บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

หุ้นไทย "เจ็บแต่ไม่จบ"

หุ้นไทย

ในที่สุดตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ก็หลุด 1500 จุดไปเรียบร้อยอย่างที่คาดการณ์ไว้ เพราะด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายๆ อย่าง ปัจจัยทั้งภายใน ภายนอก ปัจจัยที่ล้วนแล้วแต่ไม่อยากให้เกิดทั้งนั้น โดยเฉพาะตัวปัญหาใหญ่อย่างโควิด-19 หรือ ไวรัสโคโรน่า ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง จนหลายๆ สำนักถึงกับออกมาหั่นเป้ากำไรบจ.บ้าง เป้าดัชนีบ้าง และที่น่ากลัวกว่านั้นคือหั่นเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

 

SET Index หลุด 1500 จุดนั้น จะบอกว่าไม่ผิดคาดก็ไม่แปลก เพราะภาวะแบบนี้ไม่หลุดก็ต้องถือว่าเก่ง แต่เมื่อหลุดแล้วก็ต้องมาคาดการณ์กันว่า หลุดรอบนี้จะหลุดยาวเลยหรือไม่  เพราะล่าสุดแม้สถานการณ์การระบาดของโควิด- 19  ในจีนจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง แต่กลับกลายเป็นว่าบรรดาหลายๆประเทศในเอเซีย สถานการณ์กลับทิศในทางตรงข้าม โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่มียอดผู้ติดเชื้อในอัตราที่ค่อนข้างสูง และคาดว่าไตรมาสแรกปีนี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นน่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักเช่นกันจากการระบาดครั้งนี้

 


ดังนั้นย้อนกลับมามองที่บ้านเราก็ไม่น่าจะรอด เพราะเราพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งก่อนหน้านี้เคยบอกไปแล้วว่าจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้น่าจะติดลบและล่าสุดอาจจะติดลบมากถึง 2% เสียด้วย เพราะฉะนั้นงานนี้เราน่าจะเห็น SET Index ในแนวรับถัดไปที่ 1450 จุดได้ 

 


โดยล่าสุด บล.เอเซียพลัส ประเมินดัชนีไว้ที่ 1435-1400 จุด ด้วยสมมติฐาน กำไรต่อหุ้นบจ. 86 บาท X พีอี/เรโช ที่ 16.5 เท่า และ 16 เท่า ตามลำดับ = 1435 / *16= 1400 เรียกว่าการปรับฐานตามพื้นฐานยังไม่จบ ขณะที่กำไร บจ. มีโอกาสลดลง ผลลบจากไวรัสมากกว่าที่คาดไว้ และเศรษกิจที่โตต่ำลง โดยคาดการณ์จีดีพีปีนี้ที่อาจโตต่ำกว่า 2% ขณะที่ บล.ภัทร ประเมินว่าจะโต 1.4% 

 

                         

นี่ยังไม่รวมประเด็นการเมือง เพราะแม้งบประมาณ 63 จะผ่านแล้ว และคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ภายในเดือนมีนาคม แต่ที่ร้อนแรงกว่านั้นน่าจะมาจากการตัดสินว่าจะยุบหรือไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งป่านนี้คงรู้ผลไปแล้ว เพราะหากยุบก็เท่ากับดีกรีความร้อนแรงจะหนักขึ้น คนจะออกมาเดินกันกลางถนนกันหรือไม่ นี่เป็นอีกประเด็นที่เราไม่สามารกาทิ้งไปได้เลย 

                           

ความเสี่ยงต่อ SET Index จึงมีค่อนข้างสูง  บทวิจัย บล.เอเซียพลัส เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมาจึงได้ประกาศปรับลดเป้ากำไร บจ.ปีนี้ลงอีกรอบ จาก 1 ล้านล้านบาท เหลือ 9.1 แสนล้านบาท และมีโอกาสปรับประมาณการอีกจนกว่าการแจ้งงบปี 62 จะสิ้นสุดลงในปลายเดือนนี้  

 


ทั้งนี้ ASPS ระบุ ภาพรวมเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณชะลอตัวชัดเจนจนอาจนำไปสู่ภาวะถดถอย (ภาวะที่ขนาด GDP ลดลงต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส) เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จึงจำเป็นต้องปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนลงมา ) เพราะฉะนั้นจากสภาวะแวดล้อมทางปัจจัยพื้นฐานดังกล่าว เชื่อว่าน่าจะสร้างแรงกดดันต่อ SET Index ต่อเนื่อง โดยน่าจะเห็นการปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1500 จุด

                           

ขณะที่มีการปรับประมาณการกำไรบจ. ลงทั้งสิ้น 8.86 หมื่นล้านบาท หลักๆ มาจากกลุ่มปิโตรฯ ถูกกดดันจาก Spread ปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับต่ำ, กลุ่มธนาคารฯ  ถูกกดดันจากดอกเบี้ย ที่อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ บวกกับสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอจึงมีความเสี่ยงที่จะมีการลดดอกเบี้ยอีกในช่วงที่เหลือของปี, กลุ่ม ICT มีต้นทุนจากการประมูลคลื่น 5G ที่เพิ่มขึ้น และกลุ่มการบินและท่องเที่ยวยังมีความเสี่ยงจากโรคระบาด COVID-19 หากยืดเยื้อ

                           

ตลาดหุ้นรอบนี้เจ็บปวดจริงๆ แถมอาจจะยังเจ็บแต่ไม่จบง่ายๆ เพราะสถานการณ์หลายๆอย่างยังไม่สะเด็ดน้ำ ยิ่งมองภาพใหญ่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจแล้วยิ่งจุก หากเศรษฐกิจไม่ดี ตลาดหุ้นจะดีเกินหน้าเกินตาก็คงไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่สอดรับกัน 
                           

 

ก่อนจะจบบทบก. รอบนี้ ก็พอดีเหลือบไปเห็นข่าว ประธานบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เดชา ตลานันท์  ที่ออกมาเตือนเรื่องภาวะข้าวยากหมากแพง โดยบอกว่าปีนี้เศรษฐกิจหนักหน่วงมากๆ และสัญญาณ 2 เดือนโดยรวมยัง so far so good ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หวังว่าเดือนมีนาคม น่าจะเห็นภาพที่ฝืดเคืองมากกว่านี้อีก 

 

เอาเป็นว่าหยิบยกมาให้เราๆ ท่านๆ ได้ระมัดระวังตัว ระมัดระวังการลงทุนในช่วงนี้กันนะคะ ยังไม่ผ่านไตรมาสแรกก็หนักหน่วงเสียแล้ว ... อยู่ที่ว่าเราจะมีสติในการรับมืออย่างไร รวมถึงสตางค์กับการดำเนินชีวิตช่วงแบบนี้ด้วยเช่นกัน  







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh