บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

อากาศดีๆ หา(ไม่)ได้ในกทม.

อากาศดีๆ หา(ไม่)ได้ในกทม.

     ใครจะเชื่อว่าฝุ่นเล็กๆ ที่เรามองแทบไม่เห็นจะรวมตัวกันหนาแน่น จนกลายเป็นมลภาวะที่ก่อให้เกิดอันตรายกับคนได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะคนเมืองหลวงในเพลานี้ แทบจะสำลักฝุ่นตายกันวันละหลายรอบ เพราะล่วงเลยเวลามากว่า 2 สัปดาห์แล้วที่ปัญหาฝุ่นควันหมักหมมจนค่า PM2.5 อยู่ในระดับที่อันตรายเกินมาตรฐาน และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

    ที่หนักกว่านั้นจนป่านนี้ คนเมืองหลวงก็ยังต้องทนสูดอากาศพิษกันอยู่ทุกวัน โดยไร้ซึ่งมาตรการป้องกัน หรือแก้ไขปัญหาของหน่วยงานรัฐ ที่ควรมากไปกว่าการแค่ฉีดน้ำช่วย ซึ่งดูยังไงมันก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น ตราบใดที่รถราใน กทม. ยังวิ่งกันควักไคว่ ควันจากท่อไอเสียยังคงทะลักล้นทุกวัน เพราะปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงบรรดาท่อไอเสียของรถสาธารณะทั้งหลาย ที่ยังไร้ซึ่งมาตรฐาน หรือจะบอกว่าห่างไกลจากคำว่ามาตรฐาน เมื่อดูได้จากควันดำที่พ่นออกมา ไหนจะมลพิษจากโรงงาน การก่อสร้างสารพัดสิ่งทั่วกรุง ยังไม่รวมปัญหาจากการเผาป่า เผาขยะ ที่ล้วนแต่เป็นบ่อเกิดของฝุ่นควันมลพิษในทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อสะสมนานวันเข้าก็กลายเป็นมลพิษย้อนกลับมาเล่นงานคนใช้ คนทำนั่นแหละ 
    ปัญหามลพิษจากฝุ่นตอนนี้ น่าจะเป็นวิกฤติในระดับหนึ่งแล้ว และก็เป็นวิกฤติที่รัฐบาลควรจะต้องหาทางแก้ไขและป้องกันในระยะยาว ขณะที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็ควรต้องเร่งทำไปพร้อมๆ กันด้วย ไม่ใช่เอะอะฉีดน้ำๆ อย่าลืมว่าฝุ่นควันที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ได้ลอยตัวแค่บางๆ ฉีดน้ำแล้วหายไป แต่มันลอยเป็นชั้นหนาๆ อยู่บนชั้นบรรยากาศ ขนาดแดดแรงๆ ยังส่องทะลุลงไปแทบไม่ได้ เห็นได้จากอากาศเมืองหลวงช่วง 1-2 สัปดาห์นี้อึมครึม ขมุกขมัว ยังกับเมืองในหมอกก็ไม่ปาน และเมื่อฝนก็ไม่ตก ลมก็ไม่ค่อยพัด มลพิษที่เกิดจากฝุ่นเลยหนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก คนเมืองหลวงช่วงนี้เลยต้องใส่หน้ากากเข้าหากันทั่วเมือง 
    ขณะที่เกาหลีใต้ ประกาศภาวะวิกฤติและเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่บ้านเรากลับยังไม่มีมาตรการชัดเจนออกมา จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ผ่านมาที่เพิ่งสั่งให้โรงเรียนใน กทม.ทั้งหมดหยุดไป 2 วัน ( 30 ม.ค.-1 ก.พ.) รวมไปถึงการออกคำสั่ง คสช. ของนายกรัฐมนตรี ให้ควบคุมควันดำอย่างเข้มข้นขึ้น รวมถึงการให้โรงงานหยุดงานปิดเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง แต่ก็ดูเหมือนว่า มาตรการ กฎเกณฑ์ที่ออกมานั้น ดูไม่น่าจะได้ผล ทั้งที่ควรจะประกาศให้ชัดเจนไปเลย เป็นลายลักษณ์อักษร สั่งการลงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย มากกว่าเหวี่ยงแหแบบที่เห็น เพราะเท่าที่ดูนั้น การสั่งปิดโรงเรียนได้ผลแค่ถนนโล่งขึ้นเท่านั้นเอง ส่วนที่ท่านนายกฯ บอกว่ายังไม่ถึงขุ้นประกาศเป็นภัยพิบัติ เพราะกลัวจะกระทบการท่องเที่ยว โดยเตรียมมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นละอองตามลำดับขั้นที่ 1, 2 และ 3 เรื่องนี้ก็เห็นด้วยอยู่ แต่กรุณาขอความชัดเจนนิดหนึ่งว่าปัญหาตอนนี้มันอยู่ขั้นที่เท่าไหร่ด้วยก็ดี    
    ถามว่าออกมาตรการมาช้า ดีกว่าไม่ออกหรือไม่ ก็ตอบได้เลยว่าไม่ เพราะจริงๆเรื่องการสั่งปิดโรงเรียน น่าจะออกมาก่อนหน้านี้แล้ว หรือแม้แต่อาจจะขอความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เอกชน บางส่วนหยุดงาน แล้วทำงานที่บ้านแทนหรือไม่ เพื่อลดการใช้รถลง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนทนอยู่กับฝุ่นที่เกินมาตรฐานความปลอดภัยแบบที่เป็นอยู่     
    สุขภาพดีๆ หาซื้อที่ไหนไม่ได้ และยิ่งหาซื้อลำบากมากขึ้น หากต้องสูดดมควันพิษไปทุกวันๆ หากใครที่ต้องอาศัยรถสาธารณะเดินทาง ทำงานกลางแจ้ง ล้วนแต่มีโอกาสได้รับอันตรายเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และล่าสุุด กทม. ก็ได้กลายเป็นเมืองหลวงที่คุณภาพอากาศต่ำที่สุดอันดับ 7 ของเมืองหลวงโลกแล้วด้วย ยิ่งแก้ปัญหาช้า และยิ่งยังไม่มีแนวทางที่จะบูรณาการเรื่องนี้แบบยาวๆ เชื่อว่าต่อให้ฝุ่นควันรอบนี้หายไป รอบหน้าก็จะกลับมาอีกเหมือนเดิม 
    ปัญหาฝุ่นตอนนี้ มันไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่สำหรับบ้านเรานั้นน่าจะสะสมมาพักใหญ่ๆแล้ว แต่บางช่วงเกิดขึ้นไม่นาน ฝนก็ตกมาช่วยชะล้างฝุ่นได้ แต่คราวนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นยาวนาน และที่สำคัญไม่รู้จะคลี่คลายลงตอนไหน จึงเป็นการบ้านที่รัฐบาลไม่ว่าจะชุดนี้ หรืออนาคตจะต้องให้ความสำคัญ 
    แต่อย่างไรก็ตาม การแก้เรื่องมลพิษ คงไม่ใช้การโยนทุกอย่างให้กับรัฐบาล หรือหน่วยงานรัฐเท่านั้น ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ก็จำเป็นต้องช่วยตัวเอง ช่วยประเทศในการลดมลภาวะด้วยเช่นกัน เพราะหากเราไม่ช่่วยเราเอง ก็คงไม่มีใครมาช่วยเราได้ เพราะทุกสิ่งเริ่มต้นที่ตัวเองเสมอ







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh