สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

บทบรรณาธิการ

| 2 กุมภาพันธ์ 2561

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

อวสาน ... ประชานิยมรถคันแรก หลังครบ 5ปี

อวสาน ... ประชานิยมรถคันแรก หลังครบ 5ปี

       ผ่านมา 5 ปีพอดิบพอดี สำหรับโครงการรถคันแรก หรือจะเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งอภิมหาโครงการประชานิยม ที่อาจไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำอีกแล้ว สำหรับการซื้อรถยนต์แล้วสามารถนำไปขอคืนภาษีกับกรมสรรพาสามิตได้สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท เรียกว่านโยบายดังกล่าวในตอนนั้น  เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจที่กำลังซบเซา จากช่วงมหาอุทกภัย หรือน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ได้พอประมาณเลยทีเดียว 

     นโยบายรถคันแรกเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 และสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระตุ้นให้ประชาชนถอยรถใหม่ ป้ายแดงกันคึกคัก เพราะหวังจะเอาขอคืนเงินภาษีจากการซื้อรถ ทำเอาค่ายรถยนต์ผลิตรถส่งมอบกันไม่ทันเลยทีเดียว แม้จะถูกช่วงน้ำท่วมใหญ่ทำเอาชะงักไปอยู่หลายเดือน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความต้องการรถใหม่ของประชาชนลดน้อยถอยลง จนขนาดมีการโจมตีว่านโยบายดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์นายทุนชัดๆ แถมยังสร้างนิสัยฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ให้กับประชาชน เพราะตอนนั้นขนาดพนักงานร้านสะดวกซื้อ ยังถอยรถป้ายแดงกันออกมาด้วยซ้ำ 
    สิริรวมปิดโครงการเมื่อ ธ.ค. 2555 มียอดรวมรถคันแรกที่ขอคืนภาษีทั้งสิ้น 1.255 ล้านคัน คิดเป็นเงินที่รัฐบาลต้องคืนภาษีรวม 9.1 หมื่นล้านบาท สูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ในช่วงแรก 3 หมื่นล้านบาทถึง 3 เท่าตัว เพราะใครๆ ก็อยากได้เงินภาษีคืน ซึ่งประมาณกันว่าแต่ละคนจะได้คืนตั้งแต่ 30,000 - 100,000 บาท แต่คนที่ซื้อรถคันแรกจะต้องไม่มีการเปลี่ยนมือเจ้าของรถ หรือต้องใช้รถตามที่รัฐบาลกำหนดคือ 5 ปี  ถึงจะสามารถขายรถได้ หรือเปลี่ยนรถใหม่ได้ หากไม่ทำตามเกณฑ์ ก็จะถือว่าผิดเงื่อนไข ต้องถูกริบเงินภาษีที่ได้ไปคืน 

    จากวันนั้นจนถึงวันนี้ นโยบายก็ครบกำหนด 5 ปีเรียบร้อย แต่ปรากฎว่ามีข่าวว่าประชาชนอีกหลายคนที่ไม่สามารถ โอนรถได้ เพราะถูกกรมสรรพสามิตระงับการโอนสิทธ์ เนื่องจากตอนแจ้งขอคืนเงิน อาจจะแจ้งช้ากว่าวันที่ 31 ธ.ค. 55 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่กรมฯ กำหนดไว้ และจากการตวจสอบของ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ยังมีข้อสงสัยด้วยว่าการดำเนินการของกรมฯ ในการให้สิทธิ์รถยนต์คันแรกแก่ประชาชนนั้น มีจำนวนกว่า 1 แสนรายเลยทีเดียว ที่ยื่นเอกสารเพิ่มเติมเกินเวลา ซึ่งนั่นเท่ากับว่าประชาชนกลุ่มนี้อต้องถูกเรียกเงินคืน ประมาณคร่าวๆ 1 แสนคน หากเรียกคืนคนละ 1 แสนบาท เท่ากับกรมสรรพสามิตต้องได้เงินภาษีคืน 1 หมื่นลบ.  มหาศาลเอามาเป็นงบฯ สร้างรถไฟทางคู่ได้สบายๆ 
    แต่ถามว่าสรรพสามิตจะทำได้หรือไม่ เพราะตอนพิจารณาอนุมัติคืนภาษีนั้น ก็ผ่านเรียบร้อยส่งเช็คให้ประชาชนเขาไปตั้งนานแล้ว แล้วตอนนี้จะมาเรียกคืน จะเก็บได้หรือไม่ เพราะประชาชนก็ยืนยันตอนที่ถูกระงับการโอนรถว่า กรมฯขอเรียกเอกสารเพิ่มเติม จึงทำให้เกินเวลาที่ระบุ แต่ในที่สุดก็อนุมัติให้ แล้วแบบนี้ใครผิด ซึ่งกรมสรรพสามิตบอกว่าจะหาข้อยุติปัญหาได้ภายใน 2 สัปดาห์ หรือไม่เกินกลางเดือนก.พ.นี้ ซึ่งตามหลักการเจ้าของรถทุกรายจะต้องสามารถโอนรถที่ผ่อนชำระหมดเป็นของตนเองได้ เพราะไม่ได้มีความผิดอะไร ส่วนกรณีผู้ใช้สิทธิที่ส่งเอกสารล่าช้าและได้รับเงินรถคันแรกคืนสูงสุดคันละ 1 แสนบาทไปแล้ว จะต้องคืนเงินกลับหรือไม่นั้นจะต้องมีการประชุมเร่งพิจารณากับ สตง.ในเร็ว ๆ นี้
    เรื่องวุ่นๆ แบบนี้ยังต้องรอลุ้นกันต่อไป แต่จริงๆ ต้องบอกว่านโยบายรถคันแรก มันผิดตั้งแต่ที่รัฐบาลออกมาแล้วหรือเปล่า เพราะเราก็ได้ยินมาตลอดว่า คนซื้อรถคันแรกหลายต่อหลายคน ที่ซื้อรถมาแล้วผ่อนต่อไม่ไหว รถติดทั้งไฟแนนซ์ ติดทั้งเกณฑ์รัฐบาลค้างเติ่งอยู่ในเต้นท์รถ จะขายออกก็ไม่ได้ เพราะต้องรอ 5 ปีก่อน เป็นภาระกับบริษัทลิสซิ่งอีก หรือต่อให้ตอนนี้รถขายได้แล้วก็จริง แต่ถามว่ารถที่ยึดมา บางคันยึดมาตั้งแต่ยังไม่ครบปีด้วยซ้ำ ใครจะมาซื้อต่อ รถใหม่ราคาไม่แพงเดี๋ยวนี้มีให้เลือกเยอะแยะ ซื้อรถใหม่ดีกว่ามั๊ย แถมคนที่รับเงินไปแล้ว ผ่านมาตั้งหลายปีไปขอเงินคืนจะขอคืนได้ครบหรือไม่ ก็การันตีไม่ได้กับงบประมาณประเทศที่เสียไปก่อนหน้านั้น เพราะถ้าฟ้องร้องกันก็ต้องใช้เวลาอีก เรื่องเยอะหนักเข้าไปใหญ่ 
    คนเขียนนโยบายไม่ได้คิดว่า ออกมาแล้ว ระยะยาวจะเป็นอย่างไร เพราะมองแค่ประชานิยมระยะสั้น ในขณะที่ประชาชนที่แห่เข้าไปใช้สิทธิ์ ก็อาจลืมดูไปว่า ตัวเองมีความพร้อมแค่ไหนก่อนจะซื้อรถ เพราะเมื่อผ่อนต่อไม่ไหว ก็ไปต่อไม่ได้ทั้งคน ทั้งรถ ทั้งไฟแนนซ์ .... เพราะฉะนั้นรอลุ้นกันต่อว่าจะรัฐบาลจะหาทางออกอย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นรับรองเป็นซีรีย์ยาวแน่ๆ                                         
    ถึงบอกว่า นโยบายประชานิยมมีทั้งดี ไม่ดี ใช้ให้ถูกวิธีก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามองแค่ความนิยม อย่างที่เคยเป็นมา มันก็จะมีปัญหามาให้ตามแก้อย่างที่เห็นๆ กัน 


RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh