สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

บทบรรณาธิการ

| 9 มีนาคม 2561

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

"ทรัมป์" จอมป่วนเศรษฐกิจโลก

                 ตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 และเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2017 ซึ่งกว่า 1 ปีแล้วที่ทรัมป์อยู่ในตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชาติมหาอำนาจแห่งนี้ แต่ต้องบอกเลยว่าตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง มีน้อยครั้งเหลือเกินที่ประธานาธิบดีจอมเกรียนรายนี้จะสร้างความสบายใจให้กับ อาณาประชาคมโลก เนื่องจากนโยบายแต่ละอย่างของทรัมป์ล้วนแต่สร้างความปวดหัวแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศรับรองนครเยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล นโยบายต่อต้านผู้อพยพ การออกจากพิธีสารโตเกียวว่าด้วยการแก้ปัญหาสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายที่สุดโต่งทั้งสิ้น 

                     และล่าสุดที่ป่วนตลาดการค้า การลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นอีกครั้ง ก็คือ มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก 25% และอลูมิเนียม 10% โดยอ้างว่าจุดหมายเพื่อปกป้องภาคอุตสาหกรรมเหล็ก และอลูมิเนียมในประเทศ ส่งผลให้เกิดความกังวลในประเด็นกีดกันทางการค้ากับคู่ค้าหลายประเทศทั่วโลกเลยทีเดียว แม้จะมีกระแสต่อต้านอย่างหนัก แต่ทรัมป์ก็หาได้แคร์แต่อย่างใด เพราะเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา เขาได้ลงนามบังคับใช้มาตรการดังกล่าว (ยกเว้นแคนาดาและเม็กซิโก) ท่ามกลางกระแสคัดค้าน โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้อีก 15 วันหลังจากนี้ 
                     เท่านั้นยังไม่พอ ทรัมป์ยังส่งสัญญาณเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้ารายการอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งเราๆ ท่านๆ รู้กันดี แม้ทรัมป์จะย้ำว่าเพื่อปกป้องประเทศ แต่อีกเรื่องแล้วการเรียกเก็บภาษีของทรัมป์ ก็เพื่อตอบโต้ประเทศที่สหรัฐฯ เสียดุลการค้ามากๆ โดยเฉพาะจีน ประเทศพี่เบิ้มของเอเชียนั่นเอง เพราะฉะนั้นการเก็บภาษีสูงลิ่วแบบนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนเพิ่มขึ้น เพราะจีนก็ได้ประกาศว่าจะดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างเหมาะสมหากจำเป็น 
                    ถึงขนาด BlackRock บริษัทจัดการลงทุนรายใหญ่ที่สุดของโลก ออกมาระบุว่า การดำเนินนโยบายครั้งนี้ คือความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงที่สุดของตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย เพราะแนวคิดของทรัมป์เน้นกีดกันทางการค้าต่อจีน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคเอเชีย โดยตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียในสัปดาห์ที่ผ่านมามีความผันผวนมาก จากการประกาศนโยบายของทรัมป์ เห็นได้ชัดเจนจากตลาดหุ้นบ้านเรา ที่ SET Index ร่วงลงกว่า 40 จุดแล้ว จากระดับ 1800 จุด และหากนับจากระดับสูงสุดเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่เกือบ 1850 จุดนั้น ดัชนีลงมาแล้วประมาณ 80 จุด โดยมายืนที่ระดับ 1767 จุด 
                     เรียกว่านโยบายล่าสุดของท่านผู้นำอเมริกา ทั้งสร้างความปั่นป่วน และวิบากกรรมให้เกิดกับการค้า รวมทั้งเศรษฐกิจโลก โดยพร้อมเพรียงกันเลยทีเดียว แถมยังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอเมริกาเองด้วยซ้ำ  เพราะแม้แต่เจพีมอร์แกนเชสแอนด์โค ยังต้องออกมาเตือนว่า การดำเนินนโยบายกีดกันการค้าของทรัมป์ จะบั่นทอนการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่าที่จะส่งผลดีทางเศรษฐกิจ และหากมาตรการตอบโต้ทางการค้าถลำไปไกลและรุนแรงกว่านี้ จะยิ่งส่งผลร้ายทำให้เศรษฐกิจถดถอย หรือจะบอกว่าถอยหลังลงคลองไปเลยก็ได้  
                     งานนี้ เข้าทำนอง "ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว" ป่านนี้ไม่รู้ว่าคนที่ไปเข้าคูหาลงคะแนนให้ทรัมป์อาจจะกำลังนั่งกุมขมับว่าไม่น่าคิดผิดเลย เพราะกลับตัวตอนนี้คงไม่ทันเสียแล้ว คงต้องปล่อยให้พี่ทรัมป์แกป่วนโลกไปอีกพักใหญ่


RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh