บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

Save Heaven เงินบาทไทย

Save Heaven เงินบาทไทย

    "ไปเที่ยวต่างประเทศกันเถอะ" ช่วงนี้ได้ยินคนรู้จักหลายคนพูดแบบนี้กันแทบทั้งนั้น หลังจากค่าเงินบาทของเราแข็งค่าจนมาแตะระดับ 30 บาทต้นๆ ต่อดอลลาร์ และแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี 

    เงินบาทเคยเคยแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 28.55 บาท/ดอลลาร์ เมื่อเดือนเมษายน ปี 2556 จากเงินที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้น รวมไปถึง FDI หรือเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่มักจะเข้ามายาวกว่าเงินที่ลงทุนเฉพาะในหุ้น หรือตราสารหนี้  จึงทำให้เงินบาททำสถติแข็งค่าต่อเนื่อง และแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะเห็นคนไทยตอนนี้แห่กันไปแลกเงินเที่ยวต่างประเทศ 
    เงินบาทแข็งโป๊กแบบนี้ คนที่ได้ก็เยอะเพราะนอกจากแลกเงินได้มากขึ้น คนที่เป็นหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะบรรดาผู้ประกอบการที่มีหนี้เป็นเงินดอลลาร์ ยิ่งชอบใจ เพราะมูลหนี้จะลดลงโดยอัตโนมัติ คนนำเข้าสินค้ามาขายก็ยิ่งดีไปใหญ่ ขายของได้กำไรมากขึ้น แต่คนที่ไม่ชอบใจก็คงหนีไม้พ้น บรรดาผู้ส่งออก เพราะยิ่งเงินบาทแข็งค่าขึ้นเท่าไหร่ ก็จะให้รายได้และกำไรจากการส่งออกลดลงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะแม้จะขายของได้เท่าเดิมแต่กลับแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง 
    ขณะที่เงินบาทยังไม่มีวี่แววว่าจะอ่อนค่าลงแต่อย่างใด เช่นเดียวกับเงินไหลเข้าที่คาดว่าในครึ่งปีหลังจะยังคงมีเข้ามาอีก อย่างในตลาดหุ้น ที่คาดกันว่าจากนี้จนถึงสิ้นปี จะมีแรงซื้อเข้าอีก 6 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นแทบจะไม่ต้องบอกเลยว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีกเท่าไหร่ เพราะตอนนี้เงินบาทถูกมองว่าเป็น Safe-Haven เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์  หรือว่าเงินเยน แถมยังมีความผันผวนน้อย อีกทั้งไทยยังมีเงินสำรองสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดก็เกินดุล ดังนั้นจึงกลายเป็นแหล่งพักเงินของต่างชาติ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเงินของเราแข็งค่าอย่างแข็งแกร่ง  

    ล่าสุดสถาบันการเงิน หลายสำนัก เริ่มออกมาเคาะแล้วว่า เงินบาทจะหลุด 30 บาท ไปอยู่ที่ระดับ 29 บาทในปีหน้าค่อนข้างแน่ ยิ่งธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็จะยิ่งหนุนให้เงินบาทแข็งขึ้นอีก โดยทาง KTB และ BAY ประเมินในทิศทางเดียวกันว่าต้นปี 2563  เราจะได้เห็นเงินบาทที่ 29 บาท/ดอลลาร์แน่ เพราะการที่เฟดเตรียมจะลดดอกเบี้ยลงภายในปีนี้ จะยิ่งหนุนเงินทุนต่างชาติไหลเข้า จาก 6 เดือนแรก มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นแล้ว 4 หมื่นล้านบาท ส่วนตลาดพันธบัตร มีเงินทุนไหลเข้า 8 หมื่นล้านบาท 
    ขณะที่ลอมบาร์ดแบงก์ มองยิ่งกว่านั้น เพราะเชื่อว่าเงินบาทจะแข็งค่าไปแตะระดับ 28.50 บาท/ดอลล์ เลยทีเดียว เพราะคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ซึ่งจะผลักดันให้เงินแข็งค่า   เพราะนักลงทุนจะต้องหาผลตอบแทนที่มากกว่า และตลาดเกิดใหม่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่สุด โดยเฉพาะประเทศไทย   

     เห็นแบบนี้ บอกได้เลยว่าโอกาสที่จะเห็นค่าเงินอ่อนค่าไปแตะระดับก่อนหน้านี้ เป็นไปได้น้อยเหลือเกิน ซึ่งจากนี้ไปก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการแล้วว่า ใครจะดูแลอย่างไร และในส่วนของหน่วยงานกำกับดูแล คือธนาคารแห่งประเทศไทย จะใช้มาตรการกำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างไร แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับลดวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้น เพื่อช่วยชะลอกระแสเงินทุนไหลเข้าแต่ก็ยังไม่พอ 
    ส่วนเรื่องการลดดอกเบี้ยของ กนง. คงเป็นไปได้น้อยเพราะปีนี้มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยตลอดปี เนื่องจากยังกังวลด้านเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวอยู่ รวมไปถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ระดับสูง แม้การประชุมครั้งล่าสุด กนง. จะแสดงความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทก็ตาม อีกทั้งการไหลเข้าของเงินทุนรอบนี้มาจากปัจจัยภายนอก ทั้งเรื่องเฟด สงครามการค้า ซึ่งกูรูการเงิน เสนอแนะวิธีที่น่าจะเหมาะสมของการแก้บาทแข็งผ่านทางการลงทุนภาครัฐฯ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน เพราะจะทำให้เกิดการสั่งเครื่องจักร เทคโนโลยี เข้ามาเพื่อขยายกำลังการผลิต และน่าจะช่วยบรรเทาค่าเงินบาทได้ ..... และน่าจะเป็นการบ้านให้กับรัฐบาลใหม่ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh