บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

อเมริกา อเมริโกย

อเมริกา อเมริโกย

          ในที่สุดผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ก็เป็นการกลับมาพร้อมกับชัยชนะของพรรคเดโมแครตที่พลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยคว้าไปได้ถึง 225 ที่นั่ง ซึ่งถือส่าเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่ง ส.ส. จำนวน 435 ที่นั่ง และนั่นจะกลายเป็นความลำบากของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ทันที กับการผลักดันร่างกฎหมายต่าง ๆ ผ่านรัฐสภา ใน 2 ปีหลังจากนี้ แม้ว่าพรรครีพับลิกันของเขาจะคว้าชัยชนะจากที่นั่งในวุฒิสภาหรือสภาสูง ไว้ได้ก็ตาม แต่เป็นที่รู้ๆกันว่า การผ่านร่างกฎหมายสำคัญๆ อะไรก็ตามของสหรัฐฯ แม้จะผ่านสภาสูงมาแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องให้สภาล่างผ่านร่างกฎหมายอยู่ดิ ถึงจะมีผลบังคับใช้ได้
          ชัยชนะของเดโมแครตครั้งนี้ ถือเป็นการครองเสียงข้างมากในสภาล่าง หรือสภาผู้แทนฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี และจะทำให้ ส.ส.ของพรรคเดโมแครต ครองตำแหน่งเป็นประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอันดับ 3 ของสหรัฐฯ รองจากประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นรับประกันทรัมป์เจองานหินอย่างแน่นอน เพราะผลที่ออกมาเป็นเครื่องยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงผลงานที่ย่ำแย่ของพรรครัฐบาลนายทรัมป์เลยทีเดียว ต่อให้ทรัมป์จะแก้เกี้ยวว่า เป็นชัยชนะละประชาชนยังคงชอบเขาจากที่นั่ง ส.ว. ที่ได้มา แต่ลึกๆ แล้วเชื่อว่า ทรัปม์ไม่สบายใจแน่นอน
          อย่าลืมว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ประกาศว่าจะลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประชาชนในกลุ่มชนชั้นกลางอีก 10% ในเดือนนี้นี่แหละ และเมื่อเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาไปแล้ว จะทำให้นโยบายดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าได้หรือไม่ นี่คือด่านแรกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว ยังไม่รวมปัญหาในของบประมาณรายจ่าย และการขอขยายเพดานหนี้สาธารณะ และอาจเสี่ยงให้เกิด Goverment Shutdown ขึ้นอีก
          และเมื่อเร็วๆนี้ 'มาร์ค โมเบียส' มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง ยังคาดว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯจะรุนแรงขึ้นถ้าพรรคเดโมแครตชนะการตั้งกลางเทอม เพราะเขามองว่าเนื่องจากทรัมป์ต้องการที่จะปฏิรูปภาษีเพิ่มเติม ด้วยการลดภาษีให้กับชนชั้นกลาง แต่หากเขาไม่สามารถทำได้ตามที่พูดก็จะเป็นข่าวร้ายอย่างมากต่อตลาดหุ้น ซึ่งอาจจะเห็นการปรับฐานลงต่อ ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องไม่ดีของทรัมป์แล้ว ยังเป็นข่าวร้ายสำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นอีกด้วย
         อย่างไรก็ดี อย่างที่เราทราบกันดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยนโยบายฮาร์ดคอร์ ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันแรงงานต่างถิ่น ปกป้องธุรกิจและอุตสาหกรรมของคนอเมริกาแบบสุดลิ่มทิ่มประตู และที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก ก็คือพี่แกใช้นโยบายกีดกันการค้า กับประเทศที่ได้ประโยชน์จากอเมริการแทบจะทุกประเทศ มากบ้างน้อยบ้าง เฉลี่ยๆกันไป แต่ที่หนักข้อที่สุด โหดสุดก็คือ มหาอำนาจเอเซีย อย่างจีนนั่นเอง และยังมีท่าทีที่แข็งกร้าวไม่เลิกเสียด้วย
          เพราะฉะนั้นเมื่อผลเลือกตั้งออกมาแบบนี้ หลายๆฝ่ายก็หวังว่า ความรุนแรงของกฎหมายเรื่องนี้จะบรรเทาลง โดย ส.ส. เดโมแครต ที่แน่นอนว่าอยู่ตรงข้ามกับทรัมป์ และรีพับลิกัน ที่น่าจะคอยสกัดดาวรุ่งไม่ให้เขาออกกฎหมายได้ง่ายๆ อีก จะบอกว่าต่อไปคงไม่มีอะไรง่ายสำหรับทรัมป์อีกแล้ว อะไรที่รีพับลิกันจะได้ประโยชน์จากนี้ หรือแม้แต่นโยบาย “อเมริกันเฟิร์ส” ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็คงทำอะไรไม่ได้สะดวกเหมือนก่อน เพราะจะเล่นสร้างศัตรูไปทั่ว โดยเอาแต่ผลประโยชน์อเมริกาเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่นโยบายที่เดโมแครตชอบใจเท่าไหร่อยู่แล้ ว อะไรที่ทำให้ทรัมป์มีปัญหา สะดุด และอาจจะมีผลต่อการเลือกตั้งใหญ่สมัยหน้าเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นอย่างที่บอกก่อนหน้า 2 ปีจากนี้ เส้นทางประธานาธิบดีของทรัมป์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไป
         นโยบายอเมริการเฟิร์ส อย่างที่เราเห็นกันมาตลอด 2 ปี หลังเข้ารับตำแหน่งนั้น ถ้าทำแล้วประเทศอื่นๆ การลงทุนอื่นๆ ไม่กระทบกระเทือนก็คงไม่มีปัญหาอะไร หากทรัมป์จะเน้นเอาฉพาะส่วนที่เสียประโยชน์กลับคืนมา และบรรดาเพื่อนๆ ของอเมริกาไม่ต้องมารับผลพวงด้วย ก็น่าจะแฮปปี้วินวิน อยากจะเป็น Home Alone โดดเดี่ยวผู้น่ารักก็ทำไป ไม่มีใครว่า แต่มองในมุมกลับกับ นโยบายที่อเมริกาทำแล้วได้ประโยขน์ ไม่เห็นทรัมป์จะทำอะไร แน่จริงลองสั่งค่ายหนังอเมริกาขึ้นราคานำเข้าหนัง หรือซีรีย์ โดยตั้งกำแพงภาษีสูงๆ อุตสาหกรรมหนังอเมริกาจะตายมั๊ย ถ้าดูกันแค่คนอเมริกัน หรือนึกเล่นๆ คุมกำเนิดการเปิดสาขาร้านกาแฟสตาร์บัคส์ในต่างประเทศ ที่ตอนนึ้ขึ้นเป็นดอกเห็ดไปทั่วโลก ดูมั๊ย รับรองว่าทรัมป์ไม่ทำ นึกถึงเพลงดังสมัยก่อนที่เขาเรียก อเมริกา อเมริโกย ไม่มีผิด ยังใช้กันได้ทุกยุคสมัย
        ดังนั้นการมีผู้นำโลกแบบนี้ ก็เชื่อว่าแม้แต่คนอเมริกันเองก็คงไม่แฮปปี้เท่าไหร่ ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นเสรีนิยม แบบสหรัฐอเมริกา แต่ผู้นำกลับดำเนินนโยบายที่เหมือนอยากปิดประเทศเสียเหลือเกิน มันดูจะย้อนแย้งกันสุดขั้ว

         ผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่ออกมาครั้งนี้ น่าจะสะท้อนภาพการเมือง และคะแนนเสียงให้ โดนัลด์ ทรัมป์ เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาลแบบนี้ มันไม่ช่วยอะไร แถมยังส่งสัญญาณอันตรายต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกด้วย

 

 

 

บทบรรณาธิการ

พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh