บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องดูแลตัวเอง

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องดูแลตัวเอง

      การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลก่อนลงทุน คงใช้ไม่ได้กับการลงทุนในยุคสมัยนี้ เพราะบางทีศึกษามาดีก็ยังขาดทุนได้ เอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ แถมบางทียังโดนสับขาหลอกให้ชอกช้ำอีกต่างหาก เรียกว่าหลอกกัน ต้มตุ๋นกัน ตั้งแต่รากหญ้า ยันระดับเศรษฐีกันเลยทีเดียว ไล่เรียงเรื่อยมาจากแชร์ลูกโซ่ธรรมดาๆ จนมาถึงระดับบิทคอยน์  โทเคน เพราะนวัตกรรมการเงิน การลงทุนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา 

     เช่นเดียวกับกลโกง ที่ต้องปรับให้ทันโลกอยู่ตลอดเช่นกัน ประมาณว่าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ไม่มีวันได้แอ้ม ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องระมัดระวังให้มากถึงมากที่สุด ขนาดว่าทางการออกเกณฑ์คุมเข้มสารพัดก็ยังเปิดช่องให้บรรดามิจฉาชีพทำได้อยู่ดี เหมือนกรณีหลอกลวงวางแผนลงทุนบิทคอยน์ที่เป็นข่าวครึกโครมกันอยู่ตอนนี้ 
    ต้องบอกเลยว่าการลงทุนสมัยนี้ นอกจากเรื่องศึกษาข้อมูลการลงทุน ยังต้องศึกษาลงลึกรายละเอียดไปถึงผู้ถือหุ้น เจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ออก อาจจะต้องดูกันถึงประวัติ ว่าไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ขนาดไหนด้วยซ้ำไป เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเงินที่เราคิดว่าจะเก็บไว้ใช้ในยามเกษียณ  บางคนเอาเงินออมที่มีทั้งหมดในชีวิตมาลงทุน หวังต่อยอดให้ออกดอกผล แต่กลับต้องสูญเสียเงินที่เก็บไว้ให้กับคนที่ไม่หวังดีเสียอีก ซึ่งเราๆ ท่านๆ ก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ 
    โดยเฉพาะบรรดาแชร์ลูกโซ่ ที่ตอนนี้งัดกลยุทธ์ชักชวนลงทุนหลากหลายรูปแบบมากขึ้นไปอีก อย่างบิทคอยน์ หรือเงินดิจิทัล ที่กำลังเป็นที่นิยมจากบรรดานักลงทุนขาลุย ก็เป็นเป้าหมายหลักที่เอามาทำเป็นคล้ายแชร์ลูกโซ่ ระดมเงินจากผู้ลงทุนแล้วเอาไปซื้อเหรียญลงทุน เชิญชวนโดยเอาผลตอบแทนมาจูงใจ แม้ในช่วงหลังๆ ตลาดการลงทุนเหรียญบิทคอยน์ อาจจะซบเซาลงไปบ้าง เพราะผลตอบแทนเริ่มลดลงจากภาพรวมตลาดการลงทุน แต่ก็ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกระแสลงทุนของนักเก็งกำไร ที่ชอบเสี่ยงอยู่ดี 

     ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กว่าทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะออกเกณฑ์และอนุมัติให้สามารถยื่นของลงทุน หรือขาย ICO (Initial Coin Offering)ได้ จึงต้องใช้เวลากันอยู่นานสองนอน เพราะเกรงว่าการเสนอขายโทเคนดิจิทัล โดยการออกเหรียญบิทคอยน์นั้น อาจจะสร้างความเสี่ยงให้กับผู้เข้าไปลงทุน อย่างน้อยก็เป็นการคุ้มครองในส่วนของนักลงทุน  ส่วนหลังจากออกกฎหมาย หากยังมีการออกบิทคอยน์มาหลอกหลวง หรือเจตนาฉ้อโกงโดยใช้บิทคอยน์  ก็ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการไปตามเรื่องที่เกี่ยวข้อง ส่วน ก.ล.ต. ก็มีหน้าที่เฉพาะเรื่องการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล การออกใบอนุญาตผู้ค้า ศูนย์ซื้อขาย หรือนายหน้า ซึ่งผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตนั้น ก.ล.ต. จะเน้นระบบงานต้องได้มาตรฐาน มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี และบุคลากรที่มีความพร้อม
      ล่าสุดหลังจากที่ ก.ล.ต. ได้ออกประกาศเกี่ยวข้องกับการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัล ด้วยกระบวนการ ICO แล้วนั้น ปัจจุบันมีผู้ประกอบการสนใจยื่นขอออก ICO แล้ว 50 ราย และมีผู้สนใจทำตลาดตัวกลางในการซื้อขายโทเคนดิจิทัลอีกประมาณ 20 ราย และขอเป็นผู้ให้บริการระบบตลาดซื้อขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal)5 ราย ซึ่งถือว่าได้รับความสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และเชื่อว่าด้วย case study ที่เห็นๆกันอยู่ตอนนี้ การพิจารณาของก.ล.ต. คงต้องสุขุม รอบคอบ มากขึ้น เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพ เอาไปเป็นสินค้าที่ใช้หลอกลวงผู้ลงทุนอื่นๆ เพราะการลงทุนในโลกดิจิทัลตอนนี้ มันอันตรายรอบด้าน เราอาจจะเสียเงินและถูกโกงได้ง่ายๆ เพียงแค่คลิ๊กเท่านั้นเอง 

         " การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องดูแลตัวเองด้วยค่ะ ไม่งั้นท่านอาจหมดตัว แบบไม่รู้ตัว" อย่าลืมว่า เหรียญมีแค่ 2 ด้าน แต่กลโกงในตลาดการเงิน การลงทุน มีมากกว่านั้น 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh