บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ได้เวลาปิดหรือยัง ??

ได้เวลาปิดหรือยัง ??

 หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะลงไป 30% แล้ว พอๆกับหุ้นบ้านเราที่เผลอแป๊ปเดียวก็ลงแรงในระดับเดียวกัน หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระจายไปเกือบจะทั่วโลก ทั้งฝั่งยุโรป อเมริกา ที่มีสัดส่วนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะฝั่งยุโรปอย่างอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส ที่ตัวเลขสูงขึ้นทั้งจำนวนคนติดเชื้อ และคนเสียชีวิต 


อย่างล่าสุดอิตาลี ขนาดปิดประเทศไปแล้ว แต่ตัวเลขยอดผู้เสียชีวตกลับแซงหน้าประเทศต้นตอการระบาดอย่างจีนไปเรียบร้อยแล้ว และล่าสุดนายกรัฐมนตรีอิตาลี ก็เตรียมจะขยายเวลาปิดประเทศเพิ่มจากเดิมที่จะครบกำหนดวันที่ 3 เม.ย. นี้ เพราะดูยังไงแล้วอิตาลีไม่น่าจะเอาอยู่ และล่าสุดหลายๆ ประเทศต่างก็พร้อมใจกันชัตดาวน์ จำกัดการเข้าของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อปิดกั้นการระบาด 
                   
  
ขณะที่การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมสภาพคล่องภาคธุรกิจ และช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบนั้น ทางธนาคารกลางแต่ละประเทศ ต่างก็งัดมาตรการเร่งด่วน อัดฉีดเงินเสริมสภาพคล่องในระบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งเฟด อีซีบี บีโอเจ รวมไปถึงธนาคารกลางของอังกฤษ และไม่เว้นแม่แต่แบงก์ชาติของไทย ที่คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 25 มี.ค. ที่จะถึงนี้  
                     

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยของเรานั้น ต้องยอมรับโดยดุษฏีแล้วว่าเราคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการติดเชื้อเป็นกลุ่มใหญ่ได้ หลังจากผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จากกลุ่มที่ไปสนามมวยลุมพินี เมื่อตอนต้นเดือนที่กลายเป็น Super Spreader จนเกิดการแพร่กระจายไปในหลายจังหวัด หลายกลุ่ม จนล่าสัดรัฐบาลเริ่ออกมาตรการแรงขั้น ทั้งปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ผับ บาร์  โรงหนัง สนามกีฬา สนามมวยฯลฯ ขณะที่ในสนามบินก็เข้มข้นคัดกรองผู้โดยสารจากต่างประเทศทุกประเทศ ต้องมีใบรับรองแพทย์ มีประกันสุขภาพจากก่อนหน้าที่จำกัดแค่ประเทศกลุ่มเสี่ยง 


อย่างไรก็ดี ตลอดทั้งสัปดาห์หลายภาคส่วนต่างมีความเห็นค่อนข้างคล้ายคลึงกันว่ารัฐบาลควรจะใช้ยาแรง ในการป้องกันการแพร่กระจาย โดยเฉพาะการ Lockdown ประเทศ ซึ่งก็คือการยุติกิจกรรมต่างๆในประเทศ รวมถึงการเดินทางของประชาชนมากขึ้นกว่าเดิม เพราะการดำเนินการมาตรการของรัฐบาลในตอนนี้ยังคงสุ่มเสี่ยงต่อการที่ผู้ติดเชื้อจะเพิ่มมากขึ้น 


จะว่าไปแล้ว มาตรการเจ็บแต่จบ รัฐบาลควรจะเริ่มทำได้แล้ว เพราะหากรีรอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจที่รัฐบาลกลัวนัก กลัวหนา ว่าจะย่ำแย่อาจจะทรุดหนักจนฟื้นฟูลำบาก ขระที่หากท่านยอม Lockdown ไปเลย 2 สัปดาห์หรือ 1 เดือน แล้วหลังจากนั้นก็เดินหน้ากลับสู่กระบวนการฟื้นฟูประเทศ และเศรษฐกิจ   ดังนั้นควรจะถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะปิดประเทศ เหมือนที่หลายๆประเทศทำอยู่ ถ้าไม่กล้าทำแล้วเมื่อไหร่จะจบ 
                    

 ถึงแม้ตัวเลขจีดีพีในปีนี้อาจต้องติดลบ แต่ก็ถือเป็นภาวะจำยอม เพราะจะว่าไปแล้วไม่เฉพาะเศรษฐกิจไทย แต่กระทบไปหมดทั่วโลก เนื่องจากการแพร่ระบาดใหญ่ครั้งนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น 


และขณะที่กำลังเขียนบทบรรณาธิการนี้อยู่นั้น บล.เอเซียพลัส ก็เพิ่งออกบทวิจัย หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เป็นรอบที่ 3 โดยประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะติดลบถึง 1.4% จากก่อนหน้าที่คาดโต 2.8% และ 1.6%  เรียกว่าหั่นลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ เลยทีเดียว และเอเซียพลัสยังได้เปรียบเทียบตัวเลขการหั่นตัวเลขจีดีพีของแต่ละองค์กรมาให้เปรียบเทียบกันด้วยว่า ตามตารางที่เอามาให้ดูข้างล่างนี้ 

 

 

สถาบัน     เดิม(ก.พ.63)      ใหม่ (มี.ค.63)
สำนักงานเศรษฐกิจกระทรวงการคลัง (สศค.) 2.80% 2.80%
สภาพัฒน์ (สศช.) 2.00% 2.00%
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2.80% 1.10%
สภาอุตสาหกรรม (สอท.) 2.30% 1.80%
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจไทยพาณิชย์ (EIC) 1.80% -0.30%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Kresesrch) 2.70% 0.50%
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics) 1.90% 0.80%
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ และกลยุทธ์ทิสโก้ 1.70% 0.80%
IMF 3.00% 3.00%
World Bank 2.70% 2.70%
ASP 2.80% 1.40%

 

 

เห็นแบบนี้ก็คงไม่ต้องหวังว่าปีนี้เศรษฐกิจจะพลิกฟื้นได้จากหน้ามือเป็นหลังมือหรือไม่ แต่เอาเป็นว่าปีนี้ถ้าจีดีพีไม่ติดลบได้ก็ถือว่าโชคดีสุดๆ แล้ว และก็ภาวนาพร้อมกับหวังว่าโควิดจะไม่ยืดเยื้อยาวนานเป็นปี อย่างน้อยผ่านพ้นครึ่งปีแรกไปได้ก็น่าจะพอใจชื้นได้บ้าง 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh