สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

บทบรรณาธิการ

| 22 มิถุนายน 2561

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

เงินฝรั่ง... จงมา

เงินฝรั่ง... จงมา

    เมื่อไหร่หุ้นจะหยุดตก เมื่อไหร่ฝรั่งจะหยุดขาย ตอนนี้นักลงทุนแทบจะทุกคนคงตั้งคำถามแบบเดียวกัน เพราะในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นบ้านเรามีแต่ตกแล้วตกอีก สาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ หลุดแนวรับตั้ง 1700 - 1680 - 1650  จุด และร่ำๆว่าอาจจะหลุด 1600 จุดได้อีกไม่นานวันเสียด้วยซ้ำ 

    มูลค่าตลาดรวมหรือมาร์เก็ตแคป ล่าสุด (21 มิ.ย.) ลดลงมาอยู่ที่ 16.50 ล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว จากต้นปีในระดับ 18 ล้านล้านบาท หลังจากสถานการณ์ต่างประเทศในช่วงนี้มีแต่ปัจจัยที่ทุบ SET  Index โดยเฉพาะปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ จีน ที่ส่อเแววว่าจะมีแต่รุนแรงขึ้นไม่น่าจะคลี่คลายลงได้ง่าย ๆ อีกทั้งยังมีประเด็นที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นตัวกดดันด้วย 
    ขณะที่ยอดขายสุทธิของต่างชาติที่แทบจะเรียกได้ว่าเททิ้งก็ยังไม่มีทีท่าจะสะเด็ดน้ำ หรือหยุดขายง่ายๆ จากข้อมูลล่าสุดของ บล.กิมเอ็ง นั้นตั้งแต่ 1 ม.ค. - 20 มิ.ย. ที่ผ่าน ต่างชาติขายไปแล้ว 1.71 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถือว่าเยอะว่า ขนาด "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยังยอมรับว่า ยอดขายของฝรั่งเป็นตัวเลขที่สูงมากเพราะเพิ่งผ่านมาแค่ห้าเดือนกว่าๆ เท่านั้น และยอดขายนี้คิดเป็นเกือบ 4% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมดที่ถือโดยต่างชาติ ถ้ารวมยอดขายสะสมสุทธิที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งเป็นปีแรกหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เงินเริ่มไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ จะได้ยอดขายสะสมทั้งหมดที่สูงถึง 498,000 ล้านบาท  

    ที่น่าสนใจคือ ต่างชาติเอาหุ้นที่ไหนมาขาย เพราะถ้าดูจากยอดซื้อสะสมของต่างชาติระหว่างปี 2009-2012 ซึ่งเป็นช่วงที่เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่มากที่สุด ก็เข้ามาแค่ 191,000 ล้านบาท แต่ทำไมขาออก ถึงออกไปมากมายกว่าหลายเท่า หรือแม้แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกใหม่ๆ เมื่อปี 2008 เงินยังไหลออกแค่ 162,000 ล้านบาทเท่านั้น

    ดังนั้นประธาน FETCO เลยประเมินมูลค่าหุ้นในมือต่างชาติ ให้เห็นชัดๆ โดย “ปรับฐาน” ยอดซื้อช่วงปี 2009-2012 มาเป็นมูลค่าปัจจุบัน คือ 357,000 ล้านบาท รวมถึงการลงทุนใน IPO และกำไรจาก IPO เข้าไปด้วย ซึ่งวิธีของเขาน่าจะทำให้เรามองออกได้ว่า ฝรั่งเอาเงินจากไหนมาขายเยอะแยะ ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เงินที่ไหลเข้ามาช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้ไหลออกไปหมดแล้ว และบางส่วนยังเป็นหุ้นที่สะสมมาในอดีต  โดยเขามองว่าเหตุผลหลักของการขายเป็นการขายเพื่อลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั้งหมด มากกว่าที่จะเป็นการขายเพราะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย 
    สอดคล้องกับ ข้อมูลของสำนักข่าวต่างประเทศ ที่บอกว่านักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิจากตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ 6 แห่งในภูมิภาคเอเชียได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย แล้ว 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2008 โดยการไหลออกของเงินทุนต่างชาติเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดที่ดำเนินมาแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ และจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี

    อย่างไรก็ดี ประธาน FETCO ก็ยังเชื่อว่าแรงขายคงน่าจะลดลง และจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อต่างชาติเริ่มคลายกังวลเรื่องผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และเรื่องสงครามการค้า และเริ่มแยกแยะประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่แข็งแรง ออกจากกลุ่มประเทศที่อ่อนแอ เงินต่างชาติน่าจะไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย ด้วยพื้นฐานที่เข้มแข็งของเศรษฐกิจเรา 

     แต่จะจริงจังแค่ไหน ก็คงต้องรอดูกันต่อไป เพราะล่าสุดดูเหมือนว่าแรงขายเริ่มน้อยลงบ้างจริงๆ ขณะที่ดัชนีฯ ก็มีจังหวะให้รีบาวน์ขึ้นมาเป็นช่วง ๆ ถึงแม้ว่าเมื่อเทียบกับตอนลงแทบจะไม่ได้ก็ตาม แต่ก็มีโอกาสให้นักลงทุนได้หายใจหายคอกันบ้าง อย่างน้อยก็มีจังหวะให้ได้ตั้งสติกันบ้างว่า ควรจะวางโพซิชั่นของตัวเองไว้ตรงไหนดี จะถอย หรือว่าเตรียมตั้งรับ เพราะหุ้นตอนนี้กลับมาถูกอีกแล้ว หรือไม่แน่ว่าอาจจะถูกกว่านี้อีกก็เป็นได้เหมือนกัน ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นช่วงตั้งสติ ก่อนกลับมาสตาร์ทอีกรอบ ตลาดหุ้นคงไม่ได้ลงจนโงหัวไม่ขึ้น แม้ปัจจัยกดดันที่มีอยู่จะยังไม่จบง่ายๆ 
    
     .... เมื่อวันหนึ่งถึงจุดที่ตลาดซึมซับกับเรื่องร้ายๆ จนเต็มที่แล้ว นักลงทุนต่างชาติ กองทุนต่างๆ ก็ต้องกลับมาซื้อของถูกอีกรอบ ก็แค่มองโลกในแง่บวก แต่ไม่ได้มองแบบโลกสวย ....  ฝรั่งเลิกขายเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้นแหละที่ SET Index จะกลับมาที่ 1700 จุดอีกครั้ง 
    ส่วนจะถึง 1800 อีกมั๊ย หรือจะไป 1900 อย่างที่กูรูหลายค่ายคาดไว้ อย่าเพิ่งไปคิดไกลขนาดนั้นดีกว่า ตอนนี้ภาวนาไปก่อน เงินฝรั่งจงมา เงินฝรั่งจงมา  


RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh