บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ชิมช้อปใช้... เงื่อนไขเยอะไปมั๊ย?

ชิมช้อปใช้... เงื่อนไขเยอะไปมั๊ย?

            วันจันทร์ที่  23 ก.ย. ที่จะถึงนี้แล้ว ที่รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนมาลงทะเบียน สำหรับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ “ชิมช้อปใช้”
    

            ประชาชนที่สนใจ สามารถลงทะเบียนผ่าน www.ชิมช้อปใช้.com หลังจากนั้นก็เตรียมรอ SMSตอบกลับภายใน 3 วัน แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น "เป๋าตัง" หรือ ถุงเงินประชารัฐ เพื่อรับเงินแจก 1,000 บาท เพราะรัฐบาลจะโอนเงินเข้าแอปพลิเคชั้นนี้เท่านั้น  ซึ่งจะได้รับสิทธิตามโครงการนี้เพื่อรับเงินเป๋าตัง (G-Wallet) จะได้สิทธิจำนวน 10 ล้านคน สามารถลงทะเบียนได้จนถึงที่ 15 พฤศจิกายนนี้ โดยกำหนดโควต้าให้สามารถลงทะเบียนวันละ 1 ล้านคนเท่านั้น 
            นอกจากเงิน 1000 บาทแล้ว ยังมีเด้งที่ 2 ก็คือให้เติมเงินในเป๋าตัง แล้วใช้จ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าที่พัก หรือซื้อสินค้าท้องถิ่น ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการฯ โดยรัฐบาลจะให้เงินชดเชย หรือ Cash Back 15% สูงสุด 4,500 บาทต่อคน ซึ่งรัฐบาลทุ่มงบประมาณสำหรับมาตรการนี้ เกือบ 20,000 ล้านบาทเลยทีเดียว เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่าย การบริโภคของประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจ 

           อย่างไรก็ดี มาตรการของรัฐที่ว่ากลับมีข้อจำกัด ติดขัด อยู่หลายที่ ทั้งการรับเงิน จ่ายเงิน ต้องเป็น แอปฯ เป๋าตัง ที่จำกัดการใช้งานเฉพาะบัญชีธนาคารกรุงไทย (ที่มีบัตร ATM หรือบัญชีผู้ใช้ KTB Netbank/Krungthai Next)และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น ขณะที่ประชาชนก็ต้องลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ที่กำหนดเพียงช่องทางเดียว แทนที่จะเปิดช่องทางให้มากกว่าแค่เวปไซด์หรือไม่ 
           นอกจากนั้นการนำเงินไปใช้ หรือการซื้อสินค้าต่างๆ จะต้องไปซื้อในร้านค้าที่สามารถใช้แอปฯ “เป๋าตัง” ได้ และจะต้องเป็นร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชันดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นร้าน “ถุงเงินประชารัฐ” ที่รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือมีเครื่องรูดบัตร EDC ของรัฐบาล ซึ่งเท่ากับทำให้ประชาชนไม่สามารถนำเงินไปใช้จ่ายในร้านอื่นๆ ได้เลย  เท่านั้นยังไม่พอเงินที่ได้ยังต้องนำไปใช้จ่ายภายใน 14 วัน มิฉะนั้นแล้วระบบจะดึงเงินคืนกลับทั้งหมด และไม่สามารถกลับมาใช้วงเงินเหล่านั้นได้อีก และยัง ยังไม่หมดเท่านี้เงินที่ได้รับแจกมานั้นจะต้องนำไปใช้ในจังหวัดที่จะไปท่องเที่ยว หรือต้องใช้คนละจังหวัดกับชื่อที่มีในทะเบียนบ้าน 

           เห็นข้อจำกัดเยอะแยะแบบนี้แล้ว อาจจะพาลทำให้คนไม่อยากลงทะเบียนรับเงินเลยก็ได้ เพราะเงื่อนไขเยอะแยะไปหมด คนที่พอมีรายได้อยู่แล้วยิ่งแล้วใหญ่ เพราะถ้าต้องลงทะเบียนรับเงิน 1,000 บาท แล้วมีหลายสิ่งที่ยุ่งยากก็คงไม่เอาเช่นกัน ส่วนกรณี cash back จะใช้จ่ายทีก็ต้องหาร้านที่อยู่ในระบบของรัฐฯ แล้วคนไม่มีบัญชี KTB ก็ใช้ไม่ได้ เงินที่จะคืนก็ยังต้องคืนเข้าแอปฯ เป๋าตุงเข้าไปอีก โอ้ยยย!!!!  แบบนี้ไม่เอาดีกว่า
           ส่วนประชาชนรายได้น้อย ความรู้ไม่มากมายอะไร กับการต้องมาสมัครผ่านเวปไซต์ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่นอีก เงินที่ได้ก็ใช้ไม่ได้ทันทีเพราะต้องใส่ในแอปฯ แบบนี้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ รับเป็นเงินสดไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ ขนาดทุกวันนี้เงินสวัสดิการที่ใส่เข้าบัญชี แล้วต้องกดเอทีเอ็มเอา ยังต้องจ้างวานกันไปกดให้ แล้ว "ชิมช้อปใช้" ใช้ระบบแบบนี้ ก็ยิ่งลำบากไปหรือไม่ 

          ไม่เถียงว่ามาตรการนี้ คิดดี คิดช่วยประชาชน ช่วยร้านค้า ต่อยอดการบริโภค และกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เสียอย่างเดียว เงื่อนไขเยอะ!







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh