บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

Health...Help (Pls)

Health...Help (Pls)

     ในที่สุดคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ของกระทรวงพาณิชย์ ก็ประกาศเอาจริง ด้วยการมีมติให้เพิ่มเวชภัณฑ์ การรักษาพยาบาล และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม 

    นั่นหมายความว่าจากนี้ไปบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นๆ ของสถานพยาบาล จะต้องเข้ามาอยู่ในบัญชีควบคุม และทำให้กระทรวงพาณิชย์สามารถกำหนดมาตรการดูแล และแก้ปัญหาราคายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการทางการแพทย์ให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชน  
    นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณากำหนดมาตรการในการดูแลรายการสินค้าและบริการควบคุมใหม่ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจาก กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ สมาคมประกัยภัย มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียร่วมกำหนดมาตรการดูแลให้ครอบคลุมและเป็นธรรม
    
    กลายเป็นเรื่องสะเทือนโรงพยาบาลเอกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการควบคุมดังกล่าวเท่ากับเป็นการทุบหม้อข้าว กิจการโรงพยาบาลไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะแค่ข่าวออกมาว่าจะทำเมื่อช่วงก่อนปีใหม่ ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลก็ร่วงระนาวกราวรูดรับข่าวไปแล้ว แต่พอรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันพุธ (9 ม.ค.) ที่ผ่านมาเท่านั้นแหละ ราคาหุ้นก็รูดรับข่าวจริงจังกันอีกรอบ อย่างหุ้น บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH)ก็ลงไปทันทีกว่า 9% 
    เพราะอย่างที่รู้ๆ กันว่าโรงพยาบาลเอกชนระดับพรีเมียมจะได้รับผลกระทบเต็มๆ มากกว่าใครเพื่อน เพราะค่ารักษาพยาบาล ค่าหมอ ค่ายา ของโรงพยาบาลเอกชนนั้น แพงหูฉี่ เหลือเกิน ไล่เรียงตั้งแต่ค่ายาที่บอกตรงๆ ว่าไม่เข้าใจทำไม โรงพยาบาลเอกชนถึงราคาแพงหลายเท่าตัวขนาดนั้น ทั้งที่ซื้อข้างนอกถูกกว่าหลายเท่าตัว ถึงขนาดหมอโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งยังจ่ายยาให้พอเป็นพิธี แล้วให้คนไข้ซื้อจากข้างนอกเลยด้วยซ้ำ เพราะก็เข้าใจว่าหากซื้อจากโรงพยาบาลราคาจะสูงมาก ยิ่งราคาค่าบริการทางการแพทย์ หรือเรียกง่ายๆ ค่าหมอ แทบไม่ต้องพูดถึงแพงเหลือเกิน 

    ดังนั้นเมื่อรัฐบาลออกกฎคุมราคาแบบนี้ ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่โรงพยาบาลเหล่านี้ จะต้องกลับมารีวิวราคาค่ายา ค่าบริการกันใหม่ เพื่อให้อยู่ในกรอบที่รัฐบาลกำหนด ส่วนแต่ละโรงพยาบาลจะมีต้นทุนการให้บริการ อย่างไร มากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่แต่ละแห่งจะแจกแจงออกมาชี้แจง ซึ่งจากนี้ไปคนที่ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเป็นประจำ ก็น่าจะมีภาระค่ารักษาพยาบาลที่ลดลงบ้าง หรือไม่ เพราะจะว่าไปแล้ว ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์  ค่าบริการ ของโรงพยาบาลเอกชนนั้นระดับราคามันต่างกันลิบลับกับภาครัฐฯ ประหนึ่งราคาโรงแรม 5 ดาว กับ 2 ดาว ไม่ต้องพูดถึงค่าบริการทางการแพทย์ ที่ราคาแพงมาก ถึงมากที่สุด ดูแค่ภายนอกโรงพยาบาลเอกชนปัจจุบันนี้ก็มีการตบแต่งหรูหรา ฟูฟ่า โอ่อ่า ไม่ต่างอะไรกับเดินเข้าไปพักผ่อนโรงแรมหรือรีสอร์ทหรู มากกว่าไปรักษาตัวด้วยซ้ำ แถมสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบครันอีกต่างหาก ราคาและการให้บริการก็เลยยิ่งต้องยกระดับตามความสะดวกสบายไปด้วย 
     เจอตีตรวน ให้ต้องอยู่ในกรอบ มันก็ย่อมส่งผลต่อรายได้แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่าทุกๆ 5% ของรายได้ค่ายาที่ลดลงจะกระทบกำไรของโรงพยาบาลเอกชนราว 8-10% เลยทีเดียว ถึงแม้ว่าโรงพยาบาลเอกชนมีระดับที่หลากหลายและมีโครงสร้างต้นทุนที่ต่างกัน รวมถึงราคาถูกกำหนดด้วย Demand-Supply อยู่แล้วก็ตาม 

     แต่เรื่องแบบนี้ต้องบอกว่าของมันเคยๆ แพง อยู่ๆ จะมาให้ลดราคาลงเลย คงอาจจะยังไม่ชิน เพราะนั่นคือรายได้ กำไร ที่มันจะหดหายไปเห็นๆ เพราะการกำหนดโครงสร้างราคา และการบริการ อาจต้องปรับทั้งหมดเพื่อให้เป็นธรรมทั้งต่อผู้บริโภค และผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนด้วย แต่อย่างไรก็ดีต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่กล้าๆออกนโยบายนี้ เพราะอย่างน้อย เรื่องการรักษาพยาบาล เรื่องสุขภาพ คุณภาพของชีวิตคน มันก็ไม่ควรมีราคาแพงจนไม่สามารถจับต้องได้ หรือกลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม ว่า " คนรวยรักษาโรงพยาบาลเอกชน ส่วนคนเงินน้อยหน่อย หรือคนจนต้องไปนั่งรอคิวกันข้ามวัน ข้ามคืน รักษาโรงพยาบาลรัฐ" ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกรณี โรคร้ายแรง หรือกรณีที่ต้องผ่าตัด นอนโรงพยาบาลเอกชนกันหลายวัน หลายคืน แทบจะไม่มีสิทธิ์ เพราะบิลค่าใช้จ่าย บางคนทำงานมาค่อนชีวิตยังหาจ่ายแทบไม่ได้ ( ถึงขนาดขายบ้าน ขายรถ รักษากันก็มี ไม่ใช่เงินถุง เงินถังเป็นเศรษฐี หรือเป็นคนต่างชาติ ก็หลบไป ) 

     มองทางสายกลาง ผู้ประกอบการหนักใจ แต่คนไข้ หรือคนใช้บริการ แฮปปี้แน่นอน เพียงแต่รัฐบาลจะเอาจริง เข้าไปดูแลและควบคุมจริงจังแค่ไหน ปฏิบัติให้เห็น ไม่ใช่ทำแค่ทฤษฎี (เอาจริงแค่ช่วงนี้หรือเปล่า) ขณะที่บรรดาผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชน หากยอมมีกำไร หรือรายได้น้อยลงบ้าง แล้วปรับตัวหรือรายได้ในส่วนอื่นมาทดแทน เพราะหากทำให้ผู้ใช้บริการ หรือคนไข้ รู้สึกว่าได้รับความเป็นพอใจในเรื่องราคารักษาพยาบาลได้แล้ว  เผลอๆ ก็อาจจะทำให้มีผู้มาใช้บริการมากขึ้นด้วยซ้ำ  
    ขออย่างเดียวลดราคาค่ายา ค่าหมอ หรือค่ารักษาพยาบาล แต่อย่าลดระดับการบริการลงก็เป็นพอ ส่วนจะจริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง ก็คงต้องรอ ครม.อนุมัติ 22 ม.ค. ที่จะถึงนี้กันอีกครั้ง  







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh