของโลกอย่าง Tesla, MicroStrategy และอื่น ๆ  ต่าง ก็ “เก็บ” Bitcoin จำนวนมหาศาลเป็นสินทรัพย์คงคลัง ยิ่งไปกว่านั้นระบบชำระเงินออนไลน์อย่าง PayPal บริการบัตรเครดิตอย่าง VISA และแบรนด์สินค้ายอดนิยม เช่น Namecheap, KFC Canada, Microsoft, Subway, Wikipedia, Zynga   (เกมบนมือถือ), Bloomberg และ Shopify เริ่มยอมรับการชำระเงินด้วย Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ

 

อย่างไรก็ตามการที่ Cryptocurrency จะเข้าสู่การยอมรับในวงกว้างจนเป็น Mass Adoption ได้นั้นจะต้องก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ โดยสรุปเป็น 3 ข้อหลักๆ ดังนี้

 

1. ความเข้าใจผิดเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy)

ในอดีตเคยมีกรณีการใช้ Cryptocurrency ในตลาดมืดเพื่อซื้อสินค้าผิดกฎหมาย เรียกค่าไถ่ หรือฟอกเงิน จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ผู้ใช้อาจได้รับการปกปิดตัวตน แต่คุณสมบัติสำคัญของ Blockchain คือ 'ความโปร่งใส' ธุรกรรมใด ๆ ก็ตามที่ถูกกระทำผ่านบล็อกเชน ข้อมูลเหล่านั้น จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อให้มีการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องจากเครือข่ายได้ รวมทั้งเหรียญก็ยังมีบันทึกอีกว่า เหรียญนั้นเคยผ่านมือใครมาแล้วบ้าง การตรวจสอบธุรกรรม Cryptocurrency นั้น ไม่ต่างจากการตรวจสอบธุรกรรมการเงินทั่วไป ผู้ใช้จะต้องให้ข้อมูลส่วนตัวในขั้นตอน Anti-Money Laundering (AML) และ Know Your Customer (KYC) รวมถึงข้อมูลไอพีแอดเดรส (IP address) และพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้ลงทะเบียนไว้ ซึ่งก็จะมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตรวจสอบ หากผู้ใช้มีพฤติกรรมต้องสงสัย 

 

ปัจจุบันมี Cryptocurrency บางสกุล เช่น Firo ที่มีวัตถุประสงค์ในการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน โดยพัฒนาโปรโตคอล (Protocol) ที่มีคุณลักษณะพิเศษในการรักษาความเป็นส่วนตัวระดับสูง ที่พัฒนาระบบเครือข่ายเพื่อตอบโจทย์ ทั้งเรื่อง 'ความโปร่งใสและความเป็นส่วนตัว' เข้าไว้ด้วยกัน ทุกคนที่ใช้เครือข่ายนี้ สามารถทำธุรกรรมที่มีความเป็นส่วนตัวได้โดยใช้เทคโนโลยีของ Firo บน Blockchain เพื่อรักษาคุณสมบัติในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยข้อมูลธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะถูกกำหนดการเข้าถึงเฉพาะร้านค้า และผู้ซื้อสินค้าเท่านั้น

 

2. ความปลอดภัย (Security)

การขโมย Cryptocurrency การฉ้อโกงและการแฮ็กส่วนใหญ่มักจะถูกอ้างว่าเทคโนโลยีไม่ปลอดภัย แต่เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นไม่ใช่การแฮ็ก Blockchain ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรณีการหลอกลวงและการโจรกรรมเพื่อเข้าถึงคีย์ส่วนตัว (Private Key) หรือรหัสผ่านที่ใช้ในการเข้าถึงกระเป๋าเงินและบัญชีบน Blockchain และเว็บเทรด (Exchange) โดย Blockchain นั้นถูกออกแบบให้แฮ็ก หรือเปลี่ยนแปลงธุรกรรมได้ยาก ซึ่งถ้าจะทำ ต้องอาศัยกำลังการประมวลผลที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของเครือข่ายทั้งหมด จึงจะสามารถแก้ไขข้อมูลได้

 

นักลงทุนควรเลือกลงทุนใน Exchange ที่เชื่อถือได้และมีระบบจัดการความปลอดภัยของข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง Satang Pro เป็นหนึ่งในเว็บเทรดฯ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐาน ISO 27001 และ ISO 27701 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล 

 

3. กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ (Regulations)

ในหลาย ๆ ประเทศยังไม่มีกฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนต่อสกุลเงินดิจิทัล หรือ cryptocurrency อีกทั้งยังมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงของรัฐบาล การติดตามความมั่งคั่ง การเก็บภาษี และการควบคุมอุปสงค์อุปทาน กฎระเบียบเก่าไม่ยืดหยุ่นพอที่จะเข้าใจสกุลเงินใหม่ ซึ่งหากมีกฎระเบียบที่เข้าใจธรรมชาติของ cryptocurrency ก็จะทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตและเกิดประโยชน์อย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจ เกิด Capital Inflow จากนักลงทุนทั่วโลก

 

สำหรับกฎหมายไทยได้ให้นิยามไว้ว่า สินทรัพย์ดิจิทัล ประกอบด้วย สกุลเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency และ Digital Token  เป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือ Token ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีสินทรัพย์ดิจิทัลมาอ้างอิง เพื่อใช้กำหนดสิทธิของบุคคลที่มีต่อสินทรัพย์นั้น ซึ่งกระบวนการที่นำเอาสินทรัพย์ในโลกของความเป็นจริงทั้งจับต้องได้ เช่น ทองคำ และสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น หุ้น สิทธิบัตร หรือแบรนด์ มาทำเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเรียกว่า Tokenization ซึ่งจะได้ออกมาเป็น Digital Token

 

วันนี้ Cryptocurrency และ Blockchain ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเงินและการลงทุน แต่ในระยะยาว Cryptocurrency และ เงิน Fiat จะทำงานร่วมกันเพื่อชดเชยจุดอ่อนของกันและกัน ซึ่งก็เหมือนกับอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เกือบทั้งหมด (IoT) และช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิต Cryptocurrency จะถูกยอมรับในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในระบบชำระเงินออนไลน์เกือบทั้งหมดเพื่อชำระเงินและทำธุรกรรม รวมไปถึงการกำหนดสิทธิในการร่วมลงทุนในโปรเจ็กต์ การปล่อยเงินกู้ การชำระค่าสาธารณูปโภค ตลอดจนการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน

 

*บทความโดย : นายปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้ง และ กรรมการบริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh