บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

หนี้โลกท่วมหัว

หนี้โลกท่วมหัว

              เห็นข่าวภาระหนี้ของโลกในปี 2561 ที่เพิ่งมผ่านมา ท่วมท้นถึง 244 ล้านล้านดอลลาร์ ก็อดไม่ได้ที่จะเอามาเล่าสู่กันฟัง เพราะตัวเลขขนาดนี้ไม่ธรรมดา ยิ่งภาระหนี้ของแต่ละประเทศสูงมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงที่จะมากขึ้นตาม  โดยล่าสุดนั้นสถาบันการเงินคลังระหว่างประเทศ หรือ IIF ระบุว่าภาระหนี้ของโลก ซึ่งรวบรวมจากหนี้ภาครัฐ ภาคเอกชน และหนี้ครัวเรือนของทุกประเทศ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 244 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่ามูลค่าเศรษฐกิจโลกที่มีอยู่ประมาณ 80 ล้านล้านดอลลาร์ ถึง 3 เท่าเลยทีเดียว ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อจีดีพีโลกในไตรมาส 3 ปีที่ผ่าน ก็สูงท่วมท้นถึง 318%  แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังขยายตัวได้ดีมาโดยตลอดก็ตาม แต่อย่างไรก็ดีหนี้ที่เพิ่มส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากการกู้เพื่อการลงทุน โดยเฉพาะบรรดาการลงทุนของภาครัฐที่ยังมีความจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่ม?
              โดย IIF จำแนกภาระหนี้ เป็นหนี้สาธารณะของรัฐบาลทั่วโลกมากกว่า 65 ล้านล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 37 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนภาระหนี้ของบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่กว่า 72 ล้านล้านดอลลาร์ และภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นกว่า 30% มาอยู่ที่ 46 ล้านล้านดอลลาร์ โดยสาธารณรัฐเชค อินเดีย เม็กซิโก เกาหลีใต้ มาเลเซีย และชิลี มีหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 มานับแต่ปี 2016 สำหรับหนี้ภาคสถาบันการเงินนั้น เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 60 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 10% จากช่วง 10 ปีก่อนหน้า
              เรียกว่าหนี้สินของโลกเรา เพิ่มขึ้นทุกประเภท แถมยังเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด หากแต่ละประเทศบริหารจัดการหนี้ไม่ดีพอ ก็อาจจะก่อนหนี้สินล้นพ้นตัวจนเกิดวิกฤตได้ อย่างที่เราเห็นมาแล้วกับกรีซ  นอกจากนี้ IIFยังเตือนว่า แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีภาระหนี้สาธารณะสูงอีกด้วย โดยแนะนำให้ประเทศเหล่านี้สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดตามมา  
              เห็นตัวเลขหนี้สินของโลกที่ทะลักล้นขนาดนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะย้อนกลับมาดูหนี้สาธารณะของบ้านเราบ้าง เพราะช่วงนี้ก็มีประเด็นสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี ที่ถีบตัวขึ้นมาสูงจนมองว่ารัฐบาลก่อหนี้เกินตัวไปหรือไม่  เพราะพิจารณาแล้วในรอบ 5 ปีจากนี้ หนี้สาธารณะจะสูงขึ้นทุกปี
              โดยปีนี้ (2562) คาดว่าจะอยู่ที่ 43.3% ปี 2563 ที่ 44.5% ปี 2564 ที่ 46% ปี 2565 ที่ระดับ 47.9% และปี 2566 อยู่ที่ 48.5% ซึ่งสูงที่สุด ซึ่งสาเหตุที่จากนี้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นเพราะรัฐบาลยังมีความจำเป็นที่จะต้องกู้เพิ่มเติม เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆของประเทศ โดยเฉพาะในโครงการด้านคมนาคมต่างๆ  
              โดยทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. บอกว่าในระยะ 5 ปีข้างหน้า ระหว่างปี 2562-2566  จะรักษาระดับหนี้สาธารณะฯ ให้อยู่ภายใต้เพดานที่ 60% ที่เป็นระดับที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและรักษาวินัยทางการเงิน รวมทั้งสามารถรองรับปัจจัยเสี่ยงต่างๆได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่น่าจะรับได้ เพียงแต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจากนี้ต้องเห็นผลจริงจัง เพราะอย่าลืมว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน การปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่อาจจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง หรือชะลอโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็อาจจะเป็นได้ หรือไม่ เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้เลย  
              ขณะเดียวกัน สบน. ยังชี้แจงด้วยว่ารัฐบาลยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวเพื่อรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งยังเพิ่มความยืดหยุ่นพื้นที่ทางการคลังกรณีเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือความผันผวนในระบบเศรษฐกิจโลกด้วย นั่นคือที่มาว่าทำไมหนี้สาธารณะถึงสูง 
              เมื่อพูดถึงหนี้สาธารณะแล้ว หนี้อีกตัวที่ละเลยไม่ได้เลยก็คือ  หนี้ครัวเรือนที่เป็นตัวสะท้อนฐานะ ความอยู่ดี กินดี ของประชาชนในประเทศได้ระดับหนึ่ง หากตัวเลขการก่อหนี้สูงก็จะเริ่มส่งสัญญาณไม่ดี หนี้ยิ่งสูงก็ยิ่งสะท้อนว่าประชาชนลำบาก ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมก็พาลจะได้รับความเสี่ยงด้วย โดยล่าสุดนั้น ประเทศไทยของเรามีหนี้ครัวเรือน ณ ปี 2561 อยู่ที่ 77.5% ของจีดีพี ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปี 2559 ที่หนี้ครัวเรือนของไทยสูงสุดอยู่ที่ 80.9% ของจีดีพี ซึ่งตัวเลขหนี้ครัวเรือนก็เป็นอีกตัว  ที่น่าจับตามองกับเป็นพิเศษ เพราะหากเศรษฐกิจไม่ค่อยดี การอุปโภค บริโภค ลดลง รายจ่ายเพิ่ม รายได้หด ก็จะยิ่งทำให้ประชาชนกู้หนี้ยืมสินมากขึ้น 
              แม้รัฐบาลจะบอกว่าไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายเพื่อให้เป็นหนี้ครัวเรือนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการคุมการขอทำบัตรเครดิต และ การกู้เพื่อซื้อบ้านตั้งแต่สัญญาที่ 2 ขึ้นไป ซึ่งเป็นการดูแลให้ประชาชนไม่ใช้จ่ายเกินตัว หรือการเข้มงวดของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้หนี้ครัวเรือนของประ เทศไทยอยู่ระดับต่ำกว่าประ เทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียที่หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 84% ของจีดีพี และต่ำกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประ เทศ (BIS) กำหนดว่าหนี้ครัวเรือนของแต่ละประเทศไม่ควรสูงเกินกว่า 85% ของจีดีพี และหากเป็นการก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน บ้าน รถยนต์ มอเตอร์ไซด์ ฯลฯ ซึ่งเป็นการกู้ยืมเพื่อสะสมสินทรัพย์ ก็ไม่น่าวิตกมากนัก 
              แต่อย่างไรก็ตาม มูลค่าหนี้สินครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ถ้าหากมีปัจจัยภายนอกมากระทบความสามารถในการจ่ายหนี้ และเมื่อคนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น แต่ถ้าขาดความรู้ ขาดวินัยในการบริหารจัดการด้านการเงิน อาจนำไปสู่พฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกินตัวก็หนี้ไม่พ้นที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือประเทศ หากขาดวินัยการบริหารจัดการที่ดี ประเทศใดที่ใช้จ่ายเกินตัว หรือกู้ยืมเงินมาลงทุน หรือใช้งบประมาณ ในโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โภชน์ผล ก็ไม่วายหนี้สินล้นพ้นตัวเข้าสักวัน 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh