บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

โควิด...หลุมดำเศรษฐกิจโลก

โควิด...หลุมดำเศรษฐกิจโลก

ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาตั้งแต่ต้นปี จนกำลังจะก้าวเข้าสู่เดือนที่ 8 ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 12.3 ล้านคน ขณะที่เสียชีวิตไปแล้ว 5.56 แสนราย และมีแนวโน้มว่าตัวเลขจะไม่หยุดอยู่เท่านี้ด้วย 

 

ตัวเลขในหลายประเทศยังคงพุ่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่วันเดียวติดเชื้อกว่า 60,000 ราย ทำให้ประเทศพี่เบิ้มของโลก มียอดผู้ติดเชื้อกว่า 3 ล้านราย ครองอันดับหนึ่งอย่างเหนียวแน่น  ขณะที่อีกหลายประเทศ ยังต้องประสบกับปัญหาการระบาดระลอกที่ 2 อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นเมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อไม่นิ่ง และมีทีท่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เศรษฐกิจที่คาดว่าจะเริ่มเดินหน้าได้บ้าง จากการคลายล็อกดาวน์ ยังทำได้ไม่เต็มที่
 

 

หลายวิกฤตที่โลกประสบพบเจอมาในรอบเกือบร้อยปีมานี้นั้น เทียบไม่ได้เลยกับวิฤตครั้งนี้ หากนับวิกฤติใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Grate Depression หรือการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 1930 ที่ตอนนั้นเริ่มต้นจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดฟองสบู่แบบคาดไม่ถึง แถมซ้ำด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่มากจนเกินไป ตามมาด้วยระบบแบงก์พาณิชย์ที่วิกฤต 
                  

 

หรือข้ามมาอีกเกือบ 60 ปี กับวิกฤตหนี้ในช่วงทศวรรษ 90 หรือวิกฤตต้มยำกุ้งในเอเซีย ที่ตอนนั้นต้องบอก ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของวิฤต ที่เริ่มต้นด้วยการโจมตีค่าเงินบาทในปี 1997  ของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ จนเป็นที่มาให้ต้องเปิดเสรีอัตราแลกเปลี่ยในที่สุด รวมไปถึงการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ที่กลายมาเป็นฟองสบู่ของสถาบันการเงิน เป็นเหตุให้ปิด 56 ไฟแนนซ์ในยุคนั้น  
                 

 

จนกระทั่งมาถึงวิกฤติการเงินใหญ่อีกครั้งในปี 2008 ที่รู้จักกันในชือวิกฤตซับไพร์ม หรือ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์  ที่เริ่มต้นมาจากภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาแตก จนลามมาถึงการผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์ เพราะสถาบันการเงินตอนนั้นมีนโยบายเพิ่มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น คนที่อยากเป็นเจ้าของบ้านก็ซื้อบ้านได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้หลักประกันอะไร สามารถกู้เงินด้วยสินเชื่อ Subprime Mortgages 

และวิกฤตคราวนั้นนำไปสู่การล้มละลายของสถาบันการเงินชื่อดังอย่าง เลห์มัน บราเธอร์ส และ AIG โดยมีต้นตอทั้งหมดมาจาก บ้าน, ที่อยู่อาศัยและสินค้าทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการจำนอง 
                 

 

จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ เศรษฐกิจโลกผ่านพ้นวิกฤติมากว่า 10 ปีแล้ว จนมาถึงปีนี้ 2020 ที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 แซงหน้าทำลายสถิติวิกฤติแทบทุกอย่างจนราบคาบ เพราะการระบาดคราวนี้ทำให้ทั้งโลกแทบจะหยุดนิ่ง กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ หยุดชะงัก ใครจะคิดว่าเกิดมาชาติหนึ่งเราจะเห็นเครื่องบินจอดสงบนิ่งในสนามบินเป็นแถวยาวแบบนี้ เนื่องจากไม่สามารทำการบินระหว่างประเทศ และแม้แต่ภายในประเทศ 
                  

 

ตลอด 3-4 เดือนที่ธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถเปิดได้ โดยเฉพาะระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดรุนแรงที่สุดนั้น ความสูญเสียของระบบเศรษฐกิจทั่วโลกคิดเป็นมูลค่ามหาศาล แทบจะประเมินค่าไม่ได้ จีดีพีแทบจะทุกประเทศติดลบ เศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่อง และคาดว่าตลอดทั้งปีนี้ แม้จะเริ่มมีการคลายล็อกดาวน์บ้างแล้ว แต่ก็คงไม่สมารถทำให้เศรษฐกิจของโลกพลิกมาเป็นบวกได้รวดเร็วทันใจ ทุกคนทำใจ และยอมรับว่า ปีนี้แค่ประคองไม่ให้ย่ำแย่ลงไปกว่านี้ก็ถือว่าบุญแล้ว 
                  

 

ขณะที่บ้านเรานั้นจากการประเมินว่าอาจมีตัวเลขคนตกงานมากว่า 8 ล้านคนนั้น สะท้อนให้เห็นชัดว่าย่ำแย่ขนาดไหน วิกฤตต้มยำกุ้งที่จีดีพีตกต่ำๆ สุดกว่า 7% ก็ยังไม่เท่าปีนี้ ที่โควิดฉุดจีดีพีของเราติดลบกว่า 8% บางที่บอกว่าอาจจะติดลบถึง10% ด้วยซ้ำ หากมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย        
    

 

ต้องเรียกว่า นี่แหละ "โควิด" หลุมดำของเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง หลุมดำที่พร้อมจะขยายใหญ่และดูดเอาสรรพสิ่งต่างๆ ให้ดำดิ่งลงไปได้เรื่อยๆ เปรียบเสมือนกับเศรษฐกิจโลกในยามนี้ ที่โควิดได้เข้าไปกัดกร่อนหลายภาคส่วนจนซวนเซไปหมด  


 

ผ่านปีนี้ไปได้ ปีหน้าจะเป็นยังไงต่อไป ก็ต้องลุ้นมาตรการและเม็ดเงินที่แต่ละประเทศต่างๆ ทุ่มออกมาฟื้นฟูเศรษฐกิจว่าจะเห็นผลมากเพียงใด และสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด "วัคซีน" ความหวังของมวลมนุษยชาติตอนนี้จะออกมาเมื่อไหร่ เพื่อหยุดไม่ให้ "หลุมดำ" ขยายใหญ่มากกว่าที่เป็นอยู่







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh