บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

WIN-WIN คืนไลเซนส์ทีวีดิจิทัล

WIN-WIN คืนไลเซนส์ทีวีดิจิทัล

     ในที่สุดก็หายใจกันทั่วท้องขึ้นสำหรับผู้ประกอบการมือถือและ ทีวีดิจิทัล หลังจาก คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้ความช่วยเหลือขยายเวลาจ่ายค่าใบอนุญาติ และสามารถคืนใบอนุญาติได้สำหรับทีวีดิจิทัล 

    โดยเฉพาะผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลนั้น เรียกว่ายกภูเขาออกจากอกได้เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะคืนไลเซนส์ได้ ยังมีเงินเยียวยาจากทาง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ให้อีกด้วย โดยผู้ประกอบการทั้งมือถือ และทีวีดิจิทัล กสทช. กำหนดให้แจ้งความจำนงดังกล่าวภายในวันที่ 10 พ.ค.62 ส่วนทีวีดิจิทัลจะมีคณะทำงานต่าง ๆ ขึ้นมาพิจารณาประเด็นที่จะผ่อนผัน ได้แก่ อนุกรรมการวิธีการชดเชยการคืนใบอนุญาต หลักเกณฑ์การรับหลักประกันคืน ซึ่งคาดว่าทั้งหมดจะใช้เวลา 2 เดือน หรือแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน 
    จริงๆ แล้วต้องบอกว่า การออก ม.44 ของ คสช. ครั้งนี้ ถือเป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นของขวัญส่งท้ายก่อนเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ว่าได้ และคนที่ดีใจที่สุดก็น่าจะเป็นธุรกิจทีวีดิจิทัล ที่ก็เห็นๆกันอยู่ว่า เลือดตาแทบกระเด็นมาตลอดตั้งแต่ได้รับใบอนุญาติมา ยิ่งเจ้าไหนใบอนุญาตหลายใบ ภาระต้นทุน ค่าใช้จ่ายก็สูงเป็นเงาตามตัว เห็นได้จากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บางเจ้าปิดฉากไป ขณะที่หลายเจ้าโดยเฉพาะบรรดาสื่อทั้งหลายที่ต้องใช้นโยบาย ลดพนักงาน ลดคน เพื่อความอยู่รอด จากใบอนุญาติที่ประมูลไปกว่า 20 ใบแทบจะนับได้เลยว่าผ่านมากว่า 5 ปี มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่อยู่รอดปลอดภัยมาได้ ความหวังที่ว่าจะนำเงินเข้าประเทศกว่า 5 หมื่นล้านบาท แทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะแค่ปีแรกๆ กสทช. ก็ถูกเบี้ยวหนี้นำส่งไปแล้ว ดังนั้นเมื่อมี ม.44 ออกมาแบบนี้ ก็แทบจะฉลองกันเลยทีเดียว 

    เพราะฉะนั้นภายใน 30 วันจากนี้ ต้องรอดูว่าจะมีกี่รายเข้ามายื่นความจำนง และจะตรงตามที่เลขาฯ กสทช.  ประเมินว่า 4-5 รายจริงหรือไม่ ส่วนหลักเกณฑ์การคืนไลเซนส์นั้น กสทช. ระบุว่าเกณฑ์ชดเชยจะกำหนดให้สามารถแจ้งถอนความประสงค์ได้ แต่ก่อนจะได้รับสิทธิให้ 17 ช่องรายการที่ยังไม่ได้ชำระค่าใบอนุญาตงวดที่ 4 อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ รวมจำนวน 3,215.2 ล้านบาท ต้องจ่ายภายใน 120 วัน หรือภายใน 8 ส.ค.62 กับ กสทช. หากไม่สามารถชำระได้ก็ให้จ่ายดอกเบี้ยมาก่อน ในอัตรา 7.5%ต่อปี โดยหักคืนให้ 3 ช่องคือช่อง 7 ช่องเวิร์คพอยท์ และ ช่องสปริงนิวส์ ที่จ่ายงวด 5 มาก่อนหน้านี้ รวม 986.6 ล้านบาท หากไม่พอจ่ายจะเลือกให้ผู้ประกอบการที่มีผลดำเนินงานที่แย่ก่อน ส่วนที่เหลือ 2,228.6 ล้านบาท ก็จะคืนให้แก่รัฐ ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ที่ผ่อนปรนค่อนข้างมาก
    ส่วนเงินค่าใบอนุญาตงวดที่ 5 และ 6 จำนวน 13,622.4 ล้านบาทจะได้รับการยกเว้นทั้งหมด สำหรับค่าโครงข่าย (MUX) ที่เหลือ 9 ปี 6 เดือน ของใบอนุญาต กสทช.จะจ่ายให้รวม 18,775.8 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับชดเชยจากเงินประมูลคลื่น 700 MHz รวมทั้งการจัดทำเรตติ้ง 

    เรียกว่าน่าจะแฮปปี้เอนดิ้ง สำหรับผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัล เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ การแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ Digital Disruption ที่ลุกลามและกระทบธุรกิจทีวีหนักขึ้นๆ แบบไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่าถ้าไม่มีมาตรการเยียวยาออกมา เราอาจเห็นธุรกิจทีวีดิจิทัล ล้มหายตายจากไปอีกไม่มากก็น้อย      
    และล่าสุดดูเหมือนจะมีการประเมินคร่าวๆ ว่าอาจจะมีการคืนช่องไม่ต่ำกว่า 7-8 ช่อง โดยเฉพาะช่องเด็ก และช่องข่าว ที่มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งมีการคาดการณ์คร่าวๆ ว่า ทั้ง BEC MCOT  น่าจะคืนใบอนุญาติบางใบเพื่อลดต้นทุนของตัวเองลง ซึ่งหากดูจากราคาหุ้นที่ตอบรับกับข่าวที่ออกมานั้น BEC น่าจะมาวินมากที่สุด เพราะมีถึง 3  ใบ ปัจจุบันรายการหลักๆ ก็อยู่ที่ช่อง 3 HD มากที่สุด ส่วนที่เหลืออีก 2 ช่องก็เน้นละครเก่าๆ มารีรันมากกว่า  จึงมีโอกาสที่ BEC จะตัดสินใจคืนใบอนุญาต 
    จากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ ก็ประเมินออกมาไม่ต่างกันว่า BEC จะได้ประโยชน์จากกรณีนี้มาที่สุด รวมไปถึง MCOT ด้วย ยกตัวอย่าง บล.เคทีบี ระบุว่า หาก BEC ตัดสินใจ คืนช่อง 3 SD และช่อง 3 Family จะช่วยเพิ่ม Net profit ของ BEC ในปีนี้เป็น 695 ล้านบาท (จาก 385 ล้านบาท ในกรณีที่ไม่คืนช่อง) เนื่องจากมีการลด Content cost และ SG &A แต่ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่ม Media “เท่ากับตลาด” เพราะมองว่าในระยะยาวเม็ดเงินโฆษณารวม ยังคงขยายตัวในอัตราไม่สูงมาก
     สำหรับทีวีดิจิทัล ปัจจุบันนี้มีอยู่ 22 ช่อง เป็นช่อง HD 7 ช่อง ช่อง SD 6 ช่อง ช่องช่าว 7 ช่อง และช่องเด็ก 2 ช่อง เรียกว่าแค่นี้ก็ดูกันไม่หมดแล้ว ส่วนปีนี้จะลดลงอีกเท่าไหร่ หลังมีนโยบายนี้ออกมา ภายใน 2 เดือนก็น่าจะชัดเจนขึ้น โล่งอกกันทั้งผู้ประกอบการ ทั้ง กสทช. และที่แน่ๆ คือ คสช. ที่งานนี้ได้คะแนนไปเต็มๆ เพราะอะไรที่มันฝืนไม่ไหว ไปต่อไม่ได้ ก็ควรจะปล่อยไปตามความเหมาะสม  วินๆ กันทั้งคู่ 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh