บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

        สำนวนคุ้นหูนี้ อาจจะคล้ายๆ กับเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในตอนนี้ เพราะเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์  ออกมาระบุว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มเป็น 25% 

     ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนเป็นคนพังข้อตกลงการเจรจา จนทำให้ตลาดเงิน ตลาดทุน โดยเฉพาะหุ้นทั่วโลก ร่วงทันควัน ร่วงแล้วร่วงอีก เพราะตอบรับความกังวลเรื่องนี้มาตลอดสัปดาห์ (6-10 พ.ค.) และล่าสุด ทรัมป์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เอาจริง เพราะสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าจีน โดยมีผลบังคับใช้เรียบร้อยในวันนี้ (10 พ.ค.)  และตลาดหุ้นบ้านเราก็ตอบรับข่าวร้ายทันทีเช่นกัน  เห็นแบบนี้บอกเลยว่าเราอาจเห็น SET Index ไปอยู่ที่ 1,600 จุดอีกรอบ 
      การขึ้นภาษีคราวนี้ ส่งผลให้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนครั้งใหม่ในอัตรา 10% เป็น 25% จากยอดนำเข้า 200 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จีนก็ตอบโต้ทันที กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ หลังมาตรการดังกล่าวมีผลว่าจะใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐฯ เพียงแต่ยังไม่ประกาศว่าจะเป็นมาตรการใด เพราะฉะนั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างแข็งกร้าวก็รับประกันได้เลยว่าจะมีผลกระทบในวงกว้างต่อเนื่องกับเศรษฐกิจทั่วโลก 
     เมื่อออกมาอีหรอบนี้ สงครามการค้าจึงยังไม่จบ และก็อย่าเพิ่งประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ เพราะปีที่ผ่านมาอาจจะเป็นแค่น้ำจิ้มมาให้ทดสอบ แต่ปีนี้ของจริงมาแล้ว เพราะต่อให้สหรัฐฯ กับ จีนบอกว่าจะยังคงเดินหน้าเจรจากันอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่คาดหวังอะไรคงไม่ได้ ขนาดอีกฝ่ายนั่งโต๊ะเจรจากันอยู่ อีกฝั่งก็ยังประกาศขึ้นภาษีกันได้เลย นี่ยังไม่รวมภาษีรอบหน้าที่ว่ากันว่ามีมูลค่าถึง 3.5 แสนล้านดอลล์ ซึ่งไม่รู้ว่าจีน กับ สหรัฐฯ จะยอมหันหน้าเข้าหากันแบบจริงจัง และจริงใจเพื่อให้การเจรจาจบลงด้วยดีได้หรือไม่ ... ขิงก็ร่า ข่าก็แรง ต่างคนก็ต่างยิ่งใหญ่ เรื่องจะยอมกันง่ายๆ คงยากเสียแล้ว 

      "ความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีขึ้นไม่เป็นผลดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศ และของโลก ในส่วนของจีนนั้นมีความเสียใจอย่างยิ่ง หากสหรัฐฯจะใช้มาตรการทางการค้ากับจีน ซึ่งจีนจะจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้"  นี่คือแถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีน 

     ดังนั้นสงครามการค้าระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจ จึงน่าจะยื้ดเยื้อ เพราะจริงๆ แล้วทั้ง 2 ประเทศมีการเจรจาประนีประนอมกันมาหลายรอบ แต่เอาเข้าจริงก็ตกลงกันไม่ได้ซักครั้ง แถมไปๆมาๆ ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐฯที่เขี้ยวลากดิน แต่จีนเองก็ไม่ได้แคร์ว่าต้องพึ่งพาสหรัฐฯ อีกต่อไป แบบนี้ "ช้างสารชนกัน ก็ไม่พ้นหญ้าแพรกต้องแหลกลาญ"  







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh